Entertainment

การกลับมาในรอบ 40 ปี ของราชันย์และราชินีแห่งเพลงเต้นรำ ABBA ในรูปแบบล้ำอนาคต

By: unlockmen September 18, 2021

นับเป็นข่าวที่น่าตื่นเต้นสำหรับคอเพลงยุคดิสโก้ เมื่อวงดนตรีในตำนานเพลงเต้นรำ ABBA ได้คัมแบ็คด้วยการปล่อยเพลงใหม่ในรอบ 40 ปี หลังจากที่วงได้สิ้นสุดตำนานลงเมื่อปี 1981 พร้อมกับการประกาศว่า ABBA จะไม่มีวันกลับมาร่วมงานกันอีก

เพราะอะไรพวกเขาถึงกลับมาร่วมงานกันอีกครั้ง ? และเพราะอะไรการกลับมาของ ABBA จึงเป็นปรากฏการณ์อันน่าตื่นเต้น ? เรามาดู “5 ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ที่ผลักดันให้พวกเขากลายเป็นตำนานร่วมสมัยของดนตรีพ๊อพด้วยกัน

 

ทำเพลงร็อคอาจปัง แต่ไม่ดังเท่าเพลงพ๊อพ

Photo: abbaannual1971.blogspot.com

ก่อนหน้าที่คนทั้งโลกจะรู้จักชื่อ ABBA วงที่มักอยู่ในสารานุกรมเพลงหน้าต้น ๆ ของโลกแห่งดนตรี Benny Andersson เคยเป็นหนึ่งในสมาชิกวงร็อค The Hep Stars ที่ว่ากันว่า เป็น “The Swedish Beatles” และ Benny ก็ได้รู้จักกับ Björn Ulvaeus แห่งวง Hootenanny Singers ร่วมเขียนเพลงด้วยกัน และคุยกันถูกคอ กระทั่งวงทั้ง 2 ถึงจุดสิ้นสุดลง ทั้งคู่จึงทำงานเพลงร่วมกัน

พรหมลิขิตบันดาลชักพา ให้ระหว่างที่เขาทำเพลงในช่วงปี 1970 นั้นเอง พวกเขาได้เจอกับนักร้องสาว Agnetha Faltskog และ Anni-Frid “Frida” Lyngstad จนในที่สุด Bjorn ก็ลั่นระฆังวิวาห์กับ Agnetha ในปี 1971 ส่วน Benny กับ Anni-Frid ก็ดูใจกันมาอย่างยาวนาน และตกลงเป็นสามีภรรยาในเวลาต่อมาเช่นกัน คู่รัก 2 คู่ ตัดสินใจทำวงอย่างจริงจังภายใต้ชื่อ “Bjorn & Benny, Agnetha & Anni-Frid.”

พื้นเพเดิมของสมาชิกฝ่ายชายคือการทำดนตรีร็อคกับดนตรีโฟล์ค แต่เพราะยุคสมัยนั้น คลับดนตรีเต้นรำกำลังได้รับความนิยมอย่างสูง ประกอบกับได้นักร้องสาวมาร่วมแจม ทั้ง 2 จึงทำเพลงพ๊อพตามยุคสมัย โดยทั้ง 4 ประเดิมด้วยซิงเกิล “People Need Love” ที่ได้รับความนิยมพอสมควรในบ้านเกิดประเทศสวีเดน

แต่พวกเขาก็ยังไม่พอใจในซิงเกิลแรกนี้ พวกเขายืนกรานว่าซิงเกิลต่อไปของวง ต้องเป็นซิงเกิลภาษาอังกฤษ ไม่เพียงเท่านั้น ต้องตีตลาดประเทศมหาอำนาจทางดนตรีพ๊อพอย่างอังกฤษหรืออเมริกาให้ได้อีกด้วย จึงเป็นที่มาของซิงเกิล Ring Ring ที่โด่งดังนอกประเทศอย่างงดงาม พร้อมกับออกอัลบั้มชื่อเดียวกันกับเพลงเป็นอัลบั้มแรกในชีวิตของพวกเขา

แต่ถึงเพลงดังอย่างไร ชื่อวงก็พาลให้เรียกยาก ทำให้พวกเขาหาชื่อใหม่ ไม่ว่าจะเป็น “Alibaba”, “FABB” หรือว่า “Baba” แต่ก็ไม่ถูกใจสักชื่อ จนสุดท้ายสมาชิกในวงก็เห็นพ้องต้องกันว่า ควรนำตัวอักษรแรกของทุกคนมารวมกัน นั่นก็คือ Agnetha, Björn, Benny, Anni-Frid. จนเกิดเป็นชื่อ ABBA

หากแต่อุปสรรคมีอยู่ข้อเดียว นั่นก็คือ ชื่อ ABBA นั้นไปตรงกับยี่ห้อปลากระป๋อง พวกเขาจึงต้องทำเรื่องขอชื่อนี้ ซึ่งโรงงานปลากระป๋องก็ไม่ติดขัดอะไร “โอเค ตราบใดที่คุณไม่ทำให้เราเสื่อมเสีย ก็เอาชื่อนี้ไปใช้เลย” ใครจะไปคาดคิดว่าชื่อ ๆ นี้จะเปลี่ยนประวัติศาสตร์พวกเขาไปตลอดกาล


เขย่าโลกด้วยการประกวด ยิงปืนใหญ่สู่ความสำเร็จ

ในยุคสมัยที่การสร้างชื่อเสียงในระดับสากลนั้นเป็นอะไรที่ยากมาก ABBA ก็พบอุปสรรคไม่ต่างกัน จนพวกเขาเลือกเดินสายประกวด เพื่อให้โลกได้รู้จักพวกเขาให้มากที่สุด และเวทีที่พวกเขาเลือกประกวดก็คือ Eurovision Song Contest เวทีประกวดร้องเพลงภาคพื้นยุโรป ที่จัดขึ้นอย่างยาวนานนับตั้งแต่ปี 1956

พวกเขาใช้เพลง Ring Ring ในการประกวดในปี 1971 แต่สุดท้ายพวกเขาก็ไม่ได้เข้ารอบ ครั้งที่ 2 พวกเขาลองอีกครั้งก็คว้าน้ำเหลว จนครั้งที่ 3 ในปี 1974 พวกเขาแต่งเพลงใหม่เป็นเพลงภาษาอังกฤษที่ชื่อ “Waterloo” ปืนใหญ่ที่ทะลุเข้ากลางใจคณะกรรมการเข้าอย่างจัง

เพลงนี้กล่าวถึงการตกหลุมรักที่ไม่ต่างกับปืนใหญ่ที่นโปเลียนยังพ่ายให้กับสงครามวอเตอร์ลู ด้วยเพลง ๆ นี้ และกระแสคอสตูมที่แสนหรูหราฟู่ฟ่าในยุคดิสโก้กำลังคืบคลานเข้ามาสู่กระแสหลัก ทำให้ ABBA กลายเป็นวงดนตรีที่คว้าชัยชนะในค่ำคืนนั้นไปครองได้สำเร็จ และอัลบั้ม Waterloo ที่ออกมารับกระแสการรับรางวัลระดับยุโรปของพวกเขา ก็นำมาสู่การขึ้นชาร์ทครั้งแรกใน UK และ US

พวกเขาสานต่อความสำเร็จในปีต่อมาด้วยอัลบั้มชุดที่ 3 ABBA ในปี 1975 โดยเพลงเอกของอัลบั้มนี้ก็คือ “Mamma Mia” เพลงพ๊อพสะเทือนโลก ที่ทำให้พวกเขาเขยิบความดังในตลาดดนตรีโลกเข้าไปอีกระดับ

รับชมช่วงเวลาแห่งการประกวดในครั้งนั้นอีกครั้ง


เพลง ๆ เดียว เขย่าโลกไปตลอดกาล

แต่ “Mamma Mia” ก็หาใช่เพลงที่เปลี่ยนสถานะของพวกเขาอย่างเป็นทางการไม่ เพราะในอัลบั้มชุดที่ 4 ในปี 1976 “Arrival” คือการร่อนลงรันเวย์แห่งถนนสายดนตรีพ๊อพอย่างเป็นทางการของ ABBA เมื่อเพลงดิสโก้สุดคลาสสิคอย่าง Dancing Queen ได้กลายเป็นบทเพลงอมตะ และเป็นบทเพลงที่นำพา ABBA ให้กลายเป็นศิลปินต่างประเทศที่นำพาบทเพลงและอัลบั้มกระหึ่มสู่อันดับ 1 ในหลายต่อหลายประเทศ

ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยเพราะบทเพลง Dancing Queen เพลงนี้แค่เพลงเดียว ได้ทำให้คนทั้งโลกได้รู้จัก ABBA อย่างเป็นทางการ ซึ่งพวกเขามาในช่วงเวลาที่ Disco ได้ขึ้นแท่นเป็นเทรนด์สำคัญของดนตรีในยุคนั้น ทุกผับ ทุกไนท์คลับทั่วโลก ต่างพากันเปิดเพลงนี้กระหึ่มทุกพื้นที่ทั่วโลก

พร้อมกันนั้นเพลง ๆ นี้ยังกลายเป็นเพลงชาติของเพศทางเลือกให้ลุกขึ้นประกาศศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมอย่างเป็นทางการในยุคสมัยที่พวกเขายังอยู่ในมุมมืดของสังคม

หลังจากนั้นพวกเขากลายเป็นตัวแทนดนตรีแห่งยุคสมัย ในยุคที่เพลงฮาร์ดร็อคทรงอิทธิพล พวกเขาก็เป็นหัวหอกของดนตรีพ๊อพที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ สรรค์สร้างดนตรีเต้นรำต่อเนื่องกันอีกหลายอัลบั้ม ไม่ว่าจะเป็น ABBA: The Album (1977), Voulez-Vous (1979), Super Trouper (1980) ล้วนแล้วแต่เป็นอัลบั้มขายดี รวมไปถึงเพลงฮิตมากมายอย่าง “Take a Chance on Me”, “I Have a Dream” หรือ “The Winner Takes It All” ก็ล้วนแล้วแต่สร้างความชื่อให้กับ ราชันย์และราชินีแห่งเพลงพ๊อพให้เฉิดฉายได้อย่างไม่มีที่ติ รวมไปถึงการทัวร์คอนเสิร์ตรอบโลกที่ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีกับแฟนเพลงทุกชาติทุกภาษา

แต่เมื่อสิ้นแสงสีบนเวที เมื่อพวกเขากลับคืนสู่โลกความเป็นจริง ชีวิตคู่กลับพบความยากลำบาก จนนำไปสู่การปิดตำนานภายในเวลาไม่นาน


ความขัดแย้ง นำมาสู่การปิดตำนาน

หลังจากที่ทั้ง 4 สร้างปรากฏการณ์ยิ่งใหญ่ของเพลงดิสโก้พ๊อพ ด้วยยอดขายระดับปรากฏการณ์ที่ในยุคสมัยนั้นมีไม่กี่วงที่สามารถทำยอดขายได้ยิ่งใหญ่ขนาดนี้ และหนึ่งในนั้นก็คือวง ABBA นั่นเอง

แต่ชีวิตส่วนตัวของทั้ง 4 ต่างค่อย ๆ ดิ่งลงเหว เนื่องจากทั้ง 2 คู่ต้องอยู่ด้วยกันตลอด 24 ชั่วโมง ความอึดอัดที่จะต้องประคับประคองในฐานะคู่ชีวิตและเพื่อนร่วมงาน สร้างรอยร้าวให้กับทั้ง 2 คู่อย่างเห็นได้ชัด ถึงขนาดมีเรื่องเล่าว่าในปี 1978 วงร็อคในตำนานอย่าง Led Zeppelin ได้ไปทัวร์คอนเสิร์ตที่สวีเดน ระหว่างนั้นเขาไปเดินเตร็ดเตร่เพื่อซื้อบริการทางเพศ เขาเหลือบไปเห็นคนหน้าคุ้น ๆ นั้นก็คือสมาชิกฝ่ายชายของ ABBA มาแอบซื้อกินเช่นกันนั่นเอง

จนในที่สุดทั้ง 4 ก็ขอสิ้นสุดสถานะของวงในอัลบั้มชุดสุดท้าย The Visitors ในปี 1981 โดยทิ้งท้ายว่า “พวกเรา ABBA ขอสิ้นสุดสถานะการทำวงร่วมกันเพียงเท่านี้ จะไม่เห็นพวกเราบนเวทีอีก” นับเป็นข้อความทิ้งท้ายที่ทั้ง 4 ต่างแยกย้ายสิ้นสุดทั้งวงดนตรีและชีวิตคู่นั่นเอง


การหวนคืนสู่เวที ด้วยรูปแบบ Hologram สุดล้ำ

ABBA

ถึงไม่มี ABBA แต่หาใช่ว่าเพลงของ ABBA จะไม่ทำงานต่อ เพราะในกาลต่อมา เพลง ABBA กลับก้าวผ่านกาลเวลามาทุกยุคทุกสมัย ตั้งแต่ฟอร์แมทแผ่นเสียง / คาสเซ็ทท์ / ซีดี / MP3 ยันสตรีมมิ่ง โดยเฉพาะอัลบั้ม ABBA Gold: Greatest Hits อัลบั้มรวมฮิตเพียงอัลบั้มเดียวก็ทำยอดขายระดับโลกจำนวนถึง 30 ล้านก็อปปี้ และนับตั้งแต่ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1992 จวบจนปัจจุบันก็ยังคงติดชาร์ต UK / US ไม่มีทีท่าจะออกจากตารางไปง่าย ๆ

ขณะเดียวกัน ละครเวที และ หนังที่นำเพลง ABBA มาทำในรูปแบบ The Musical อย่าง “Mamma Mia!” ก็ช่วยเน้นย้ำว่าบทเพลงของพวกเขานั้นไม่ว่ายุคไหนสมัยไหนรูปแบบไหน ก็ยังเป็นเพลงอมตะที่กาลเวลาไม่อาจทำลายพวกเขาไปได้เลย

นอกจากบทเพลงที่เป็นอมตะ และลิขสิทธิ์ต่างๆนานา ทั้งจากหนัง / ละครเวที ไปจนถึงการเปิดพิพิทธภัณฑ์ “ABBA THE MUSEUM” จะทดแทนด้วยรายได้มหาศาลที่พวกเขาทั้ง 4 ไม่มีความจำเป็นใด ๆ ที่พวกเขาต้องหวนคืนกลับสู่เวทีอีกต่อไปแล้ว

แต่เมื่อวันที่ 2 กันยายนที่ผ่านมา ซิงเกิลล่าสุดในรอบ 40 ปี ก็นำพาให้แฟนคลับต้องตะลึงอีกครั้งกับบทเพลง “I Still Have Faith in You” เพลงสุดซึ้งประทับใจที่นำฟุตเตจเก่า ๆ ในอดีตมาเรียงร้อยในมิวสิควิดีโอ แต่ที่เซอร์ไพรซ์ที่สุดคือการปรากฏตัวร่วมกันบนเวทีของทั้ง 4 ในรูปแบบของ CG Motion Capture นั่นเอง และนี่คือการกลับมาของ ABBA 4.0 ในรูปแบบวิชวลสุดทันสมัยนั่นเอง

Voyage คืออัลบั้มล่าสุดของ ABBA ที่จะออกให้ฟังปลายปีนี้ จากการซุ่มทำอัลบั้มมาตั้งแต่ปี 2017 พวกเขาทั้ง 4 พร้อมแล้วที่จะเรียกความประทับใจคืนกลับมาสู่ผู้ฟังทั้งรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่อีกครั้ง พร้อมกับการเดินสายทัวร์ทั่วโลกในรูปแบบของ Hologram 3-D สุดล้ำ ที่ทุกคนจะได้สัมผัส ABBA ในรูปแบบล้ำอนาคต ในนาม ABBAatars ที่ทุกคนจะได้เห็น ABBA ที่ยังคงเยาว์วัยเหมือนเมื่อ 40 ปีก่อน

ซึ่งรูปแบบของ Hologram นี้หลายคนน่าจะเคยผ่านตาจากหนังฮอลลีวู้ดชื่อดังมากมาย รวมไปถึงจากการโชว์ของ Tupac Shakur มาแล้วจากเทศกาลดนตรี Coachella ครั้งนั้นอาจจะเห็นเพียงสั้น ๆ แต่ในคอนเสิร์ตของ ABBA ทุกคนจะได้เห็นอย่างเต็มตา จากการรังสรรค์ของทีมซีจีระดับโลกอย่าง ILM ที่บุกเบิกเทคนิคพิเศษทางภาพยนตร์มาแล้วมากมาย

พร้อมกันนั้นในคอนเสิร์ตยังเต็มไปด้วยแสงสีสุดตระการตา และทีมนักดนตรีออร์เคสตรากว่า 10 ชิ้น ที่พร้อมปลุกวงตำนานแห่งความทรงจำให้กลับฟื้นคืน

หากคอนเสิร์ตนี้ประสบความสำเร็จ จะไม่เพียงแต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของคอนเสิร์ตรูปแบบใหม่เท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณที่ดีที่เทคโนโลยีจะช่วยปลุกชีพวงดนตรียิ่งใหญ่ในกาลเก่าไม่ว่าจะเป็น The Beatles / Jimi Hendrix / Michael Jackson / Nirvana รวมไปถึงศิลปินผู้วายชนย์มากมายให้ฟื้นกลับคืนสู่เวทีให้คนรุ่นใหม่ได้สัมผัสกันอีกครั้ง

และทั้งหมดนี้ คือตำนานแห่งวงดนตรีที่พิสูจน์ได้ว่า ไม่เพียงแค่บทเพลงเท่านั้นที่เป็นอมตะไม่เสื่อมคลาย แต่การทะเยอทะยานสร้างสรรค์โชว์รูปแบบใหม่ ก็ทำให้ ABBA เป็นวงในตำนานที่จะถูกเล่าขานไปอีกนานเท่านานอีกด้วย

 

unlockmen
WRITER: unlockmen
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line

Warning: include(): Filename cannot be empty in /data/domains/www.unlockmen.com/htdocs/wp-content/themes/unlockmen/single.php on line 159

Warning: include(): Failed opening '' for inclusion (include_path='.:/usr/share/php') in /data/domains/www.unlockmen.com/htdocs/wp-content/themes/unlockmen/single.php on line 159