Business

กินได้ ปลูกเองได้ เจ๋งพอ คุยกับอ๊อบ เจ้าของ DEVA FARM ฟาร์มฮอปส์แห่งแรกในประเทศไทย

By: anonymK April 24, 2019

หนึ่งในความฝันของคอเบียร์ส่วนใหญ่คืออยากต้มเบียร์ คราฟต์เบียร์รสชาติเฉพาะของตัวเองขึ้นมาดื่มเอง หรือแจกจ่ายให้คนรู้จักได้ดื่ม และบางทีถ้าเด็ดหน่อยคงฝากขึ้นแท็ปร้านเบียร์คราฟต์ มีชื่อเมนูบนบอร์ดให้นักดื่มคนอื่นได้ลิ้มรสชาติด้วย แต่จะมีใครฝันลึกถึงขนาดปลูกฮอปส์บนดินที่บ้าน ทำในสิ่งที่ใครก็คิดว่ามันเป็นไปไม่ได้ให้สำเร็จ!

“ส่วนใหญ่เขาบอกว่าปลูกแล้วโตในไทยไม่ได้ ไม่ได้ผลไม่ได้อะไร ก็เลยสนใจเริ่มมาทำฮอปส์”

นี่คือเหตุผลที่ทำให้วันนี้เรามีดอกฮอปส์สด ๆ สีเขียวสะพรั่งเต็มต้นในฟาร์มย่านนนทบุรีที่ชื่อว่า Deva Farm ฟาร์มฮอปส์แห่งแรกและแห่งเดียวในประเทศไทยที่หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามี แต่ก่อร่างสร้างตัวมา 5 ปีแล้ว สำหรับใครที่เคยดื่มเบียร์คราฟต์แบรนด์เทพพนมแล้วติดใจการคายกลิ่นฮอปส์สดเขียว ๆ ต้นทางของเบียร์ขวดนั้นมาจากต้นฮอปส์ที่ปลูกในฟาร์มแห่งนี้และความตั้งใจของเขา คุณอ๊อบ – ณัฐชัย อึ๊งศรีวงศ์ อดีตพนักงานบริษัทซอฟต์แวร์ที่หันมาทำสมาร์ทฟาร์มปลูกฮอปส์ เก็บดอกสดมาต้มในโรงและนำมาคราฟต์เป็นเบียร์สูตรเฉพาะของตัวเอง

“ฮอปส์สด” ประสบการณ์รสชาติแปลกใหม่ สีสันของการดื่ม

ถ้าใครที่มีความรู้ติดตัวเรื่องเบียร์มาบ้าง คงจะพอเข้าใจความสำคัญของ “ดอกฮอปส์” เพราะมันคือหนึ่งในวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้และเป็นที่มาของรสชาติขม ๆ กับประโยชน์มากมายในเบียร์ ที่สำคัญรสชาติของฮอปส์แต่ละสายพันธุ์ที่แตกต่างกันยังเป็นกุญแจความลับรสชาติติดปลายลิ้นด้วย “ฮอปส์” จึงไม่ต่างจากผักหรือผลไม้ชนิดอื่นที่เราเคยกิน ความสดใหม่ ถึงเครื่องและถูกปาก ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากสภาพแวดล้อมที่มันเติบโต

ดอกฮอปส์ส่วนใหญ่ที่นำเข้ามาให้ Brewer บ้านเราผลิตเครื่องดื่ม ไม่ว่าจะเป็นรายใหญ่หรือรายย่อยมักเป็นฮอปส์แห้ง ดังนั้น การบุกเบิกนำฮอปส์สดมาใช้จึงเป็นอีกสีสันของทางเลือกที่แตกต่างกับความสนุกด้านการดื่มแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่นในบ้านเราอย่างชัดเจน

“เราได้ใช้ของที่เราปลูกเอง ทำเอง มันได้รสชาติของเมืองไทยด้วย คือเราใช้ของนอกมันก็ทำได้ดี รสชาติดี แต่ถ้าใช้ของเราได้ เราก็คิดว่ามันดีกว่า อย่างที่ปลูกมาตอนนี้ ถามว่าคุ้มค่ากับแรง เวลา หรือเงินทุนที่เราลงไปไหม ก็ยังไม่ได้กลับมาขนาดนั้น แต่มันก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ อย่างน้อยตัวเบียร์เรามันจะยูนีค มีรสชาติที่ไม่ได้เหมือนที่ไหน เราทำได้ดีมันก็จะมีความแตกต่าง ถ้าเกิดทำด้วยวัตถุดิบเหมือนกันทุกเจ้า รสชาติก็จะคล้าย ๆ กัน เพราะฮอปส์ในเมืองไทยส่วนใหญ่เราก็นำเข้ากันมา 4-5 เจ้า ค่อนข้างคล้าย ๆ กัน ถ้าเราใช้ของเราได้ มันก็จะทำให้แตกต่างขึ้นมา

รสชาติฮอปส์สดไม่เหมือนของฮอปส์แห้งครับ ฮอปส์สดมันก็จะมีความเขียว มีความสดกว่า แต่ว่ามันก็ไม่ใช่ว่าจะอร่อยกว่า มันเป็นความหลากหลายมากกว่า บางคนก็ชอบสด บางคนก็ชอบกลิ่นของแห้ง ต้องบอกอย่างนึงว่าของเราปลูกเนี่ย คุณภาพก็ยังสู้อเมริกาไม่ได้ เพราะของอเมริกาเขาทำเพื่อใช้เชิงพาณิชย์มาเป็น 50-60 ปีแล้ว ยุโรปก็ปลูกกันมาเป็นหลาย 100 ปีแล้ว ส่วนเราก็พยายามพัฒนาให้มันดีขึ้นเรื่อย ๆ”

จาก Drinker ถึง Brewer และ Farmer

จุดเริ่มต้นแพสชั่นจากความชื่นชอบรสชาติเบียร์ ทำให้เขาค่อย ๆ ขยับลึกลงไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนจากนักดื่ม นักชมโรงเบียร์ มาเป็นนักต้ม และสุดท้ายก็เข้ามาสู่วงจรการปลูกแบบเต็มตัว ทำทุกอย่างครบวงจร จะดีแค่ไหนถ้าเราเด็ดดอกฮอปส์ที่เราปลูกกับมือมาเข้าโรงต้ม ปรุงรสชาติที่ต้องการด้วยตัวเอง

“ก่อนหน้านี้ผมทำบริษัทซอฟต์แวร์อยู่ ทำงานเกี่ยวกับซอฟต์แวร์มือถือล้วน ๆ เลยตั้งแต่ตอนที่เรียนจบประมาณ 14 ปี ผมเป็นคนชอบดื่มแอลกอฮอล์ทุกอย่างอยู่แล้ว ดื่มเหล้า ดื่มเบียร์ ดื่มไวน์ เวลาไปต่างประเทศก็ชอบไปดูตามโรงเบียร์ โรงไวน์ โรงวิสกี้

ตอนที่เริ่มทำ ที่อยากทำเบียร์เราว่ารู้สึกว่าเมื่อก่อนเบียร์ที่มีอยู่ในไทยเนี่ย มันก็มีขายที่ Villa บ้าง มีที่ Tops บ้างแต่สมัยก่อนก็มีตัวเลือกน้อย ส่วนใหญ่นำเข้าจากอังกฤษ จากยุโรป จากอเมริกาเนี่ยน้อยมาก แล้วบางทีเข้ามาเขาเอาเข้ามาเยอะ ช่วงแรก ๆ ก็ดี แต่ทิ้งไว้นานมันก็ไม่สด ไม่อร่อย มันดรอปแล้ว ประกอบกับผมได้ไปต่างประเทศ ไปเที่ยวแล้วได้ทานตัว Brewdog ทาน Ipa เรากินแล้วเราก็ชอบ เรารู้สึกว่าถ้าเราทำเองได้มันก็ดี พอช่วงต้นปี 2014 ผมก็เห็นว่ามีคนไทยทำเบียร์ที่เกาะเกร็ดเลยตามไปกิน แล้วช่วงปลายปีนั้นพี่ชิตเขาเปิดสอนทำเบียร์ก็เลยไปเรียนและเริ่มทำเบียร์ตั้งแต่นั้นครับ

ตอนนั้นก็ยังทำบริษัทซอฟต์แวร์อยู่นะครับ แต่ว่าพอทำเบียร์ ผมก็เห็นว่าฮอปส์มันเป็นวัตถุดิบหนึ่งที่เป็นวัตถุดิบหลักของเบียร์ เราก็สนใจว่าน่าจะลองมาปลูกดู ก่อนหน้านั้นเคยปลูกพวกผักอย่างอื่นอยู่แล้วปลูกโน่นปลูกนี่ไปเรื่อย พอเรามาทำเบียร์ก็เลยลองปลูกฮอปส์ดู คือปลูกเล่น ๆ เพราะว่าส่วนใหญ่เขาบอกว่าปลูกแล้วโตในไทยไม่ได้ ไม่ได้ผลไม่ได้อะไร ก็เลยสนใจเริ่มมาทำฮอปส์”

แม้จะไต่สเตปมาลองทำ แต่การทิ้งงานประจำมาจริงจังกับเรื่องที่ยังไม่มีใครเคยทำได้สำเร็จมาก่อน มันต้องใช้ความใจถึงพอดู เพราะเราต่างรู้กันดีว่าฮอปส์เติบโตได้ในเมืองหนาว แค่คิดจะเอาชนะด้วยการปลูกในไทยก็เรียกได้ว่าข้ามขีดจำกัดแบบสุด ๆ ยิ่งย้อนเรื่องราวไปถึงจุดเริ่มต้นที่เขาบอกกับเราว่ากว่าจะมาเป็นฟาร์มอย่างที่เห็นมันเริ่มจากการสั่งเหง้า 4-5 เหง้านำเข้าจากอเมริกามาปลูก ประคบประหงมในห้องนอนเก่า เปิดแอร์ 20 กว่าองศาเพื่อควบคุมอุณหภูมิและติดไฟจำลองให้มันสังเคราะห์แสงด้วยแล้ว รายละเอียดที่ต้องเก็บให้ครบและการรอคอยที่ไม่มีอะไรมาการันตีได้ว่าสำเร็จพิสูจน์ความอดทนของลูกผู้ชายได้เป็นอย่างดี

ระบบสมาร์ทฟาร์มที่ใช้สำหรับปลูกฮอปส์ของโรงเรือน Deva Farm ในปัจจุบัน

ผลการทดลองจากการปลูกในดินธรรมดาในกระถางกับห้องที่ควบคุมแสงและอุณหภูมินี้ได้ผลเกินคาด เขาเลยต่อยอดด้วยการลองนำมาปลูกนอกห้องนอน ลองเอาฮอปส์มะกันมาเจอแสง น้ำ อุณหภูมิของสยามซะบ้าง แต่มันก็ยังอึดดี ออกดอกได้ นั่นจึงกลายเป็นก้าวแรกที่ทำให้เขาคิดจะจริงจังและทำฟาร์มฮอปส์ขึ้น ศึกษาไปด้วยแก้ปัญหาไปด้วยจากการลงมือทำ จนปัจจุบัน Deva Farm มีฮอปส์ที่เติบโตประมาณ 50 กว่าสายพันธุ์ แต่มีเพียงไม่ถึง 10 สายพันธุ์เท่านั้นที่เติบโตได้ดี

“ยากไหมก็ถือว่ายากครับ ใช้เวลาลองผิดลองถูกเยอะ เป็น Trial & Error มาก ลองเยอะมาก มันใช้เวลาศึกษา ใช้เวลาอ่าน อย่างของต่างประเทศส่วนใหญ่เขาจะไม่ค่อยมีสูตรพูดถึงเรื่องการปลูกในเมืองร้อนอยู่แล้ว ปัญหาที่เจอก็จะไม่เหมือนกัน เรื่องโรคและแมลงก็ไม่เหมือนกัน เราก็ไปลองดูเทียบเคียงกับพืชชนิดอื่นด้วย ที่มันใกล้เคียงกันแล้วศึกษา ถือว่ายากแต่เราได้เรียนรู้ไปเรื่อย ๆ น่ะครับ แต่ละฤดูที่เราเก็บ เราก็ดูว่ามันเป็นอย่างไร มันโอเคหรือว่ามันไม่โอเค”

นอกจากความชื่นชอบที่มีแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลที่เขาทุ่มสุดตัวเปลี่ยนสายงานเพราะเขาบอกเราว่า การเรียนรู้ตลอดเวลาด้านเกษตรกับการทำซอฟต์แวร์นั้นต่างกัน เพราะสำหรับซอฟต์แวร์ต่าง ๆ ในแอปพลิเคชันแม้จะใช้พื้นฐานความรู้ที่มีนำไปต่อยอดได้ แต่เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงเร็ว มันเหมือนการนับหนึ่งที่ต้องเรียนรู้ใหม่ตลอด ทำให้เหนื่อยและรู้สึกเสียเวลา ผิดกับการเรียนรู้เรื่องการปลูกฮอปส์ หรือเรียนรู้ธรรมชาติ ทุกความท้าทายที่เกิดขึ้นมันต่อยอดได้ ไม่ล้าสมัย ความรู้ไม่มีวันโยนทิ้ง

“ไอ้พวกนี้เราเรียนรู้ไปแล้วเนี่ยมันเป็นเรื่องธรรมชาติ เรียนรู้ไปแล้วมันก็รู้เลย มันต่อยอดได้เยอะขึ้นเรื่อย ๆ
รู้เรื่องโน้นเรื่องนี้ปุ๊ปเอาไปใช้ทำเบียร์ รู้เกี่ยวกับเรื่องจุลินทรีย์ เกี่ยวกับเรื่องยีสต์ เกี่ยวกับเรื่องการหมัก มันก็วน ๆ กัน คือการปลูกต้นไม้ การทำเบียร์ มันเป็นเรื่องค่อนข้างจะเป็นธรรมชาติมาก เราเรียนรู้ไปแล้วเหมือนกับการสะสมความรู้ไป แล้วมันก็ใช้ได้ตลอด”

ธุรกิจเบียร์มันไม่ได้แพง ถ้าอยากทำขายให้ได้คุณภาพ

เรื่องการทำโรงกลั่น หรือเบียร์คราฟต์ขนาดเล็กเชิงพาณิชย์ในบ้านเรา ที่ดูเหมือนจะเป็นศัตรูคู่แค้นในบ้านเสียเหลือเกินเพราะหลายคนบ่นอุบว่ารัฐเก็บแพงเกินไป รายย่อยไม่ได้เกิดสักทีเพราะต้นทุนมหาศาล คุณอ๊อบยืนยันว่ามันใช้ทุนเหมือนกันราคาสูงก็จริง แต่ว่าไม่ได้มหาศาลยิ่งใหญ่อะไรมากมาย ยกเว้นจะทำลงขวดยิ่งใหญ่ถึงจะใช้เงินนับพันล้าน แต่ถ้าเป็น Brew Pub ตามกฎหมายคิดชำระด้วยทุนประมาณ 10 ล้านบาท ซึ่งแม้หลายคนจะมองว่ามาก แต่เขามองว่าในแง่ธุรกิจตามปกติจริง ๆ ก็ไม่ต่ำกว่า 4-5 ล้านอยู่แล้วเนื่องจากมีค่าเครื่องจักร วัตถุดิบ การสต๊อก ฯลฯ ทุนที่มีจึงหมายถึงคุณภาพที่ตามมา และไม่ต่างจากการลงทุนในธุรกิจอื่น

ปัจจุบันคุณอ๊อบร่วมทุนกับกลุ่ม Brewer ที่เป็นหุ่นส่วนกันอีก 6-7 คน จัดตั้งโรงเบียร์มิตรสัมพันธ์ขึ้น ทำให้เห็นว่ามีความเป็นไปได้สูงขึ้นหากใครสนใจทำเบียร์คราฟต์ เพียงลงทุนคนละ 1-2 ล้านก็ได้สานฝันสร้างโรงเบียร์แล้ว

“อย่างที่บอกว่าสูงไปนิดนึงแต่ว่ามันก็ไม่ได้สูงมาก คือผมว่า ถ้าลดมาสัก 5 ล้านหรือ 3 ล้าน สัก 3 ล้านมันก็เป็นไปได้ที่จะทำโรงเล็กมาก ๆ ถ้าจะทำมันก็เป็นไปได้ แต่ว่าถ้าต่ำกว่า 3 ล้าน ผมว่ามันไม่น่าได้ ทำธุรกิจอย่างที่บอก ทำร้านกาแฟในห้าง เราไปเปิดเล็ก ๆ มันก็ใช้เป็นล้านสองล้านอยู่แล้ว เดี๋ยวนี้ค่าตกแต่งมันก็ต้องใช้ เราทำมาเพื่อจะขายก็ต้องลงทุนอยู่ดี คือผมว่ามันก็ไม่ได้สูงมาก

ส่วนถ้าทำกินเอง มันทำได้อยู่แล้วแหละไม่มีใครว่า ทำกินที่บ้าน ไม่เคยมีใครโดนจับนะครับ ทำคราฟต์เบียร์ที่บ้าน แต่ที่มีปัญหาคือส่วนใหญ่ทำเองแล้วนำไปขายมากกว่า ที่ไหนในโลกก็ผิดอย่างนี้ เหมือนอย่างที่อเมริกาถ้าคุณทำเองที่บ้านคุณทำเองได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่คุณเอาไปขายคุณก็ผิดอยู่ดี เพราะถ้าจะขายคุณต้องเข้าในระบบ คือในโลกไม่มีที่ไหนที่ต้มเอาไปขายแล้วถูกกฎหมาย ต่อให้เขาต้มที่บ้านได้ก็ไม่ได้อยู่ดี”

 

อยากเป็น Brewer สายคราฟต์ต้องรู้อะไรบ้าง

แพสชันมาชัดเจนแล้ว แต่อยากบุกไปอีกก้าวลุกไปทำพาณิชย์ล่ะจะเอายังไงให้ไม่ต้องเสี่ยงตาราง เรื่องนี้คุณอ๊อบบอกว่ารุ่นน้องที่อยากเข้ามาเดินสายเดียวกันแบบทำธุรกิจต้องคิดเยอะหน่อย ทั้งเรื่องต้นทุน เรื่องรสชาติและการทำการตลาด เมื่อไหร่ที่ข้ามเส้นงานอดิเรก เมื่อนั้นแบรนด์ดิ้งต้องตามมา เพราะเมืองไทยมีข้อจำกัดทั้งเรื่องการโปรโมตและช่วงเวลาการกิน ดังนั้นสิ่งแรกที่ต้องทำคือการศึกษาเรื่องกฎหมาย ดูว่าจะทำตามเงื่อนไขได้ไหม ที่สำคัญต้องมีคนจัดการรายละเอียดเรื่องบัญชีการผลิตและเสียภาษีให้ละเอียดเพราะเป็นธุรกิจควบคุม

สิ่งสำคัญอีกอย่างคือการวางแผน เพราะโลกเกษตรมันไม่เหมือนโลกดิจิทัลที่ประมวลข้อมูลได้ทันที กว่าจะรู้ว่าออกหัวหรือก้อยอีกทีอาจใช้เวลานับเดือน ทำไปแก้ไป และที่สำคัญเบื้องหลังยังต้องต่อสู้กับตัวเองอย่างหนักกับการเป็นเจ้าของกิจการด้วย เพราะถ้าตั้งเป้าไม่ชัดเจนอาจจะหลงทางได้ โดยเขากล่าวว่าการเก็บเกี่ยวประสบการณ์เข้มข้นจากการทำงานบริษัทมาหลายปีมีส่วนช่วยสนับสนุนให้มีวันนี้

“ส่วนตัวผมจะตั้งเป้าให้มันชัดนะครับ คือผมจะต้องบอกเลยว่าไอ้สิ่งนี้ เราทำเพื่ออะไร โจทย์เราคืออะไร แล้วผลลัพธ์ที่เราต้องการคืออะไร สมมติเราจะทำ เครื่องดื่มตัวใหม่ เราใช้เวลานานแค่ไหน ฮอปส์เราต้องคิดรสชาติตั้งแต่ตอนที่เราปลูกไว้เลยว่า รสชาติประมาณไหน แล้วเราค่อยมาวางแผนอีกทีใช้เวลาทำยังไงให้มันได้ ช่วงท้อก็มีเรื่อย ๆ เหมือนกันนะครับ เพราะเราบอกก่อนว่าทำเครื่องดื่มมันไม่ได้ใช้เวลาเร็ว มันไม่เหมือนเราทำกับข้าว เราทำสูตรปุ๊ปโอเคกินปุ๊ปรู้เลย อันนี้บางทีต้องหมักเดือนนึง เดือนนึงแล้วมันไม่เวิร์ก ก็ต้องรออีกเดือนนึงทำใหม่ รออีกสามอาทิตย์ คือมันใช้เวลานานแล้วบางทีเราก็ไม่รู้ว่ามันจะดีหรือไม่ดี มันมีปัญหาเยอะ อากาศร้อนอาจจะทำไม่ได้ ฝนตกเกิดปัญหา ท่อแตก มันต้องปรับตลอด และบางทีคนงานลา เพราะว่าทำหลายอย่างมันต้องใช้แรง

การทำบริษัทมาเราก็รู้ว่ามันต้องมีอะไร วางแผนอะไรบ้าง บางอย่างพอเราเป็นเจ้านายตัวเอง ถ้าเราไม่วางแผน แต่ละวันเราจะนอกลู่นอกทางได้เยอะมากเพราะไม่ได้มีใครมาสั่งเรา ต้องมาดูว่ามันยังอยู่ใน flow เราหรือเปล่า เราต้องคุมเวลายึดไว้กับการอยู่ในการเดินไปอยู่ในเป้าหมายอย่างเดียว ไม่ให้มันหลุดออกไป ถึงท้อก็ต้องมองเป้าเป็นหลัก

สุดท้ายมันต้องบอกว่าเราต้องได้อะไรกลับมา เช่นเราได้เครื่องดื่มแบบมีรสชาติประมาณนี้ออกมาจากการปลูกฮอปส์ชนิดนี้ เราต้องมองภาพให้ออก อย่างตอนที่เราคิดไว้ในหัวว่ารสชาติมันต้องออกมาประมาณนี้ ทุกอย่างเราทำเราไม่มีทางรู้หรอกว่าเราจะได้รสชาติอย่างนี้หรือเปล่า แต่เราต้องหาทางเปลี่ยนวิธีให้มันออกมาได้อย่างที่เราต้องการ เราก็ลอง ๆ ไปเรื่อย ๆ คือส่วนตัวอย่างที่ผมบอกว่าเป้าต้องชัดทุกอย่าง มี goal ทุกอาทิตย์ goal ทุกเดือน goal ทุกปี ทุกระยะ ระยะสั้นและระยะยาว คอยมองตลอดว่าเรายังทำสิ่งที่ rely กับ goal อยู่หรือเปล่า ถ้าสิ่งที่ทำมันไม่เกี่ยวเราก็จะหยุดไป มีอะไรมากวน ถ้ามันไม่กระทบเป้าหมายหลัก เราก็จะไม่หงุดหงิดกับมันมาก ปล่อย ๆ ไป”

สิ่งที่เคยเป็นจินตนาการไม่ยากเกินไปถ้าแรงใจกับภาพในหัวชัด ทุกวันนี้นอกจากดอกฮอปส์ที่ออกดอกเต็มต้นในสมาร์ทฟาร์มที่เขาวางระบบเองแล้ว คุณอ๊อบยังจัด Hops Talk เป็นประจำให้ผู้สนใจศึกษาเรื่องการปลูกฮอปส์ได้เข้ามาพูดคุย เรียนรู้กันแบบฟรี ๆ อย่างน้อยเดือนละครั้งด้วย เมื่อก้าวถึงฝันก็ส่งต่อความฝันให้ทุกคนได้ทำต่อ การพูดคุยครั้งนี้ไม่ได้จบลงแค่เราทึ่งกับความเก่งของเขาอย่างเดียว แต่สิ่งที่เรา UNLOCKMEN ได้นำเรื่องราวกลับมาแบ่งปัน คือการเรียนรู้ร่วมกันว่า “ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ แต่สิ่งที่ยังเป็นไปไม่ได้วันนี้ อาจเป็นเพราะยังไม่มีคนลองทำมัน”

“ผมก็คิดว่ามันก็ทำได้ ถ้าเราตั้งใจมันก็ทำได้ แต่ก็ลงทุนลงแรง ใช้แรงเยอะ ใช้กายใจเยอะ ก็ทำได้ มันไม่มีคนมาลองมากกว่า เป็นคำพูดที่มีมาเมื่อ 30 ปีที่แล้ว องุ่นเขาก็บอกว่าปลูกในไทยไม่ได้ ได้ก็ไม่ได้ผลดี ไวน์ในไทยยังไงก็ไม่อร่อย แต่ตอนนี้บางประเภทก็ทำได้ดีมากแล้ว”

ใครที่อยากติดตามข่าวสาร Hops Talk หรือพูดคุยเรื่องราวฮอปส์ให้ลึก เข้าไปติดตามต่อได้ที่ Deva Farm & Cafe บางที Talk ครั้งหน้าของพี่เขา เราอาจจะมีโอกาสได้เจอกัน หรือไปดื่มต่อด้วยกันก็ได้ ใครจะรู้

 

Photographer : Warynthorn Buratachwatanasiri & Krittapas Suttikittibut

anonymK
WRITER: anonymK
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line