Longines Legend Diver เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่อยู่ในจุดแปลกแต่น่าสนใจของโลก dive watch มานาน เพราะมันไม่เคยพยายามทำตัวเป็น Submariner killer ไม่ได้อยากเป็น desk diver ที่ใส่สูทแล้วดูแพงอย่างเดียว และก็ไม่ได้พยายามตะโกนความสปอร์ตแบบนาฬิกาดำน้ำยุคใหม่ เสน่ห์ของมันอยู่ตรงความเป็น compressor-style diver ที่ดูเหมือนหลุดมาจากยุค late 1950s เป็นนาฬิกาที่มีความ vintage ชัด แต่ยังมีบุคลิกเฉพาะตัวจาก two crowns, internal rotating bezel และหน้าปัดที่ไม่ได้เดินตามสูตร dive watch ทั่วไป แต่ในช่วงหลัง Legend Diver รุ่น 39mm ที่เปิดตัวในปี 2023 กลายเป็นจุด sweet spot สำหรับนักสะสมจำนวนมาก เพราะขนาดใส่ง่ายกว่าเดิม หน้าปัดสะอาดขึ้น และบาลานซ์โดยรวมเหมาะกับคนยุคนี้มากกว่า ทว่าปัญหาคือมันทำให้ Legend Diver ดู polished ขึ้น เงาขึ้น
หนึ่งในนาฬิกาที่อธิบายคำว่า “old IWC” ได้ชัดที่สุด มันไม่ได้พยายามจะเป็นอะไรเลยนอกจาก pilot chronograph ที่อ่านง่าย ใช้งานได้จริง แข็งแรง ก่อนยุค in-house movement obsession ก่อนยุค oversized case และก่อนยุคที่ pilot watch ต้องดูแพงจนลืมรากของตัวเอง และนั่นแหละคือเหตุผลที่มัน matters Ref. 3706 เปิดตัวในปี 1994 ในฐานะ mechanical Pilot’s Chronograph รุ่นแรกของบ้าน เป็นจุดสำคัญที่ช่วยพา Pilot’s Watches ของ IWC ให้กลับมาอยู่ในบทสนทนาของนักสะสมยุคหลัง quartz crisis ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย หน้าปัดแบบ instrument-inspired, Arabic numerals ชัดเจน, sub-dials วางแบบ Valjoux 7750, day-date aperture, triangle marker ที่ตำแหน่ง
ไม่ได้แค่โชว์ความซับซ้อน แต่เลือกโชว์ให้เราเห็นทุกอย่างแบบตรง ๆ H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton คือการจับเอาสอง grand complications ที่โหดที่สุดของแบรนด์ ทั้ง minute repeater และ flying tourbillon พร้อม cylindrical hairspring มาเปิดด้านหน้าแบบเต็มระบบในโครงสร้าง skeletonised ตั้งแต่ hammers, gongs, bridges ไปจนถึงโครงสร้างที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับการเปิดเปลือยระดับนี้ หนึ่งในจุดที่น่าสนใจมากคือระบบ minute repeater ซึ่งถูกเปิดโชว์แบบเต็มตา แต่เพราะตำแหน่งของ flying tourbillon กินพื้นที่สำคัญที่ด้านล่าง การวาง gongs จึงต้องถูกคิดใหม่หมด โดย Moser เลือกใช้ gongs แบบโค้ง และจัดให้อยู่บนระนาบเดียวกัน ตัวเรือนทำจาก titanium ขนาด 40 มม.
หลังหายไปนานถึง 14 ปี Cartier ตัดสินใจพา Roadster กลับมาอีกครั้ง พร้อมเปิดตัวถึง 7 เวอร์ชัน ใน 2 ขนาดตัวเรือน โดยยังเก็บ DNA สำคัญของรุ่นนี้ไว้ครบ ทั้งทรง tonneau ที่ลื่นไหลเหมือนตัวถังรถ เส้นวง chapter ring แบบซ้อนชั้นที่ชวนให้นึกถึงมาตรวัดความเร็ว ช่อง date magnifier ที่กลืนไปกับตัวเรือน และเม็ดมะยมที่ให้กลิ่นอายไฟท้ายรถยุค 1950s แบบชัดมาก รุ่น Large Size มาในขนาด 47 x 38 มม. หนา 10.06 มม. กันน้ำ 100 เมตร มีให้เลือกทั้ง steel, two-tone steel and yellow gold, และ yellow gold โดยหน้าปัดมีทั้งโทน
Oris หยิบหนึ่งในนาฬิกาสำคัญของแบรนด์กลับมาอีกครั้งกับ Star Edition ซึ่งเป็นการตีความใหม่ของ Oris Star ปี 1966 รุ่นที่เคยสะท้อนจิตวิญญาณ modernist ของยุคนั้นได้ชัดมาก ทั้งทรง tonneau หรือ barrel-shaped case, เส้นสายยาวเพรียว และภาพลักษณ์ที่ต่างจากนาฬิกาทรงกลมคลาสสิกแบบเดิม ๆ อย่างชัดเจน รุ่นใหม่ยังคงรักษาคาแรกเตอร์เดิมไว้ค่อนข้างครบ ตัวเรือนทำจาก stainless steel ขนาด 35 มม. หนา 11 มม. และมีระยะ lug-to-lug 41.5 มม. ทำให้ใส่ง่ายกับข้อมือส่วนใหญ่ ทรงเคสมีความโค้งพุ่งและลากต่อกับ lugs แบบ integrated ดูลื่นตาและมีกลิ่นอาย space-age ชัดเจน ผิวตัวเรือนเน้น vertical satin-brushed finish ตัดกับ polished bevels กว้าง ๆ เพื่อดึงรูปทรงให้เด่นขึ้น ขอบ bezel
ถ้าพูดถึงนาฬิกาที่ไม่เดินตามกติกาเดิมของโลก watchmaking ชื่อของ Ulysse Nardin Freak คือหนึ่งในตัวจริงมาตลอด และในวาระครบรอบ 25 ปี แบรนด์ก็ปล่อยของด้วย Super Freak รุ่นใหม่ ที่ถูกวางให้เป็น flagship ของตระกูลทันที พร้อมเคลมแบบไม่เขินว่าเป็น “the most complicated time-only watch ever created” ตัวเรือนมาใน white gold ขนาด 44 มม. ซึ่งเล็กลงเล็กน้อยจาก Freak S ขนาด 45 มม. แต่ข้างในกลับซับซ้อนขึ้นอีกระดับ โครงสร้างของนาฬิกาถูกสร้างแบบ seven-plane architecture ทำให้เกิดมิติความลึกแบบสุด ๆ มองผ่านหน้าปัดแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองลงไปในเครื่องจักรหลายชั้น ตาม DNA ของ Freak ตัว movement คือสิ่งที่ใช้บอกเวลาอยู่แล้ว แต่ใน Super Freak แนวคิดนี้ถูกผลักไปไกลกว่าเดิมมาก
Panerai เปิดตัว Luminor 31 Giorni PAM01631 ในงาน Watches and Wonders 2026 พร้อมยกระดับจุดแข็งเรื่อง long power reserve ของแบรนด์ไปอีกขั้น เพราะนี่คือ Luminor รุ่นแรก ที่เดินได้นานถึง 31 วันเต็มจากการไขลานครั้งเดียว ไม่ใช่แค่ 8 วันหรือ 10 วันแบบที่แฟน Panerai คุ้นเคยกันมาก่อน ตัวเรือนมาในขนาด 44 มม. ผลิตจาก Goldtech™ วัสดุเฉพาะของ Panerai ที่เป็นทองผสม copper เพื่อให้โทนสีอุ่นเข้ม และเติม platinum เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ตัวเรือนใช้ผิว brushed ตัดกับ polished bezel มาพร้อมกระจก sapphire ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบ screwed caseback และกันน้ำได้ 100 เมตร
Patek Philippe ขยับ Cubitus ไปอีกระดับด้วย Cubitus Perpetual Calendar 5840P-001 ซึ่งเป็น Grand Complication รุ่นแรก ของคอลเล็กชัน และยังเป็น Cubitus รุ่นแรกที่ใช้ shaped movement ตามรูปทรงของตัวเรือน ไม่ใช่กลไกทรงกลมแบบรุ่นก่อนหน้า ตัวเรือนยังคงมาในขนาด 45 มม. แบบ platinum case และเพิ่มความหนาจากรุ่น platinum เดิมเพียงเล็กน้อยเป็น 10 มม.จากเดิม 9.6 มม. ตามธรรมเนียมของ Patek ตัวเรือนแพลทินัมจะมี diamond ฝังที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาบน bezel ซึ่งรุ่นนี้ใช้เป็น baguette-cut diamond หน้าปัดยังคงโทน blue and platinum แต่เปลี่ยนบุคลิกชัดเจนด้วยงาน skeletonized dial ที่ตัดลาย ribbed pattern
จุดเริ่มต้นของ Black Bay Ceramic ไม่ได้มาจากรุ่นขายจริงทันที แต่มาจาก Black Bay Ceramic “One” ที่ทำขึ้นสำหรับงาน Only Watch 2019 ก่อนที่ Tudor จะต่อยอดแนวคิดนี้ออกมาเป็นรุ่นโปรดักชันจริงในปี 2021 พร้อมสถานะสำคัญในประวัติศาสตร์แบรนด์ ในฐานะ Tudor รุ่นแรกที่ผ่านการรับรอง METAS Master Chronometer พอมาถึง Watches and Wonders 2026 Tudor ก็ขยับเกมอีกครั้ง ด้วยการพา Black Bay Ceramic ไปให้สุดกว่าเดิมกับเวอร์ชัน full ceramic ที่คราวนี้ไม่ได้หยุดแค่ตัวเรือน แต่เพิ่ม ceramic bracelet แบบเข้าชุด มาให้เป็นครั้งแรก ทำให้ภาพรวมของนาฬิกาเรือนนี้ complete กว่าที่เคย และยิ่งตอกย้ำความเป็น monochrome stealth watch แบบเต็มตัว ตัวเรือนยังคงขนาด 41
ชื่อ Monarch ไม่ใช่ชื่อที่แฟนนาฬิกายุคนี้นึกถึงก่อนเวลาเอ่ยคำว่า Tudor เพราะภาพจำของแบรนด์ในช่วงสิบกว่าปีหลังถูกยึดโดย Black Bay และ Pelagos ไปหมดแล้ว แต่ในวาระครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ Tudor เลือกปลุกชื่อนี้กลับมาใหม่ และครั้งนี้มันไม่ได้มาในฐานะ reissue ของเก่า แต่มาในฐานะนาฬิกาที่ดู refined, dressier และแพงขึ้นกว่าที่เราคุ้นกับ Tudor มาก Monarch รุ่นใหม่มาในตัวเรือน stainless steel ขนาด 39 มม. หนา 11.9 มม. ระยะ lug-to-lug 46.2 มม. ทรง case มีความ faceted คม ๆ ผสมผิว satin และ polished ให้ลุคกึ่งสปอร์ตกึ่ง elegant แบบชัดเจน กันน้ำ 100 เมตร ใช้
สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นนาฬิกาลึกมาก การเรียก Rolex รุ่นหนึ่งว่า “Pepsi” อาจฟังเหมือนชื่อเล่นเท่ ๆ จากวงการนักสะสม แต่จริง ๆ แล้วนี่คือหนึ่งในรหัสสีที่สำคัญที่สุดของ GMT-Master เพราะต้นทางของมันย้อนกลับไปถึง ref. 6542 ในปี 1954 รุ่นที่สร้างขึ้นมาเพื่อการเดินทางข้าม time zone โดยเฉพาะ ขอบ แดง-น้ำเงิน 24 ชั่วโมง ไม่ได้มีไว้แค่ให้เด่น แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อแยกช่วงกลางวันและกลางคืนให้คนใช้งานอ่านเวลาอีกประเทศได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ GMT-Master ถูกพัฒนามาเพื่อโลกของนักบิน Pan Am และการบินระยะไกลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นั่นคือเหตุผลว่าทำไม Pepsi ถึงไม่ใช่แค่ “สีหนึ่งของ Rolex” แต่มันคือ visual identity ที่ฝังอยู่ในประวัติศาสตร์ของแบรนด์แบบลึกมาก เห็น bezel แดง-น้ำเงินเมื่อไร คนที่รู้เรื่องก็ดูออกทันทีว่านี่คือหนึ่งในตระกูล tool watch ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 และยิ่งในช่วงประมาณปี 2007 ถึง 2014 ที่
ถ้าปกติ Daytona เหล็กคือของที่โลกคุ้นเคยกับสูตรเดิมมาตลอด ระหว่างหน้าขาวตัดดำหรือหน้าดำตัดขาว รุ่นใหม่รหัส 126502 คือจังหวะที่ Rolex ตัดสินใจเขย่าเกมแบบเงียบ ๆ แต่แรงมาก เพราะนี่คือ Cosmograph Daytona เวอร์ชัน Rolesium ที่จับคู่ Oystersteel กับ platinum แล้วใส่ของที่ไม่ค่อยมีใครคิดว่าจะได้เห็นใน Daytona สาย “เข้าถึงได้กว่า precious metal” ไม่ว่าจะเป็น white enamel dial, bezel สี anthracite เทาเข้มที่มีกลิ่นอายวินเทจ, และที่สำคัญคือ open caseback ให้เห็นเครื่องข้างในแบบเต็มตา พื้นฐานของนาฬิกาเรือนนี้ยังยืนอยู่บนแพลตฟอร์ม Daytona รุ่นล่าสุดแบบเดียวกับ 126500LN ดังนั้นสัดส่วนหลักยังเป็นทรงที่แฟน Rolex คุ้นมือ คุ้นตา ตัวเรือนขนาด 40 มม. กันน้ำ 100 เมตร ใช้กระจก sapphire พร้อมเม็ดมะยมและปุ่มกดจับเวลาแบบขันเกลียวตามสูตรเดิมของ


