Explore Durban, KwaZulu-Natal เมืองสุดคูลสำหรับนักผจญภัยใน South Africa


มันเป็นอารมณ์ที่น่าเบื่อ การทำอะไรซ้ำ ๆ ไปเที่ยวแต่ที่เดิม ๆ ถึงเวลาไปเที่ยวทีไร ก็บินไปซ้ำปลายทางยอดฮิต ไม่ญี่ปุ่น ก็ฮ่องกง ไต้หวัน  เรียกว่าพอเพลิน ๆ ได้ แต่อาจจะไม่สามารถจุดไฟข้างในตัวผู้ชายอย่างเราให้ลุกโชนได้มากพอ มีผลวิจัยหลายชิ้นที่บอกไปในทางเดียวกันว่า การไปเจออะไรซ้ำ ๆ ความตื่นเต้นและแรงบันดาลใจใหม่ ๆ ที่เป็นประโยชน์หลักของการไปท่องเที่ยว จะยิ่งลดน้อยลงเรื่อย ๆ ดังนั้นนาน ๆ ที ผู้ชายอย่างเราควรออกไป  Adventure  ให้ชีวิตมันมีสีสันและความมันส์ ปั้ม  Adrenaline  ให้มันสูบฉีดไปทั่วร่างกายกันบ้าง

170417-durban-1

170417-durban-3

แล้วปลายทางไหนถึงจะได้ฟีล  Adventure  สะใจ ที่มีทั้งความมันส์ของการลุยป่าซาฟารีแท้ๆ  ตามล่าหา  Big 5   สัตว์รุ่นใหญ่ตัวเป็น ๆ  ไม่ใช่แค่ไล่จับใน  Pokemon Go  ต้องลุ้นแกะรอยเท้า ส่องตามมุมป่าว่ามันจะเดินโผล่ออกมาให้เห็นหรือไม่ เสร็จแล้วก็เปลี่ยนเสื้อผ้าไปกระโดดเล่น  Surf  บนทะเลคลื่นขนาดเล็กใหญ่ไปถึงยักษ์ ตบท้ายด้วยปาร์ตี้  nightlife  สุดมันส์ตลอดค่ำคืน นี่เป็นโจทย์ที่เรานั่งคิดมานาน ก่อนจะไปลงเจอจุดหมายปลายทางที่เรียกว่า  Durban  เมืองท่าริมหาดในจังหวัด  KwaZulu-Natal  เป็นเมืองที่ใหญ่อันดับสามของ  South Africa  เจริญมากพอที่จะมี  King Shaka International Airport  เป็นของตัวเอง

เสน่ห์และเหตุผลที่เราเลือกไป  Explore  เมืองนี้ คงเป็นเพราะมันไม่ค่อยจะเคยมีคนไทยไปมากนัก  search  หาข้อมูลภาษาไทยก็ไม่เจอ เพราะถ้าพูดถึง  South Africa  หลายคนจะนึกถึง  Joburg  ไม่ก็  Cape Town  กันมากกว่า จึงนับว่าเป็นปลายทางที่ยังมีความสดซิง น่าไปสัมผัสด้วยมือและตา ตัวเองยิ่งนัก

Durban: The cool city in South Africa

170417-durban-2

Durban  เป็นเมืองที่มีการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วทุกปี ด้วยข้อได้เปรียบทางภูมิศาสตร์ อุณหภูมิที่อบอุ่น มีครบทั้งทะเล ชายหาดล้อมรอบพื้นที่สุดลูกหูลูกตา ป่าไม้ สัตว์ป่า บาลานซ์สมดุลระหว่างธรรมชาติและความเจริญที่ลงตัว

170417-durban-9
Durban Stadium 2010 FIFA World Cup
170417-durban-11
Durban Stadium ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Moses Mabhida Stadium​

ซึ่งความเจริญนั้นได้ผลบุญจากการที่  South Africa  เป็นเจ้าภาพบอลโลก  2010 FIFA World Cup  ซึ่ง  Durban  เป็นหนึ่งในเมืองที่มีสร้างสนาม  Durban Stadium  สำหรับใช้ทำการแข่งขันด้วย  (ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น  Moses Mabhida Stadium​)  หลายคนน่าจะพอคุ้น ๆ จากนัด  Semi-final  ระหว่าง  Germany vs Spain  วันที่  7 July 2010  โดยนัดนี้มีสถิติคนเข้าดูมากถึง  60,960  คนเลยทีเดียว ด้วยข้อดีทั้งหมดนี้เอง ที่เป็นตัวเร่งให้  Durban  มีการพัฒนาในหลายด้านอย่างรวดเร็ว โดยในปี  2015  ได้รับการโหวตให้เป็นหนึ่งใน  New7Wonders Cities  จากทั้งหมด  1,200  เมือง

170417-durban-12
รั้วบ้านไฟฟ้าแรงสูงมีให้เห็นเป็นปกติในย่าน central area

ด้วยการพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็ว  ทำให้   Durban  เป็นเมืองที่มีช่องว่างทางฐานะอยู่พอสมควร การเดินทางไปไหนมาไหนตอนกลางคืนจึงต้องระมัดระวังอยู่บ้าง แต่ก็ขึ้นอยู่กับ  neighborhood  ที่เราไปอยู่ ซึ่งก็เหมือนกับหลาย ๆ ประเทศ แม้แต่ประเทศไทยเองก็ตาม เช่นในบางพื้นที่ เราจะเห็นทุกบ้านล้อมรอบด้วยลวดหนามไฟฟ้า แม้จะตกใจ แต่ก็คงจะให้อารมณ์เดียวกันเวลาชาวต่างชาติมาเห็นเศษขวดแก้วฝังบนกำแพงบ้านเรา

170417-durban-23

170417-durban-24

170417-durban-25

170417-durban-21

170417-durban-22

ในขณะบางพื้นที่เต็มไปด้วยโรงแรมหรูริมชายหาด เช่นย่าน  Lighthouse Rd, Umhlanga Rocks  ที่มี  The Oyster Box Hotel  โรมแรมระดับ  5  ดาว ที่แพงที่สุดใน  Durban  ตั้งอยู่ ราคาห้องพัก  garden view  เริ่มต้นแถว ๆ  20,000  บาท ไปจนถึงห้องพักระดับ  Presidential Suite  ราคาประมาณ  140,000  บาทต่อคืน เป็นจุดหมายที่บรรดาคนมีชื่อเสียงมากมายต้องแวะมา ไม่ว่าจะเป็นประธานาธิบดีรัสเซีย  Vladimir Putin,  นักเตะระดับ  Rio-Ferdinand   รวมถึงศิลปินนักร้องอย่าง  Nicky Minaj, Kendrick Lamar  ที่นี่จึงเป็นเหมือนจุดรวมบรรดานักท่องเที่ยว  Hi-so  มากหน้าหลายตา

170417-durban-26

170417-durban-27

แต่จากการสอบถามคนในพื้นที่ทำให้รู้ว่าปัจจุบัน  Durban  ไม่ได้น่ากลัวอย่างในยุคก่อนพัฒนา คนที่นี่ส่วนใหญ่ก็ค่อนข้างจะ  friendly  คุยง่าย อาจจะมีคนเดินมาขอเงินบ้างตามถนนใหญ่ เพราะต้องยอมรับว่าคนจนในเมืองยังมีอยู่เยอะ หรือการเดินสะพายกล้อง กระเป๋าราคาแพงคนเดียวตอนกลางคืน ก็ถือว่าเสี่ยงไม่ว่าจะอยู่ใน  Durban  หรือ  New York  ซึ่งจากการที่เราได้สัมผัสมา ก็เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ดังนั้นใครที่แพลนว่าจะไปก็สบายใจได้ว่า  South Africa  ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด

170417-durban-8

170417-durban-16

170417-durban-18

170417-durban-198

มาถึง  Durban  เมืองที่ขึ้นชื่อโด่งดังว่าเป็น  Beachfront City  ที่แรกที่เราพุ่งไปจึงต้องเป็น  Golden Mile  ชายหาดความยาวกว่า  6  กิโลเมตร เป็น  attraction  ที่นักท่องเที่ยวต้องแวะมาให้ได้ ไม่ใช่เฉพาะนัก  Surfers  ที่หมายจะขี่คลื่นยักษ์ อาบแสงอาทิตย์อบอุ่น นักว่ายน้ำใจกล้าที่กระโดดจากสะพานสูงยื่นลงไปในทะเลสวยงามแม้คลื่นจะดูรุนแรง

170417-durban-17

ด้านความปลอดภัยถือว่าหายห่วง มี  Life Guard  ร่างกำยำคอยสอดส่องความเรียบร้อยให้นักท่องเที่ยวตั้งแต่  8  โมงเช้า ถึง  5  โมงเย็น มีตาข่ายกั้นฉลามกินบริเวณกว้าง มีครอบครัวมาทำกิจกรรมต่าง ๆ บนหาดทราย เรียกว่าถ้าเห็นบรรยากาศของ  Golden Mile  คุณจะต้องประทับใจจนลืมข่าวลือความน่ากลัวของเมืองนี้ไปอย่างสนิทใจ

170417-durban-4

170417-durban-5

ในฐานะเมืองท่องเที่ยวริมทะเล เรื่องปาร์ตี้ย่อมต้องมีดีไม่น้อยหน้า ถนนที่มีสีสันด้าน  Nightlife  จะรวมตัวกันอยู่บน  Florida road  ร้านที่ได้รับความนิยมที่สุดระดับ  DND  เมืองไทยบนในย่านนี้ได้แก่  Dropkick Murphy  คลับสุดมันส์ แหล่งรวมนักท่องเที่ยววัยรุ่นประจำ  Durban  ถ้าอยากเจอสาวนักท่องเที่ยวล่ะก็ แนะนำที่นี่เลย

170417-durban-10

หรือถ้าอยากเน้นแนวคน  local  หน่อย ขอแนะนำเป็น  CAPPELLO  ร้านนั่งชิวหัวมุมถนน ในบรรยากาศสบาย ๆ ที่นี่ทำให้เราได้รู้ว่าวัยรุ่น  Durban  ค่อนข้างจะชิวและคุยง่าย ไม่มีพิษมีภัยอะไร

KwaZulu-Natal Must-See Attraction

170417-durban-46

170417-durban-48

170417-durban-50

170417-durban-54

มาถึง  Durban  กันทั้งที นอกจากใช้เวลาเสพความคูลในเมือง เราต้องไม่พลาดออกไปลุยผจญภัยกันแบบแมน ๆ  กิจกรรมขึ้นชื่ออีกอย่างของเมือง  KwaZulu-Natal  คือการเสพธรรมชาติ นั่งรถ  4×4  เข้าไปล่า  Big 5  ที่เรียกว่า  Early morning game drive  โดยเราต้องนั่งรถออกจากเมือง  Durban  ไปประมาณ  3  ชั่วโมง จนกระทั่งถึงเมือง  Hluhluwe  เมืองที่มีภูเขา ป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์

170417-durban-51

170417-durban-53

170417-durban-41

Hluhluwe  เป็นจุดหมายยอดฮิตสำหรับนักท่องเที่ยวในการนั่งรถส่องสัตว์ป่า  มี  Safari Game Reserve  ให้เลือกหลายที่ ทุกที่มักจะมีที่พักคอยให้บริการแบบครบวงจรด้วย ถือว่าเป็นการนอนใกล้ธรรมชาติที่สุดเท่าที่เราเคยสัมผัสมา

170417-durban-47

170417-durban-42

170417-durban-52

170417-durban-56

สวนที่เก่าแก่ที่สุด สัตว์ป่าอุดมสมบูรณ์ที่สุดของ  Hluhluwe  ที่เราแนะนำชื่อว่า  Hluhluwe-iMfolozi Game Reserve  คนขับก็จะพาเราลุยเข้าไปตามเส้นทางกันตั้งแต่เช้าตรู่  (ประมาณตี  5  ครึ่ง)  แกะร่องรอยอย่างชำนาญว่าตัวอะไรอยู่ตรงไหน ซึ่งความสนุกคือการลุ้นกว่าจะได้เห็น  Big 5  ครบหรือไม่ ถ้าใครไปแนะนำให้พกเลนส์  tele 70-200  ไปด้วย จะได้ไม่พลาดช่วงโอกาสสำคัญ

170417-durban-34

170417-durban-33

170417-durban-36

170417-durban-38

170417-durban-39

นอกจาก  Safari Game Reserve  แล้ว อีกจุดหมายที่ต้องไปส่องสัตว์น้ำรุ่นใหญ่ก็คือ  iSimangaliso Wetland Park  สถานที่ท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติอันเก่าแก่ของ  KwaZulu-Natal ถูกขึ้นชื่อเป็นมรดกโลกจากความอุดมสมบูรณ์ของป่าและความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต เราสามารถใช้บริการล่องเรือไปตามทะเลสาบ  St Lucia  เพื่อดูความเป็นอยู่ตามธรรมชาติของสัตว์ต่าง ๆ โดยไกด์บอกเราว่าที่นี่เป็นบ้านของจระเข้กว่า  1,200  ตัว ฮิปโปกว่า  800  ตัว และนกอีกกว่า  526  สายพันธุ์ ขอเตือนว่าอย่าไปปาอะไรยั่วโมโหฮิปโปอย่างเด็ดขาด เพราะเห็นตัวอวบ ๆ แบบนี้ ไกด์บอกว่ามันวิ่งได้เร็วสูสีกับ  Usain Bolt  เลยทีเดียว

170417-durban-28

170417-durban-30

170417-durban-31

170417-durban-40

170417-durban-32

อีกจุดที่เราแนะนำให้ไป เพื่อสัมผัส  Zulu Culture  ของชนเผ่าพื้นเมืองที่  PHEZULU Safari Park  ไฮไลท์ของที่นี่คงเป็นการดูวัฒนธรรม  Zulu Dance  ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องพิธีกรรมต่าง ๆ ตามวิถีชนเผ่าดั้งเดิม การจีบสาว การแต่งงาน การใช้ชีวิตของชายหญิงชนเผ่า ทำให้เรารู้ว่าผู้ชายในวัฒนธรรม  Zulu  สามารถมีภรรยากี่คนก็ได้ และที่นี่จะมีเบียร์  craft  ของแท้ที่ชนเผ่าทำดื่มกันแบบดั้งเดิมให้ลองชิมด้วย เป็นการเรียนรู้วัฒนธรรม  Zulu  แบบ  Edutainment  ที่สนุกสนานดี และวิวของ  PHEZULU  ถือว่าสวยงามมาก คุ้มค่าที่แวะมาแน่นอน

How to get to Durban

170417-durban-59

เนื่องจากเป็นปลายทางที่หลายคนอาจจะไม่คุ้นชิน เราเลยอยากจะแชร์ไอเดียการเดินทางจากกรุงเทพไปถึง  Durban  สักหน่อย เราบินด้วยสายการบิน  Qatar Airways  จากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปเปลี่ยนเครื่องที่  Doha  ใช้เวลาประมาณ  4  ชั่วโมง และบินต่อจาก  Doha  ไป  Durban  ใช้เวลาอีกประมาณ  10 – 11  ชั่วโมง

170417-durban-63

170417-durban-62

170417-durban-66

170417-durban-65

และขากลับเราได้ขอ  Transit Visa  เพื่อแวะเที่ยวต่อใน  Doha  อีกหนึ่งต่อ ซึ่งสามารถขอได้ฟรี แวะเที่ยวที่นี่ได้นานถึง  96  ชั่วโมง  ถ้าไม่ได้มีธุระให้รีบกลับบ้าน ก็จองโรงแรมอีกสักคืน แวะไปเดินเล่น ดูดบารากุ จิบกาแฟชิว ๆ ในตลาด  Souq Waqif  หรือ  Islamic Art Museum  ซึ่งถ้าใครอยากนอนแบบชิค ๆ ติด  Souq Waqif  ขอแนะนำให้นอนที่  ARUMAILA Boutique Hotel  ที่อยู่ในตลาดนี้เลย

170417-durban-55

170417-durban-57

170417-durban-60

และเนื่องจากทริป  South Africa  เป็นทริปที่ต้องใช้พลังร่างกายเยอะมาก เราอยากแนะนำให้นั่ง  Business Class  เพื่อเก็บแรงไว้เดินทาง เพราะที่นั่ง  Business Class  ของ  Qatar  นั้นถือว่าสบายสุดยอด อาหารการกินยอดเยี่ยม เครื่องดื่มมีให้เลือกทุกประเภท ตั้งแต่  Champagne, Sparking Wine, Red Wine, White Wine, Beer, Whisy, Cocktails  มีแม้แต่โซนบาร์เหล้าบนเครื่อง พร้อม  Bartender  ประจำการหนึ่งคน เหมาะสำหรับคนที่ไม่ชอบนอนบนเครื่องบิน เรียกว่าทั้งทริปนี้ ช่วงที่สบายที่สุดก็คือการนั่งเครื่องบินนี่แหละครับ

170417-durban-29

ความประทับใจใน  flight   กับ  Qatar Airways  ที่เรารู้สึกว่าการนั่ง  Business Class  ช่างคุ้มค่ามาก นอกจากความสบายตลอดทริปแล้ว ความไว้ใจได้ของสายการบินก็ทำได้ยอดเยี่ยม ขากลับจาก  Durban  ไป  Doha  เราลืมกล้อง  Sony A7 mark ii +  เลนส์  zeiss 24 – 70  รวมมูลค่าหลักแสนบาทไว้บนเครื่อง กว่าจะนึกออกก็ตอนเดินเล่นใน  Doha  แล้วเรียบร้อย ว่าแล้วก็รีบโทรไปประสานงานกับทาง  Qatar Airways  ทันที และเราก็ได้กล้องใส่ถุงพร้อมมอบคืนให้เสร็จสรรพภายในเวลาอันรวดเร็ว แต่เราเชื่อว่าแม้จะเป็น  Economy seat  ก็คงจะได้ผลลัพธ์จากทางสายการบินไม่ต่างกัน  (ถ้าผู้โดยสารคนอื่นไม่หยิบไปเอง)

ขอขอบคุณสายการบิน  Qatar Airways  สำหรับการนำกล้องกลับมาให้​ ณ ที่นี้อีกครั้งครับ ใครที่อยากบินครั้งต่อไป เราขอแนะนำให้เข้าไปดูเส้นทางใหม่ ๆ รวมถึงโปรโมชั่นดี ๆ ได้ที่

Facebook: https://www.facebook.com/qatarairways/
Website: www.qatarairways.com