Life
MINDSET IS EVERYTHING
  • Life

    ช่างภาพนักพัฒนาแผ่นดิน : จากกล้องตัวแรกถึงตัวสุดท้ายเพื่อพัฒนาประชาชนในพระหัตถ์รัชกาลที่ 9

    By: anonymK October 12, 2018

    รู้หรือไม่ว่าชายที่ถือกล้องถ่ายรูปไว้กับมือแต่กลับโดนคนถ่ายภาพไว้มากที่สุดในประเทศไทยในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาคือใคร? เชื่อว่าพระบรมฉายาลักษณ์ด้านบนคงแทนคำตอบที่ทำให้หลายคนต้องพยักหน้าโดยพร้อมเพรียง แต่สิ่งที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อนคือภาพที่ได้รับการบันทึกผ่านสายพระเนตรของพระองค์เป็นเช่นไร และความสำคัญของกล้องต่อการพัฒนาแผ่นดินนี้มีเบื้องหลังความเป็นมาอย่างไร เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันสวรรคต ทีมงาน UNLOCKMEN ได้รวบรวมเรื่องราวนำมาบอกเล่าต่อ ณ ที่นี้ โปรดการถ่ายภาพตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ย้อนกลับไปก่อนเป็นพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโปรดการถ่ายภาพตั้งแต่พระชนมายุราว 8 พรรษา ทรงมีกล้องส่วนพระองค์ที่ได้รับพระราชทานจากสมเด็จพระบรมราชชนนีตัวแรกเป็น Coronet Midget ซึ่งเป็นกล้องระบบ Manual ขนาดเท่าฝ่ามือ ราคา 2.50 ฟรังก์สวิส ต่อมาภายหลังเมื่อพระชนมายุ 18 พรรษา ได้ทรงซื้อกล้องมืออาชีพเป็นของพระองค์เองจากการทรงทำหัตถกรรมฝีพระหัตถ์ (งานฝีมือ) เข้าร่วมประมูลเพื่อหาทุนเข้าสมาคมปราบวัณโรคฯ ซึ่งสมเด็จพระราชชนนีได้ทรงแบ่งเงินร้อยละ 10 จากการประมูลให้เป็นรางวัล เส้นทางช่างภาพสู่ความเป็นกษัตริย์ “ช่างภาพที่ติดตามทุกหนทุกแห่ง และฝึกอาชีพการเป็นกษัตริย์ไปโดยไม่รู้ตัว” คือประโยคหนึ่งที่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงบรรยายภาพไว้ในพระนิพนธ์ “เจ้านายเล็ก ๆ – ยุวกษัตริย์” เพราะพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรครั้งทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำหน้าที่เป็นช่างภาพส่วนพระองค์เสมอคราวตามเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ 8 การย่ำตามรอยทางและบันทึกภาพพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระบรมเชษฐาฐิราชรัชกาลที่ 8

    อ่านต่อ
  • Life

    ABOUT A DREAM: เมื่อเวลาในความฝันและความจริงไม่เท่ากัน เราใช้เวลากับมันไปเท่าไหร่กันแน่ ?

    By: april October 12, 2018

    ความฝันเป็นเหมือนภาพสะท้อนจิตใต้สำนึก ความคิดในช่วงเวลานั้นของเราไม่ต่างจากดินแดนพิศวงที่ต่างคนต่างมีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน บางคนเห็นเป็นภาพสี บางคนเห็นเป็นขาวดำเลือนราง บางคนเห็นเป็นมุมมองบุคคลที่ 1 ก็คือมุมมองของเราเอง เหมือนเราเห็นเหตุการณ์ด้วยตาของเราเอง แต่บางคนกลับเห็นในมุมมองของบุคคลที่ 3 นั่นหมายความว่าเราจะเห็นตัวเองกำลังดำเนินเรื่องราวนั้นอยู่ เรื่องราวในความฝันนั้นเราอาจจะจำได้แค่บางช่วงบ้าง เป็นเรื่องเป็นราวบ้าง แต่เราไม่เคยรู้เลยว่าเราใช้เวลาในโลกความจริงไปกับความฝันนานเท่าไหร่กันแน่น UNLOCKMEN จะพามาหาคำตอบนี้กัน ปกติเรามักจะจดจำความฝันของเราได้เป็นฉาก ๆ แม้จะพอคลำทางให้เป็นเนื้อเรื่องเดียวกันได้ แต่ก็ไม่ค่อยปะติดปะต่อกันนัก แถมส่วนมากก็ยัง Surreal เสียจนอยากจะเอาไปทำหนัง บางครั้งเป็นเพียงความรู้สึกราง ๆ ที่ไม่ชัดเจนทางการจำภาพ เสียง แต่เราจดจำความรู้สึกนั้นได้แม่นยำ ครั้งไหนที่ฝันเป็นเรื่องเป็นราว เราอาจคิดว่าเราใช้เวลากับมันไปทั้งคืนแน่นอน ฝันเป็นมหากาพย์ขนาดนี้ โดยเฉพาะช่วงเวลาที่เรามีความเครียด ความกังวล หรือเรื่องเล็กน้อยกวนใจที่เราอาจจะลืมไป มันมีโอกาสแสดงออกผ่านทางความฝัน ความฝันเป็นสิ่งที่สัมพันธ์กับสุขภาพของเราโดยตรง เพราะมันคือการทำงานของสมองในขณะที่ร่างกายของเราหลับไปแล้ว เกิดขึ้นในช่วง REM คือช่วงที่เรากลอกตาไปมาอย่างรวดเร็วในขณะที่ตายังปิดอยู่ ซึ่งเกิดขึ้นเป็นช่วงสั้น ๆ ตลอดคืน กินเวลาประมาณ 20% ของทั้งคืนที่เราหลับไป เรามักจะคิดว่าเรามีความฝันเพียงเรื่องสองเรื่อง หรือเท่าที่จำได้เท่านั้น แต่ความจริงแล้ว ในคืนนึงที่เราหลับไป เราฝันไม่ต่ำกว่า 12 ครั้ง เพียงแค่เราจำมันไม่ได้ทั้งหมดนั่นเอง (หรือบางคนก็จำไม่ได้เลย)

    อ่านต่อ