Entertainment

บันทึกส่งท้าย ‘Daft Punk’ กับ 28 เรื่องที่จะทำให้คุณรู้จักพวกเขาได้อย่างลึกซึ้ง!!

By: unlockmen February 23, 2021

เป็นข่าวที่ช็อคอย่างมาก เมื่อคู่หูแดนน้ำหอมภายใต้หน้ากากหุ่นยนต์ที่สร้างสีสันทางดนตรี Electro House ให้เรืองรองมาตั้งแต่ยุค 90s ได้ยุติบทบาทของการทำงานลงด้วยความน่าเสียดาย Unlockmen เชื่อว่ามีแฟนๆมากมายที่รู้สึกเศร้าและเสียดายกับการยุบวงแห่งตำนานครั้งนี้ เราจึงขอทิ้งท้ายไปกับ ข้อมูลที่คุณจะได้รู้จัก Daft Punk อย่างลึกซึ้ง ถือเป็นการสั่งลาคู่หูที่ทำดนตรีได้สุดเก๋มาตลอด 28 ปี ไปด้วยกัน

1. Daft Punk คือคู่หูที่ประกอบไปด้วย Guy-Manuel de Homem-Christo และ Thomas Bangalter ทั้ง 2 รู้จักกันสมัยเรียนโรงเรียนมัธยม Lycée Carnot ที่ตั้งอยู่ในเมืองปารีส ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งโรงเรียนนี้สร้างบุคลากรมีชื่อเสียงมากมาย 1 ในนั้นก็คือ Jean Reno พระเอกในหนังเรื่อง Leon: The Professional

2. ลูกไม้ที่หล่นใต้ต้น เพราะ Daniel Vangarde พ่อของ Thomas Bangalter คือโปรดิวเซอร์ชื่อดังผู้อยู่เบื้องหลังผลงานเพลง French Disco อันลือลั่นในยุค 70s ซึ่งแน่นอนว่ากลิ่นอายดนตรีของ Daft Punk ก็เป็นรูปแบบเดียวกันกับที่พ่อของ Thomas ได้เคยทำมา

3. ในปี 1992 ก่อนหน้าที่จะเป็น Daft Punk ทั้ง 2 หนุ่ม รวมถึง Laurent Brancowitz เคยร่วมกันตั้งวง Punk Rock กันในชื่อวงว่า Darlin’ โดยได้แรงบันดาลใจมาจากเพลงชื่อเดียวกันของวงในตำนาน The Beach Boys ซึ่งเป็นวงที่พวกเขาชอบมาก ๆ และทำเพลงออกมา 4 เพลง ได้แก่ Cindy, So Loud / Darlin’ / Untitled 18 / Untitled 33

4. แต่แล้วพวกเขาก็ได้รับผลลัพธ์ที่ชวนสะเทือนใจ เมื่อนิตยสารดนตรีในยุคนั้นอย่าง Melody Maker ได้วิจารณ์บทเพลงของวง Darlin’ เสีย ๆ หาย ๆ ว่า “a daft punky thrash” หรือ “วงพังค์ปัญญาอ่อนที่โคตรขยะ” แม้จะเป็นเรื่องที่น่าตกใจ แต่พวกเขากลับรู้สึกขำกับบทวิจารณ์อันดุเดือดนี้ แต่สุดท้ายทั้ง 3 ก็สิ้นสุดการทำวงในเวลารวดเร็ว เหลือเพียง Guy-Manuel de Homem-Christo และ Thomas Bangalter ที่ไปปั้นโปรเจกต์อื่นต่อ

5. ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาได้นำคำด่าจากบทวิจารณ์นี้มาตั้งชื่อวง Daft Punk

6. ส่วน Laurent Brancowitz สมาชิกที่เหลือจากการแยกย้ายของ Darlin’ ไปตั้งวง Indie Pop / French Pop อย่าง Phoenix ที่ได้รับความนิยมในเวลาต่อมาเช่นกัน

7.  ทั้ง 2 หนุ่ม Daft Punk ได้พบเสน่ห์ของ Synthesizers และ Drum Machine โดยบังเอิญ จึงตั้งมั่นว่าโปรเจกต์ต่อไปของเขาทั้ง 2 คือทำเพลงแนวทดลอง และ Electro Pop

8. ซึ่งผู้ที่ทำให้ทั้ง 2 หันเหชีวิตจากนักดนตรี Punk มาทำดนตรี Electro ก็ไม่ใช่ใครที่ไหนนอกจาก Daniel Vangarde พ่อของ Thomas Bangalter นั่นเอง แถมพ่อของเขายังเป็นธุระจัดการเรื่องการเซ็นสัญญาอย่างค่ายใหญ่อย่าง Virgin Records อีกด้วย

9. ทั้ง 2 ฝึกฝนดนตรีอย่างหนังผ่านโปรแกรม Macintosh ทั้งอ่านคู่มือ ทั้งลองผิดลองถูกจากคนที่ไม่ประสีประสาเรื่องเทคโนโลยีเลย จนเวลาล่วงเลยผ่านไปเป็นปี ทั้ง 2 จึงได้ค้นพบซาวด์ของตัวเอง

10. The New Wave (1994) คือซิงเกิ้ลแรกของชีวิตในนามของ Daft Punk วางขายในจำนวนจำกัด แน่นอนว่าแผ่นเสียง 12 นิ้ว หรือ คาสเซทท์ที่เป็นเทปอัดที่ปกเขียนลายมือของทั้ง 2 ถือว่าเป็นของแรร์มากๆ) ที่มีกลิ่นอายของการทดลองอันหนักหน่วง แม้จะไม่ได้ปรากฏอยู่ในอัลบั้มไหน แต่พวกเขาก็มักใช้เพลงนี้ในการโชว์อยู่เสมอ

11. โชว์แรกที่ทั้ง 2 ไปเล่นคือ งาน Rave Party ที่จัดขึ้นที่ Euro Disneyland ในปี 1994 ซึ่งเป็นหนึ่งในไม่กี่โชว์ในชีวิตที่พวกเขาทั้ง 2 เล่นเพลงโดยไม่ใส่หน้ากาก

12. และการโชว์ครั้งนั้นพร้อมซิงเกิ้ลแรกอย่างไม่เป็นทางการ ก็ทำให้ทั้งวงการต่างพากันกล่าวขวัญถึงในความยอดเยี่ยมและการเล่นที่สดใหม่ไม่เหมือนใคร ทำให้หลายต่อหลายค่ายต่างพากันจีบพวกเขาเข้าสังกัด แต่สุดท้ายพวกเขาก็เลือกเซ็นสัญญากับ Virgin Records เพราะนอกจากจะให้อิสระในการทำงานแล้ว ค่ายนี้ยังรับได้ในโมเดลธุรกิจ ที่เป็นหุ้นส่วนกันมากกว่าจะก้าวก่ายการทำงานที่ปิดกั้นอิสระทางความคิดของพวกเขา

13. Da Funk (1995) คือซิงเกิ้ลแรกอย่างเป็นทางการ ที่ทั่วทั้งโลกต่างให้การต้อนรับศิลปินทั้ง 2 อย่างครึกโครม ด้วยอันดับสูงสุดในบ้านเกิดอยู่ที่อันดับ 7 เช่นเดียวกันกับอังกฤษที่ดังมาก ๆ แต่ที่เซอร์ไพรส์คืออเมริกาที่ติดชาร์ท Billboard สูงถึงอันดับที่ 8 และติดอันดับ 1 ในชาร์ทเต้นรำในอเมริกา นับเป็นก้าวแรกที่ยิ่งใหญ่ของทั้ง 2

14. โดย Music Video เพลง Da Funk ได้มือเจ๋งในวงการ MV อย่าง Spike Jonze ที่เล่าถึงหน้ากากหมาดวงซวยที่โดนบูลลี่และโชคชะตากลั่นแกล้งตลอดทั้งเพลง

15. อัลบั้มชุดแรก Homework (1997) ได้รับการต้อนรับจากนักฟังเพลงอย่างล้นหลามในฐานะวง French Electro จากเมืองน้ำหอมที่มีบุคลิกและซาวด์อันยียวนกวนประสาท และเป็นการวางรากฐานใหม่ให้กับดนตรีเต้นรำ

16. แม้อัลบั้มเปิดตัวจะเป็นที่เกรียวกราว ในฐานะอัลบั้มเดบิวต์ที่เปิดตัวอย่างรุนแรง แต่ทั้ง 2 กลับเบื่อที่จะออกสื่อด้วยเหตุผลที่เขาขี้เกียจจะให้สัมภาษณ์และอยากให้โฟกัสที่งานมากกว่าตัวตนของพวกเขา

17. ทั้ง 2 อำพรางหน้าผ่านหน้ากากยักษ์ญี่ปุ่น ขึ้นปกครั้งแรกกับนิตยสาร MixMag และหลังจากนั้นเขาก็พบว่ามันสนุกมากเลยที่จะปรากฏตัวในใบหน้าที่แตกต่างไป

18. จนสุดท้ายพวกเขาก็เลือกหน้ากากหมวกกันน็อคเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวพวกเขาตอนที่ปล่อยอัลบั้มชุดที่ 2 Discovery (2001) ซึ่งเปรียบบทเพลงของเขาเสมือนการเดินทางสู่โลกอนาคต

19. ทั้ง 2 ชื่นชอบมังงะเรื่อง Captain Halock เรื่องราวเกี่ยวกับโจรสลัดอวกาศแห่งโลกไซไฟ จากลายเส้นของ Leiji Matsumoto อยากมาก ๆ จึงเป็นที่มาของอัลบั้มชุดที่ 2 ที่พวกเขาได้จีบอาจารย์ Leiji Matsumoto เจ้าของผลงานโดดเด่นอย่าง แกแล็คซี่ 999 ให้มาทำอนิเมชั่นซีรีส์ประกอบเพลงอัลบั้มชุดที่ 2

20. อัลบั้มชุดที่ 2 จึงทิ้งช่วงอย่างยาวนานกว่า 3 ปี เนื่องจากความล่าช้าในการทำอนิเมชั่น โดยพวกเขาทุ่มทุนในการสร้างสูงถึง 4 ล้านเหรียญสหรัฐ โดย MV เป็นซีรีส์ที่มีตอนต่อเนื่อง ภายใต้ซีรีส์ที่ชื่อ Interstella 5555.

21. และด้วย Concept อวกาศนี้เอง Daft Punk ก็สถาปนาตัวตนเป็นหุ่นยนต์แห่งโลก Digital Sound นับแต่นั้นเป็นต้นมา เขาลงทุนกับการออกแบบหน้ากากอวกาศนี้ที่สามารถแสดงผลผ่านจอ LED และควบคุมการแสดงผลทางกราฟฟิกด้วยถุงมือ สนนราคาของชุดที่สุดไฮเทคนี้อยู่ที่ 65,000 เหรียญเลยทีเดียว

22. แม้จะใส่หมวกกันน็อคเพื่อไม่ต้องการจะปรากฏตัวในที่สาธารณะ แต่ Daft Punk ก็ไปปรากฏตัวในโฆษณาหลายต่อหลายครั้ง ตั้งแต่โฆษณาเสื้อผ้าแฟชั่น ไปจนถึง โทรศัพท์มือถือ เรียกได้ว่าหน้ากากนี้สร้างความดังให้กับเขามากกว่าศิลปิน Electro ร่วมรุ่นหลาย ๆ วงเลยทีเดียว

23. แม้จะทำอัลบั้มกันมาอย่างยาวนาน แต่พวกเขาเพิ่งจะลิ้มรสความสำเร็จในระดับมหาชนจากอัลบั้ม Random Access Memories (2013) ที่กวาดทั้งรางวัล Grammy และ ครองชาร์ตอันดับ 1 กว่า 20 ประเทศ และ Get Lucky คือ 1 ในแทรคคลาสสิคตลอดกาลของโลกดนตรี Electro สมัยใหม่

24. 3 ปี / 4 ปี และ 8 ปี คือระยะห่างของแต่ทั้ง 4 อัลบั้ม ตลอด 28 ปี ที่ทั้งคู่เป็นที่รู้จักในนาม Daft Punk

25. LCD Soundsystem / Phoenix / The Chemical Brothers / Kanye West / The Weeknd / Pharrell Williams / Julian Casablanca (The Strokes) คือรายชื่อศิลปินที่ Daft Punk ได้ร่วมงานด้วย

26. แต่พวกเขากลับเลือกปฏิเสธ David Bowie ที่เชิญชวน Daft Punk ไปร่วมงาน แม้จะปฏิเสธอย่างสุภาพแต่ก็นับเป็นความน่าเสียดายสำหรับแฟนเพลงที่ไม่มีโอกาสที่ได้เห็น 2 ตำนานทำเพลงร่วมกัน

27. แม้พวกเขาจะสร้างประสบการณ์ในการทำคอนเสิร์ตที่น่าตื่นตาตื่นใจและสร้างเม็ดเงินให้อย่างมหาศาล (ซึ่งคนไทยยังไม่เคยได้รับสิทธิ์นั้น) แต่พวกเขาก็ไม่ค่อยชอบและหลีกเลี่ยงการโชว์อยู่เสมอ โดยพวกเขาให้สัมภาษณ์ว่า “พวกเขาไม่อยากสร้างงานเพื่อแรงจูงใจจากเงินหรือชื่อเสียง เพราะมันทำลายอิสระในการสร้างงาน และปิดกั้นความสร้างสรรค์ที่มีของเรา”

28. ข่าวชวนช็อคให้กับวงการเกิดขึ้นในค่ำคืนวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ตามเวลาประเทศไทย เมื่อ Daft Punk ปล่อยคลิปยาวเกือบ 8 นาที ในชื่อ “Epilogue” โดยสตอรี่เล่าถึงการกดระเบิดตัวเอง ทิ้งทวนด้วยเพลง Touch โดยไม่มีเหตุผลใด ๆ เป็นการสั่งลาช่วงเวลาที่ยาวนานกว่า 28 ปี แห่งตำนานโรบอททางดนตรีที่จะอยู่ในใจคนฟังดนตรีไปตลอดกาล


สุดท้ายนี้ถึงเวลาที่พวกเราจะมาอำลา Daft Punk กับคลิป ๆ นี้ไปพร้อมกันอีกครั้ง


แม้จะเป็นข่าวร้ายที่ชวนให้แฟน ๆ ทั่วโลกต่างพากันเสียใจกับข่าวนี้ แต่ตลอด 28 ปี จากคำปรามาสของสื่อตั้งแต่แรกก้าวเข้าวงการ สู่การสร้างปรากฏการณ์และเชื่อมโยงดนตรี 2 ยุคเข้าด้วยกัน พวกเขาได้สร้างคุณูปการมากมายให้ทั้งวงการดนตรีและโลกของ Pop Culture พวกเราคงไม่สามารถกล่าวอะไรได้มากไปกว่าคำว่า “ขอบคุณ” ที่ช่วยสร้างสิ่งดีๆผ่านบทเพลงที่ยอดเยี่ยมนี้

unlockmen
WRITER: unlockmen
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line