Life

ยิ่งต่างวัย ยิ่งคุยกันไม่รู้เรื่อง! เอาตัวรอดอย่างไรดีในที่ทำงานที่เต็มไปด้วยคนต่างวัย ?

By: BAO October 14, 2020

ในสังคมของเราเต็มไปด้วยผู้คนที่มีความหลากหลาย และแตกต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็น ค่านิยม ความเชื่อ วิถีชีวิต ฯลฯ ซึ่งความแตกต่างเหล่านี้เห็นได้อย่างชัดเจนในกลุ่มคนที่มีช่วงวัย หรือ generation ที่ต่างกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกวันนี้เราจะเห็นคนที่อยู่ในบ้านเดียวกันทะเลาะกัน เพราะมีความเห็นไม่ตรงกันบ่อยๆ

ความแตกต่างของคนต่าง Generation กัน มักทำให้คนในสังคมเดียวกันไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน นำไปสู่ความขัดแย้ง และการทะเลาะเบาะแว้ง มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปจนมีการนิยามคำว่า The generation gap ขึ้นมาอธิบายมันเลยทีเดียว

ในบทความ UNLOCKMEN เลยอยากพูดถึงวิธีการทำงานและใช้ชีวิตร่วมกับคนต่าง Generation เพื่อให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ลดการทะเลาะเบาะแว้ง และรับมือกับคนที่แตกต่างจากเราได้ดียิ่งขึ้น

ทำไมคนต่างวัยกันถึงได้เหมือนอยู่กันคนละโลก ?

ถ้าใครกำลังหนักใจและสงสัยว่าทำไมพ่อแม่ของเราคิดไม่เหมือนเรา? และไม่รู้จะแก้ไขยังไงดี เราอยากแนะนำว่า อย่าเพิ่งคิดหนีออกจากบ้าน หรือถ้ามีปัญหานี้กับหัวหน้าในที่ทำงาน ก็อย่าเพิ่งคิดจะเปลี่ยนงาน เพราะเราเชื่อว่าโอกาสที่เราจะเจอกับปัญหาแบบเดิมน่าจะยังมีสูงอยู่ ตราบใดที่เรายังต้องใช้ชีวิตร่วมกับคนอื่นในสังคมอยู่ดี เราจึงอยากให้ทุกคนเข้าใจปรากฎการณ์นี้และรับมือกับมันให้ได้อย่างถูกต้องมากกว่า

คำว่าช่องว่างระหว่างยุคสมัย หรือ The generation gap เป็นคำที่นักสังคมวิทยาใช้อธิบายถึงความแตกต่างระหว่างคนยุคหนึ่งกับคนอีกยุคหนึ่ง เช่น พ่อแม่ กับ ลูก ในเรื่องของความเชื่อ แนวคิดทางการเมือง รวมถึง คุณค่าต่าง ๆ ซึ่งความแตกต่างในเรื่องเหล่านี้มักนำไปสู่ความขัดแย้งและการสื่อสารที่ไม่ลงรอยกัน

ถึงแม้ว่าความแตกต่างระหว่างยุคสมัยจะมีมาตลอด แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า คำว่า The generation gap เพิ่งเป็นที่รู้จักในช่วงปี ค.ศ.1960 ซึ่งเป็นช่วงที่เหล่า Baby boomers (คนหนุ่มสาวในยุคสมัยนั้น) มีความแตกต่างจากผู้ปกครอง (คนยุค Silent generation) ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็น รสนิยมทางดนตรี คุณค่า ความคิดเห็นทางการเมือง ไปจนถึง วัฒนธรรมต่างๆ

ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คน 2 ยุคนี้แตกต่างกันมาจากการที่คนยุค Baby boomers ได้ซึมซับวัฒนธรรมจากการดูทีวีและภาพยนตร์ ในขณะที่คนยุค Silent generation เติบโตมากับการทำไร่ทำนา เข้าวัดเข้าโบสถ์ ซึ่งการเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ส่งผลให้คนแต่ละยุคแต่ละสมัยมีความแตกต่างกันแทบทุกเรื่อง และเป็นเหตุผลว่า ทำไมเวลาคนต่างวัยมาเจอกัน จึงมักปลีกตัวออกจากกัน และอยู่แต่กับคนที่อยู่ในวัยเดียวกัน


จะอยู่ร่วมกับคนที่ความคิดต่างกับเราโดยที่ไม่ประสาทเสียได้ได้อย่างไร ?

อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่า The generation gaps เป็นปัญหาที่ตามหลอกหลอนเราได้ทุกที่ (ที่เราไม่ได้อยู่คนเดียว) ไม่ว่าจะเป็น ในครอบครัว โรงเรียน สถานที่ทำงาน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการรวมตัวของคนหลาย Generation ดังนั้น การหนี หรือ การลาออก จึงไม่ใช่วิธีการรับมือกับปัญหา The generation gap ที่ถูกต้อง ควรใช้วิธีอื่นในการรับมือกับมันมากกว่า ซึ่งเดี๋ยวเราจะอธิบายต่อไปว่ามีวิธีอะไรบ้าง

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเริ่มจาก การไม่เหมารวม ช่วงนี้เรามักได้ยินสองคำ ได้แก่คำว่า คนรุ่นใหม่ และคนรุ่นเก่า และค่ามาตรฐานที่ถูกนำมานิยามคนเหล่านั้น เช่น คนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้า หรือ คนรุ่นเก่าไดโนเสาร์ เป็นต้น การเหมารวมจะทำให้เรารับรู้เกี่ยวกับคน ๆ นั้นผิดได้ เพราะคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงกันได้ และมนุษย์มีความหลากหลายมากเกินกว่าที่จะเหมารวมเป็นกลุ่มเดียวกันได้แบบสมบูรณ์ ดังนั้นจงเปิดใจรับคนต่างวัย และหลีกเลี่ยงการตัดสินความสามารถของคนจากช่วงอายุ

เมื่อไม่มีอคติแล้ว ต่อมาก็คือ การเปิดใจ รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นด้วย เพราะด้านหนึ่งการอยู่ในสังคมที่มีความหลากหลายก็มีข้อดี คือ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่หลากหลาย จากประสบการณ์ที่เราไม่มีวันเข้าถึงได้

หากเป็นในบริบทของการทำงาน การที่พนักงานแสดงความคิดเห็นเยอะๆ ก็จะช่วยให้หัวหน้างานได้รับข้อมูลในการพัฒนาการทำงานที่หลากหลาย เช่น ข้อดีข้อเสียขององค์กร ไอเดียใหม่ ๆ ในการพัฒนาธุรกิจ เป็นต้น อันจะส่งผลดีต่อความ Productive ในการทำงานด้วย

ในการจัดประชุมต่าง ๆ ก็ควรมีการประยุกต์เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพื่อให้พนักงานทุกคนสบายใจด้วย เช่น เวลาจัดประชุมอาจเปิดให้พนักงานเลือกวิธีการร่วมประชุมได้ 2 แบบ ได้แก่ แบบมาเจอกันที่ห้องประชุม หรือ แบบเข้าร่วมผ่านทางออนไลน์ ซึ่งจะสร้างความสบายใจทั้งแก่พนักงานที่ไม่ได้เติบโตมากับเทคโนโลยี เช่น Baby boomers และพนักงานที่เติบโตมากับเทคโนโลยี เช่น Millenials และส่งผลให้การประชุมเป็นไปได้อย่างราบรื่น

และที่สำคัญคือ การเปิดใจให้กับการเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ เพราะความรู้เป็นสิ่งที่ไม่ได้อยู่นิ่ง เมื่อเวลาผ่านไป อะไรใหม่ๆ ก็เกิดขึ้นได้เสมอ ดังนั้น คนที่โตกว่าก็ควรเรียนรู้จากคนที่อายุน้อยกว่า เช่น เรื่องการใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ คนที่อ่อนกว่าก็ควรเรียนรู้จากคนที่โตกว่าเช่นกัน เช่น ประสบการณ์เรื่องการทำงานต่าง ๆ

เมื่อทำสิ่งเหล่านี้ได้แล้ว เมื่อต่างคนต่างเปิดใจแล้ว เราเชื่อว่าทุกคนจะสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุขมากขึ้นอย่างแน่นอน!


 

Appendixs: 1 /

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line