DESIGN

ROLEX DAYTONA 126502 Rolesium เปิดตัว Daytona ที่ไม่เล่นตามสูตรเดิมอีกต่อไป

By: Chaipohn April 14, 2026

ถ้าปกติ Daytona เหล็กคือของที่โลกคุ้นเคยกับสูตรเดิมมาตลอด ระหว่างหน้าขาวตัดดำหรือหน้าดำตัดขาว รุ่นใหม่รหัส 126502 คือจังหวะที่ Rolex ตัดสินใจเขย่าเกมแบบเงียบ ๆ แต่แรงมาก เพราะนี่คือ Cosmograph Daytona เวอร์ชัน Rolesium ที่จับคู่ Oystersteel กับ platinum แล้วใส่ของที่ไม่ค่อยมีใครคิดว่าจะได้เห็นใน Daytona สาย “เข้าถึงได้กว่า precious metal” ไม่ว่าจะเป็น white enamel dial, bezel สี anthracite เทาเข้มที่มีกลิ่นอายวินเทจ, และที่สำคัญคือ open caseback ให้เห็นเครื่องข้างในแบบเต็มตา

พื้นฐานของนาฬิกาเรือนนี้ยังยืนอยู่บนแพลตฟอร์ม Daytona รุ่นล่าสุดแบบเดียวกับ 126500LN ดังนั้นสัดส่วนหลักยังเป็นทรงที่แฟน Rolex คุ้นมือ คุ้นตา ตัวเรือนขนาด 40 มม. กันน้ำ 100 เมตร ใช้กระจก sapphire พร้อมเม็ดมะยมและปุ่มกดจับเวลาแบบขันเกลียวตามสูตรเดิมของ Daytona ยุคใหม่ เพราะฉะนั้นบุคลิกหลักมันยังไม่หลุดจากความเป็น chronograph สปอร์ตของ Rolex แต่อัปเกรดรายละเอียดแบบคนเล่นจริงจะมองออกทันที

จุดแรกที่ทำให้เรือนนี้ไม่เหมือนใครคือ bezel ใหม่ ซึ่ง Rolex ระบุชัดว่าเป็น anthracite Cerachrom bezel ที่ให้เอฟเฟกต์คล้ายโลหะ และใช้ ceramic ที่มีส่วนผสมแบบ tungsten-rich ขอบนอกล้อมด้วย platinum ทำให้ภาพรวมมันไม่ดำสนิทเหมือน 126500LN แต่มีโทนเทาแบบเย็น ลึก และแพงกว่าเดิมแบบไม่ต้องตะโกน ที่โคตรน่าสนใจคือฟอนต์และการจัดวาง tachymeter ถูกทำให้ ตัวเลขเรียงแนวนอน เพื่ออ้างอิงดีไซน์ Daytona รุ่นแรก ๆ ซึ่งทำให้มันมีอารมณ์ย้อนยุคแบบพอดี ไม่ย้อนจนกลายเป็น cosplay vintage

อีกจุดที่แฟน Daytona น่าจะว้าวสุดคือด้านหลัง เพราะนี่คือ Daytona ที่ตัวหลักเป็น steel/platinum แต่มีฝาหลังใส ให้เห็นกลไก ซึ่ง Rolex เองยืนยันว่า movement ถูกโชว์ผ่าน sapphire crystal case back ที่ยึดด้วยวงแหวน platinum นี่ไม่ใช่แค่ลูกเล่นสวย ๆ แต่คือการขยับสถานะของ Daytona รุ่นนี้ให้พิเศษขึ้นทันที เพราะที่ผ่านมา open back ในตระกูล Daytona ไม่ใช่ของที่เห็นกันง่ายในรุ่นที่ฐานวัสดุไม่ได้เป็น precious metal เต็มตัว

ส่วนพระเอกตัวจริงคือหน้าปัด white enamelled dial ที่ขาวทั้งแผ่นแบบไม่ใช้วง sub-dial สีตัดเหมือน Daytona เหล็กทั่วไป Rolex ระบุแค่ว่าเป็นหน้าปัด enamel สีขาว แต่สื่อสายตรงอย่าง Hodinkee และ Monochrome อธิบายตรงกันว่าแนวทางนี้อยู่ในโลกของ grand feu enamel และเป็น construction ที่ซับซ้อนมาก เพราะไม่ได้ขาวแค่ “ดูขาว” แต่เป็นขาวแบบมีผิว มีมิติ และให้ความรู้สึกสะอาดคมจน almost sterile ในทางที่ดีมาก มันเลยมีฟีล “albino Daytona” แบบร่วมสมัย โดยไม่ต้องไปยืมตำนานวินเทจมาขายตรง ๆ

เรื่องสเปกเครื่องไม่ได้เปลี่ยนจาก Daytona รุ่นปัจจุบัน ใช้ calibre 4131 กลไกจับเวลาอัตโนมัติแบบ integrated chronograph พร้อม column wheel และ vertical clutch เดินที่ 4Hz สำรองพลังงาน 72 ชั่วโมง และอยู่ภายใต้มาตรฐาน Superlative Chronometer ของ Rolex เหมือนเดิม ข้อดีคือมันไม่ได้พยายามแปลกด้วยการเปลี่ยนทุกอย่างมั่ว ๆ แต่เลือกใช้เครื่องที่ proven แล้ว แล้วเอาความกล้ามาใส่ในวัสดุและงานออกแบบแทน อันนี้แหละฉลาด เพราะทำให้ 126502 ยังเป็น Daytona ที่ใช้จริงได้ทุกวัน ไม่ใช่เรือนโชว์เทคโนโลยีเฉย ๆ

ปิดท้ายด้วย Oyster bracelet แบบสามข้อพร้อม Oysterlock clasp และ Easylink ตามมาตรฐานที่คนใช้ Rolex จริงรู้กันดีว่าใส่สบายและจบในตัวเองมาก สำหรับภาพรวม ถ้าจะพูดแบบง่าย ๆ นี่คือ Daytona ที่เอาคาแรกเตอร์ “tool watch ของคนเล่นรถ” มาผสมกับงานวัสดุและงานหน้าปัดที่ normally เราจะคาดหวังจากเรือนที่ไกลกว่านั้นอีกขั้น มันไม่ได้พยายาม loud แต่แม่งพิเศษแบบคนดูเป็นเท่านั้นที่จะเก็ท และนั่นแหละคือเสน่ห์ของ 126502 เรือนนี้เต็ม ๆ

Chaipohn
WRITER: Chaipohn
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line