“You Are My Special !” กันทั่วบ้านทั่วเมืองเมื่อ 2 ปีที่แล้ว กับ Opening Song ของมังงะ Jujutsu Kaisen : Shibuya Incident ของอาจารย์เกะเกะ ซึ่งเบื้องหลังของเพลงนี้เป็นผลงานของวง J-ROCK ตัวท็อปของญี่ปุ่น King Gnu ที่มีลีดเดอร์ชื่อ ‘Daiki Tsuneta’ อัจฉริยะทางดนตรีวัย 33 ในตำแหน่ง Guitarist / Vocalist / Songwriter / Arrangement และเป็นผู้ก่อตั้งวงขึ้นมา ด้วยความติ่งส่วนตัว โพสต์นี้ก็เลยอยากมาป้ายยาความอัจฉริยะของไดกิ ผู้ชายที่พยายามทำลายกำแพงดนตรีโลกด้วยเพลงภาษาแม่ในแบบที่มีแต่เขาที่ทำได้ ! ถึงแม้ว่าผลงานของเขาจะมีความ Tokyo Sound สุด ๆ แต่เด็กชายไดกิเกิดและเติบโตที่นางาโนะห้อมล้อมด้วยบ้านที่สมาชิกในครอบครัวเล่นดนตรี แม่เป็นครูสอนเปียโนคลาสสิก พ่อเป็นวิศวกรรมหุ่นยนต์แต่เล่นเปียโนแจ๊ซได้ ทำให้ไดกิหลงใหลดนตรีตั้งแต่เด็ก ไดกิถูกสอนให้เล่นเชลโล่ตั้งแต่ 5 ขวบ และเขามักจะเข้าร้าน CD
ในวงการเกม ถ้าเราจะพูดถึงผู้สร้างระดับที่ถึงแม้ว่าคุณจะไม่ได้เล่นเกมแต่ก็จะรู้จักเขาอยู่ดี Hideo Kojima เป็นชื่อแรกที่เรานึกออก สำหรับซีรีส์แฟนเกม Metal Gear ที่ตามกันมาตั้งแต่ยุคของ MSX แต่เอาจริงถึงเพิ่งจะมาตามในยุคอัปเดทแพทช์ Death Stranding 2 ก็น่าจะรู้ได้ชัดอยู่แล้วว่าความอัจฉริยะของโคจิม่าคือ ‘ความขบถ’ ในการจะทำ Super Realistic Game สมจริงระดับชีวิต / Cinematic Experience ใส่ความมหัศจรรย์ระดับภาพยนต์ / Out Law Gameplay แบบไม่ประณีประณอม Execution มาจำกัดความเป็นไปได้ของจินตนาการแม้แต่นิดเดียว UNLOCK THE PROCESS ตอนที่ 2 เราจะพาไปเจาะเบื้องหลังความเก่งของโคจิม่า เพราะว่าทุกความสามารถที่เขาอัปสกิลจนเต็มหลอด ล้วนเกิดจาก Memory ใน Safe ที่ทั้งสะสมเองและผู้คนรอบข้างมอบให้ตลอดชีวิตการเป็นคนสร้างเกมที่คนทั้งโลกรอคอยคนนี้ #RecapKojimaStory Hideo Kojima เกิดปี 1963 ที่เมือง Setagaya โตเกียว เป็นลูกคนเล็กจากพี่น้อง 3 คน
เคยคิดกันเล่น ๆ มั้ย ถ้าให้นึกถึงวงดนตรีในไทย ที่ทั้ง GenZ ตัวแทนของวัยรุ่นในตอนนี้ และ GenY ผู้ใหญ่ที่เพิ่งผ่านช่วงวัยรุ่นไม่นาน สามารถรวมตัวอยู่ในคอนเสิร์ตเดียวกันได้ จะมีรายชื่อของวงอะไรบ้าง … THE TOYS / BOWKYLION / Mirrr / Whal & Dolph / Landokmai เราเชื่อว่าวงเหล่านี้คือตัวแทนตรงกลางนั้น และสิ่งนี้เองที่ทำให้ค่ายเพลงชื่อ What The Duck ไม่เคยเป็นเป็ดหลงฝูงในวันที่ซีน T-Pop แทบจะเป็นทุกอย่างของวงการเพลงไทยในปี 2025 ในช่วงเวลาปีที่ 11 ของค่าย What The Duck พร้อมกับเพื่อฉลองให้กับธีมดนตรี ‘UNDER THE RADAR MUSIC’ ของ UNLOCKMEN เราชวนคุยกับ ‘พี่มอย’ สามขวัญ ตันสมพงษ์ (Managing Director & Co-Founder)
เมื่อเวลาของปี 2025 หมดลง วงดนตรีชื่อ Cocktail ก็จะกลายเป็นความทรงจำถาวรของแฟนเพลง ช่วงเวลาที่ผ่านมาทั้งหมด 23 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งวง UNLOCKMEN ชวนมาคุยกับ ‘โอม-ปัณฑพล ประสารราชกิจ’ ในวันที่ New Chapter ของชีวิตกำลังมาถึง เวลาและนาฬิกาคือสิ่งที่โอมหลงใหลมาทั้งชีวิต นาฬิกาแต่ละเรือนสะท้อนตัวตน การใช้ชีวิต และความทรงจำที่ต่างกันของเขา บทสัมภาษณ์นี้อาจจะทำให้ช่วงเวลาปัจจุบันของคุณมีความหมายขึ้นไม่มากก็น้อย ** เนื่องจากโอมและตุ้ยเป็นเพื่อนที่รู้จักกันมานาน บทสัมภาษณ์นี้อาจจะมีการใช้คำไม่ทางการและไม่สุภาพไปบ้าง เพื่ออรรถรสที่สนุกที่สุดของบทความ ** Tui : จำนาฬิกาเรือนแรกในชีวิตของโอมได้มั้ย Ohm : เรือนแรกที่ได้ใส่คือนาฬิกายี่ห้อ Guess (Guess Men Blue Round Stainless Steel Dial) ครับ Tui : ตอนอายุประมาณเท่าไหร่ Ohm : ตอนนั้นอยู่ ป.4 Tui : เป็นนาฬิกาที่เลือกซื้อเองเลยรึเปล่า Ohm : ไม่ครับ
สิ่งที่ Nujabes ทำในโตเกียวคือสิ่งเดียวกับที่ Dilla ทำใน Detroit ชายจากสองซีกโลกที่ไม่เคยเจอกัน แต่สื่อสารกันผ่านภาษาดนตรีแบบเดียวกัน พวกเขาคือคนที่เปลี่ยนดนตรีให้กลายเป็น “วัฒนธรรม” โดยไม่ต้องอยู่บนเรดาร์ของใครเลย J Dilla เขียนภาษาใหม่ของจังหวะไว้ด้วยเครื่อง MPC3000, แผ่นเสียง และความกล้าที่จะสร้างดนตรีในรูปแบบของตัวเองด้วย micro-timing deviation ที่ถูกวางด้วยเจตนา เขาใช้ MPC3000 เพื่อจัดองค์ประกอบจังหวะต่าง ๆ เช่น kick, snare, hi-hat ให้เกิด misalignment เพียงเสี้ยววินาที เป็น groove ที่ไม่มีใครสามารถลอกเลียนได้เพราะมันไม่ใช่เทคนิค แต่มันคือ “feeling that programs the machine” ดนตรีของ J Dilla ถูกนิยามภายหลังว่า Dilla Time โดย Dan Charnas อธิบายว่าเป็น sound ที่วางอยู่กึ่งกลางระหว่าง straight และ swing
ชื่อของ Nujabes มักจะถูกพูดถึงควบคู่กับดนตรีแนว jazz-hop, lo-fi hip-hop ที่เต็มไปด้วยอารมณ์ละเอียดอ่อน แต่สำหรับคนที่ตามเส้นทางของเขาจริง ๆ จะรู้ว่าเขาไม่เคยเรียกตัวเองด้วย genre เหล่านั้นเลยด้วยซ้ำ แต่ต้องยอมรับว่า Nujabes คือคนที่วางฐานซาวด์ไว้ตั้งแต่ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเรียก Genre นี้ว่าอะไร และสิ่งที่ทำให้เขาเหมาะจะเป็นตอนแรกของซีรีส์ Under-the-Radar Icons ไม่ใช่แค่เพราะเขาดังช้า หรือจากโลกนี้เร็วเกินไป แต่เป็นเพราะเขาไม่เคยต้องการจะขึ้นมาอยู่บนเรดาร์ของใครตั้งแต่แรก Nujabes หรือ Jun Seba เกิดในโตเกียวปี 1974 เข้าสู่วงการดนตรีตั้งแต่วัยรุ่นผ่านวัฒนธรรม digging แผ่นเสียงในยุคที่ยังไม่มี streaming จะหาเพลงดี ๆ ต้องออกแรงเดินขุดตามร้าน ต้องฟัง ต้องเลือก ต้องอิน ซึ่ง Nujabes ไม่ได้แค่สะสม เขาเปิดร้านชื่อ Guinness Records ที่กลายเป็นจุดรวมของคอเพลงใต้ดินในยุคนั้น ช่วงปลายยุค 90s Nujabes ตั้งค่าย Hydeout Productions และปล่อยงาน collab กับแร็ปเปอร์
UNLOCKER CLUB ‘TIME WELL SPENT’ รายการใหม่ล่าสุดจาก UNLOCKMEN เราชวน ‘ตุ้ย-ดร.อัฐวุฒิ ปภังกร’ (Independent Watch Collector) นักสะสมนาฬิกาตัวท็อปของประเทศไทย ร่วม Spend Time ไปกับเหล่าแขกรับเชิญหลากบทบาทในวงการ และหลายหน้าที่ในชีวิตจริง รู้จักชีวิตของพวกเขาผ่านนาฬิกาที่เขาเลือกใส่ในแต่ละช่วงเวลา มันอาจจะเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่คุณพ่อให้ในวันที่เรียนจบ หรือเรือนที่ซื้อให้ตัวเองเพราะสัญญาเอาไว้ในวันที่ทำตามความฝันสำเร็จแล้ว ทุกเรือนล้วนมี Story ของชีวิตที่เดินอยู่บนหลักวินาที นาที และชั่วโมงที่เปลี่ยนผ่านอยู่ในนั้น ประเดิมตอนที่ 1 เราพาชาว UNLOCKER ไปคุยกับ ‘แจ็ค The Ghost’ (วัชรพล ฝึกใจดี) ในวันที่ทำอาชีพนักจัดรายการวิทยุหลอนมากว่า 30 ปี ก่อตั้ง The Ghost Studio อายุได้ 10 ปีพอดี แต่เพิ่งจะเป็นคุณพ่อมือใหม่ในวัย 48 ได้เพียงปีกว่า ๆ เท่านั้น และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดกว่าเรื่องเล่าผีในตอนนี้ ก็คือการที่ไม่รู้ว่าวันไหนตัวเองจะต้องจากไปและไม่ได้อยู่กับลูกอีกแล้ว ในช่วงเวลาส่วนหนึ่งของชีวิตพี่แจ็ค
SRI PANWA PHUKET หรือที่เราเรียกติดปากกันว่า ‘ศรีพันวา’ โรงแรมหรูระดับ 5 ดาว หนึ่งใน Dream Destination ในฝันของนักท่องเที่ยวทั่วโลก ก่อตั้งในปี 2005 จากฝีมือของ ‘ปลาวาฬ-วรสิทธิ อิสสระ’ ที่ตอนนั้นอายุเพียง 24 ปี คำว่าโรงแรมในฝัน ถ้าพูดเองอาจจะดูเกินจริงไปหน่อย แต่รางวัลระดับโลกที่ศรีพันวาเคยได้รับมาตลอดทำให้คำข้างต้นของเรามีน้ำหนักขึ้นมาก ครั้งหนึ่งเคยถูกโหวตให้เป็น 1 ใน 100 ของโรงแรมสุดหรูโลก จาก Best Hotel Magazine เคยได้รับ ‘Gold Circle Awards’ จาก Agoda ซ้อนกันอยู่หลายปี แล้วในปี 2011 ถูกเรียกว่าเป็นโรงแรมที่วิวสวยที่สุดในโลก จาก The Best Beach Property Awards ในปีเดียวกัน ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งในสามของ Beach Bar ที่ดีที่สุดของโลก จาก World
“บทความนี้เราจะไม่บอกว่า Three Man Down เป็นใคร, มารวมตัวกันได้อย่างไร, หรือพยายามพูดถึงอดีตที่เคยผ่านมาของวงมากนัก เพราะทุกคนรู้ดีกันอยู่แล้ว .. แต่เราจะมาพูดถึงอนาคตและเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นหลังจากวงประสบความสำเร็จในวงการดนตรีไปแล้ว .. เพราะว่าเป็นสิ่งที่ยังไม่มีใครรู้ และพวกเขาเองก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าจะเป็นอย่างไร” ปีที่ 12 ของ Three Man Down เด็กหนุ่มทั้ง 4 คน กิต (กฤตย์ จีรพัฒนานุวงศ์), เต (เตธนันท์ วงศ์ปรีชาโชค), ตูน (พีรพล เอี่ยมจำรัส) และ เส็ง (วิศรุต ปฐมสิริไพศาล) บอกว่าพวกเขาชอบที่จะเปรียบการเดินทางของตัวเอง เป็นเหมือนกับการผจญภัยของลูกเรือโจรสลัดหมวกฟางใน One Piece และการปล่อยอัลบั้มที่ 3 ซึ่งทำให้วงเติบโตยิ่งกว่าที่ผ่านมา ชื่อ lll (อ่านว่า “ทรี-แมน-ดาวน์”) ก็เพิ่งจะเป็นการเดินทางมาถึงช่วงต้นของเรื่องเท่านั้น ! ถ้าเป็นในมังงะ พวกเขาบอกว่าตัวเองเพิ่งนำเรือผ่านเข้าสู่แกรนด์ไลน์มาเมื่อไม่นานนี้เอง UNLOCKER CLUB ตอนล่าสุด UNLOCKMEN พาไปคุยกับวงดนตรีร็อกตัวแทนของยุคสมัยนี้ ในหัวข้อ
ในโลกที่เต็มไปด้วยแรงกระตุ้น สิ่งเร้ารอบด้านที่คอยปั่นให้อารมณ์ขึ้นจนอยากตอบโต้ฟาดกลับให้สะใจ ไม่ว่าจะบน Social Media บนถนน หรือจากคนรอบตัว การตอบโต้กลับทันที กลายเป็นพฤติกรรมที่ถูกสังคมหล่อหลอมขึ้นมาจนเราลืมการควบคุมตัวเอง ทุกคนถูกฝึกให้อารมณ์ขึ้นง่าย ตอบโต้ไวแบบไม่มีใครยอมเสียเวลา ราวกับว่าการตอบโต้ก่อนคือผู้ชนะ แต่ยิ่งเราเร่งตอบโต้มากเท่าไร ก็ยิ่งเปิดช่องให้อารมณ์ชั่ววูบเข้ามาควบคุมสมองมากขึ้นเท่านั้น ทำให้เราอยากแนะนำทักษะที่ไม่มีใครพูดถึงกันเลย แต่จำเป็นสุด ๆ ในยุคนี้ นั่นคือ “ศิลปะของการไม่ตอบโต้ทันที” — The Art of Not Reacting ไม่ใช่เพราะเราอยากสอนให้ทุกคนเป็นพระ หรือให้กลืนเก็บกดความรู้สึกจนไม่เหลือความเป็นตัวเอง แต่เพราะการตอบโต้แบบไร้สติ อาจเป็นเหมือนการโยนระเบิดใส่ชีวิตตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะมีหลายเคสที่การตอบสนองทันทีแบบไร้สติ กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว สร้างปัญหาชีวิตให้ลุกลามใหญ่โตโดยไม่จำเป็น ทำไมเราตอบโต้เร็วเกินไป? ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ สมองส่วน Amygdala กลไกเอาตัวรอดของมนุษย์ มันถูกออกแบบมาเพื่อสั่งให้เราหนีเมื่อเจอเสือ ตอบโต้เมื่อถูกคุกคาม หรือที่เราเรียกมันว่า Fight or Flight Response แต่ปัญหาคือ ยุคนี้เราไม่ได้ถูกไล่ล่าโดยสัตว์ป่าอีกต่อไป ทุกวันนี้สิ่งที่กระตุ้น Amygdala ของเรากลับกลายเป็น คอมเมนต์แดกดันในโซเชียล เสียงแตรเสียงด่าจากรถคันข้าง ๆ ข้อความแซะจากคนในออฟฟิศ หรือคำพูดประชดในวงสนทนา
ชีวิตในวัย 40 ไม่ได้ง่ายกว่าเดิมเสมอไป ในบางวันเรารู้สึกมั่นคงกว่าเมื่อก่อน แต่ในอีกหลายคืนเรากลับนอนอยู่กับความกลัวเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน สำหรับบางคน อดีตไม่ได้หายไปไหน มันไม่ใช่แค่ “ความทรงจำ” แต่มันคือ “ความรู้สึก” ที่แผลยังสดเหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน เรื่องราวบางอย่างที่เราเคยทำผิด เคยหลงผิด เคยแสดงพฤติกรรมที่วันนี้ยังรู้สึกอาย ยังตามมาหลอกหลอนในแบบที่ไม่มีใครรู้ หลายครั้งมันโผล่ขึ้นมาเองโดยไม่ทันตั้งตัว เหมือนสมองเรากดปุ่ม replay อัตโนมัติแล้วโยนเรากลับไปอยู่กลางเหตุการณ์แบบเดิม เสียงหัวเราะเยาะ สายตาดูถูก การกระทำโง่ ๆ ที่อยากจะลบออกจากชีวิตให้หมด แต่ลบไม่ได้ มันเป็นความรู้สึกที่จำแม่นยิ่งกว่าเรื่องดี ๆ ทั้งชีวิตเสียอีก นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Emotional Flashback – ภาวะที่ความรู้สึกเจ็บจากอดีตย้อนกลับมารุนแรงเหมือนเกิดขึ้นตอนนี้ ทั้งที่เวลามันผ่านไปนานแล้ว คุณไม่ได้อยากจำ แต่มันก็ลืมไม่ได้ และเพราะมันยังเจ็บ… คุณเลยไม่กล้าใช้ชีวิตเต็มที่อีกต่อไป ในโลกที่เราแบกชื่อไว้กับธุรกิจ แบกความรับผิดชอบของหัวหน้าครอบครัว แบกภาพลักษณ์ที่สังคมคาดหวังไว้กับเรา การก้าวพลาดอีกครั้ง ไม่ได้แค่ทำให้เสียหน้า แต่มันอาจทำให้ทุกอย่างพัง และนั่นแหละคือจุดที่ผู้ชายหลายคนเริ่ม “แยกตัว” เพื่อป้องกันความล้มเหลวซ้ำสอง เพราะตอนนี้มันไม่ใช่แค่ความอาย แต่มันคือการเสียสิ่งที่รัก เสียชื่อ เสียสิ่งที่สร้างมาทั้งชีวิต เราพยายามควบคุมทุกอย่าง เลือกไม่เข้าสังคม ไม่ไว้ใจใคร ไม่เปิดเผยตัวตน
“ถ้าเราหายไป ทุกคนคงสบายขึ้น” “แค่ตัวเราอยู่ตรงนี้ ก็ทำให้คนรอบข้างไม่มีความสุข” นี่คือความรู้สึกขมขื่นและทุกข์ทรมาน ที่คนคิดแบบนี้มักจะไม่ปรึกษาใคร ด้วยอาการที่ทำให้รู้สึกว่า เราคือภาระของคนอื่น ทุกอย่างคงจะดีอยู่แล้ว ถ้าไม่มีเราอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกแบบนี้เรียกว่า Perceived Burdensomeness Perceived Burdensomeness หนึ่งในทฤษฎีที่อธิบายโดย Thomas Joiner นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน บอกว่ามันคือความเชื่อฝังลึกว่าเราเป็นคนที่ทำให้ชีวิตคนอื่นแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คนรัก เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน มันไม่ใช่แค่ความคิดเล่น ๆ ว่า “ต้องให้เพื่อนเลี้ยงข้าวอีกแล้ว” แต่มันคือภาวะซึมเศร้าที่ฝังลึกในสมอง ที่สำคัญคือ “ต่อให้คนอื่นจะไม่คิดแบบนั้น เราก็จะเชื่อว่ามันจริงอยู่ดี มันจึงสร้างความเจ็บปวดให้เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยที่ไม่สามารถปรึกษาใครได้ เพราะกลัวจะไปสร้างปัญหาให้คนอื่น สาเหตุที่บางคนมีความคิดแบบนี้มักจะมาจาก 3 ปัจจัยหลักครับ Internalized Shame : การโตมาโดยถูกบอกว่าเป็นตัวปัญหา ทำอะไรก็ผิด รู้สึกผิดที่ตัวเอง “เป็นตัวเอง” พอเจอคนใหม่ๆ ก็กลัวจะเป็นภาระอีก เลยเลือกหายหรือตัดความสัมพันธ์ไปก่อนจะถูกเกลียด Past Trauma หรือ Toxic Relationship : เคยอยู่ในความสัมพันธ์ที่โดนอีกฝ่ายตราหน้าว่า


