หากคุณคิดว่า Koenigsegg CC850 คือที่สุดแห่งความบ้าคลั่งแล้ว เตรียมตัวทำความรู้จักกับอสูรกายลำใหม่ล่าสุดที่จะทำให้สมองคุณรวนยิ่งกว่าเดิม นี่คือ Koenigsegg CCGT1 ไฮเปอร์คาร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคารวะตำนานรถแข่งแกรนด์ทัวริงอย่าง CCGT รถแข่งตัวแรงแห่งยุค GT1 ที่โชคร้ายไม่เคยได้ลงสนามจริงแม้แต่ครั้งเดียวเนื่องจากการเปลี่ยนกฎของ FIA แต่วันนี้จิตวิญญาณแห่งสนามแข่งได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างของรถถนนที่ทรงพลังกว่ารถบ้านทั่วไปถึงสิบเท่า แถมยังพกความดุเดือดระดับ 1,600 แรงม้ามาให้เหยียบกันมิดไมล์ แม้พื้นฐานของ CCGT1 จะถูกต่อยอดมาจากรุ่น CC850 แต่บอดี้พาร์ทแทบทุกชิ้นถูกออกแบบใหม่หมดจดด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ จะมีก็แค่ประตูและหลังคาแบบถอดได้เท่านั้นที่ใช้ร่วมกัน ไฮไลต์เด่นที่สะกดทุกสายตาคือวัสดุตัวถังแบบใหม่ที่เรียกว่า Ghost Fibre หรือคาร์บอนไฟเบอร์สีขาวที่เคยสร้างชื่อในรุ่น Trevita เมื่อปี 2009 ซึ่งไม่เพียงแค่มอบความสวยงามดุดัน แต่ยังช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแกร่ง และซับเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี รูปลักษณ์ภายนอกถูกอัปเกรดอากาศพลศาสตร์ขั้นสุดด้วยสปลิตเตอร์หน้าขนาดใหญ่ ช่องดักอากาศบนหลังคาสำหรับระบายความร้อน และปีกหลังขนาดยักษ์ที่ปรับองศาได้ถึง 30 องศา ทำงานร่วมกับระบบ Active Aero ใต้ท้องรถ สร้างแรงกด Downforce ได้มหาศาลถึง 800 กิโลกรัมที่ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเปิดฝาครอบเครื่องยนต์ คุณจะพบกับขุมพลังสุดจัดจ้าน เครื่องยนต์ V8
ช่วงนี้กระแส Racket Sports กำลังมาแรง และถ้าคุณกำลังมองหาพิกัดใหม่สำหรับไปเรียกเหงื่อแบบคูลๆ The Lobb Club ในซอยสาธุประดิษฐ์ คือสเปซที่ตอบโจทย์ตั้งแต่สายสปอร์ตฮาร์ดคอร์ไปจนถึงสายไลฟ์สไตล์ที่อยากหาทำกิจกรรมใหม่ๆ ในวันหยุด ด้วยดีไซน์สนามที่ค่อนข้างใหม่ สวยงามทันสมัย และการจัดการพื้นที่ที่ลงตัว จัดเต็มทั้งคอร์ทเทนนิสและระบบ Machine ที่นี่มีคอร์ทเทนนิสมาตรฐานให้หวดกันแบบเต็มกำลัง แต่ความเจ๋งที่ทำให้หลายคนถูกใจคือ โซน Machine ที่ออกแบบมาสำหรับคนที่อยากซ้อมมือ หรือในวันที่เพื่อนเทก็สามารถมาเช่าคอร์ทตีโต้กับเครื่องยิงลูกเทนนิสคนเดียวได้แบบเพลินๆ ไม่ต้องง้อใคร ส่วนตัวเพิ่งได้ไปลองเล่น พิคเคิลบอล (Pickleball) ที่นี่มาแล้วรู้สึกประทับใจมาก กีฬานี้เป็นการผสมผสานความสนุกของเทนนิสและปิงปองเข้าด้วยกัน ข้อดีคือมันไม่ได้อาศัยพละกำลังหรือทักษะที่ยากเท่าเทนนิส ทำให้มือใหม่เล่นได้ง่ายกว่าเยอะ ฟีลลิ่งตอนตีโต้ไปมาสนุกเหมือนกำลังเล่นปิงปองบนคอร์ทใหญ่ ได้ขยับตัววิ่งตลอดเวลา ถือเป็นการคาร์ดิโอออกกำลังกายที่เรียกเหงื่อได้สะใจสุดๆ มาแต่ตัวก็ลุยได้ ใครอยากมาลองเล่นแต่ยังไม่อยากลงทุนซื้อไม้ ที่คลับมีบริการ ให้เช่าอุปกรณ์แบบครบวงจร ทั้งไม้และลูก นอกจากนี้ระบบการจัดการยังทันสมัยด้วยระบบจองออนไลน์ ที่คุณสามารถเข้าไปเลือกเช็กเวลาว่างและกดล็อกคิวสนามล่วงหน้าได้ด้วยตัวเอง จัดการตารางชีวิตได้ง่ายมากๆ สิ่งที่ทำให้ The Lobb Club แตกต่างจากสนามกีฬาทั่วไป คือโซนคลับเฮาส์ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่แฮงเอาต์อย่างแท้จริง ระหว่างรอเพื่อนตี หรือหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากคอร์ท คุณสามารถมานั่งชิลล์ในคลับที่มีให้บริการตั้งแต่ อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงไวน์ ให้ได้จิบผ่อนคลาย เรียกว่าเป็นคอมมูนิตี้ที่บาลานซ์ทั้งเรื่องสุขภาพและไลฟ์สไตล์การเข้าสังคมไว้ในที่เดียวได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อศิลปะแห่งการทำนาฬิกามาบรรจบกับศาสตร์แห่งการจัดบอนไซ Seiko ได้ประกาศจับมือกับ TRADMAN’S BONSAI เปิดตัวเรือนเวลาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Seiko Presage Classic Series x TRADMAN’S BONSAI Limited Edition ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณและงานคราฟต์ขั้นสูงของญี่ปุ่นออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ คอนเซปต์ของนาฬิการุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจโดยตรงมาจากกระถางทรงพระจันทร์เสี้ยว (Moon pot) ซึ่งเป็นรูปทรงคลาสสิกของกระถางบอนไซที่สื่อถึงความกลมกลืนและสมดุล เปรียบเสมือนภาพความสง่างามของต้นสนดำที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงจันทร์ โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีมัตสึบะ-อิโระ (Matsuba-Iro) \โทนสีเขียวเข้ม ซึ่งเป็นสีของใบสนที่ตามธรรมเนียมญี่ปุ่น เป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืนยาว ความยืดหยุ่น และความเป็นอมตะ เท็กซ์เจอร์เปลือกสนเพิ่มมิติและคาแรกเตอร์ให้กับตัวเรือน ผ่านหน้าปัดแบบปั๊มนูนขึ้นมาใหม่ เพื่อจำลองพื้นผิวที่ขรุขระของเปลือกสนที่มีอายุมากได้อย่างสมจริง ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์คริสตัลโค้งคู่ (Dual-curved sapphire) หัวใจของเรือนเวลานี้คือกลไกอัตโนมัติอินเฮาส์ Caliber 6R51 ของ Seiko ที่ให้ความแม่นยำระดับ +25 ถึง -15 วินาทีต่อวัน และสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 3 วันเต็ม ผลิตมาในจำนวนจำกัดเพียง 2,000 เรือนทั่วโลกเท่านั้น
Collaboration ที่รวมเอา Running Watches กับ Street Culture เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างไม่ฝืน ภายใต้แนวคิด “Every Dot Is a Step. Every Step Builds Who You Are. You’re Not Just Running Forward, You’re Creating Your Own World.” ทั้งสองแบรนด์นำ Garmin Forerunner 170 สีดำมาจัดวางใหม่ในโลกของ CARNIVAL ผ่านสายนาฬิกาและกล่องเก็บดีไซน์พิเศษ ผลิตจำกัดเพียง 100 Limited Box Set ตัวเรือนมีขนาด 42.6 x 42.6 x 11.9 มิลลิเมตร น้ำหนักรวมสายเพียง 41 กรัม ใช้สายแบบ Quick Release
เมื่อศิลปะแห่งการเดินทางระดับไฮเอนด์จากฝรั่งเศสมาบรรจบกับความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมคลาสสิก นี่คือโปรเจกต์ “Ultra-luxe” ที่ทำให้ผู้ชายสายสปอร์ตคาร์ต้องหยุดมอง เพราะนี่คือการคอลแลปส์ครั้งสำคัญระหว่าง Singer สำนักเรสโตมอดระดับโลก และแบรนด์ลักชูรีอันดับต้นๆ อย่าง Louis Vuitton ที่ร่วมกันรังสรรค์สุดยอดรถยนต์แบบ One-off ถึงสองคัน ได้แก่ Porsche 911 Reimagined by Singer – Classic และ Classic Turbo Cabriolet งานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของแฟชั่นฉาบฉวย แต่สเปกและดีเทลของตัวรถนั้นถูกจัดเต็มในทุกอณู จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เริ่มจากการวาดแบบโครงรถ แต่เริ่มจาก “นาฬิกา” ทาง Louis Vuitton โดยแผนก La Fabrique du Temps ได้สร้างสรรค์นาฬิกาหน้าปัดแบบกลไกที่สามารถถอดออกได้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น Tambour อันโด่งดังของแบรนด์ ก่อนที่ความหลงใหลในรายละเอียดจะบานปลายกลายเป็นการต่อยอดคัสตอมรถทั้งคันแบบหมดจด ทั้งงานหนังชั้นครูและกลไกเรือนไมล์ที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด สำหรับคันแรก Porsche 911 Reimagined by Singer – Classic มาในบอดี้พาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา โดดเด่นด้วยโทนสี
TLR บริษัทคัสตอมรถจากเนเธอร์แลนด์ สร้าง Land Rover Defender ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ได้สำเร็จ มองเผินๆ นี่อาจจะดูเหมือนโปรเจกต์ Restomod ทั่วไป แต่บอกเลยว่าภายใต้เรือนร่างสุดคลาสสิกนี้ มีความลับซ่อนอยู่มากกว่าที่คุณคิด ปกติแล้วลูกค้าร้อยละ 75 ของ The Landrovers มักจะเลือกเส้นทางสายคลาสสิกด้วยการวางเครื่องยนต์ V8 จาก Corvette ไม่ว่าจะเป็นรหัส LS3 พละกำลัง 450 แรงม้า หรือ LT4 ระดับ 650 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ แต่สำหรับลูกค้ากระเป๋าหนักพอและต้องการความต่างขั้นสุด มีทางเลือกที่สุดตารางกว่า นั่นคือ The Landrovers Panterra โปรเจกต์ Electromod เวอร์ชันขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% The Landrovers Panterra ใช้เวลาปลุกปั้นโปรเจกต์นี้มาถึง 7 ปีเต็ม เพื่อออกแบบชิ้นส่วนแทบทุกชิ้นภายใต้เรือนร่างเดิมของ Defender ใหม่ทั้งหมด มีการทำจุดยึดใหม่สำหรับระบบช่วงล่างอิสระเต็มรูปแบบ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรองรับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ (In-wheel
BMW เดินหน้าขยายไลน์อัปให้กับ X5 เจเนอเรชันใหม่ (G65) อย่างรวดเร็ว เปิดตัวพร้อมกัน 5 ทางเลือก มีครบไลน์ทั้ง Gasoline (mild-hybrid), Diesel, Plug-in hybrid (PHEV), Pure Battery Electric (iX5), และ Hydrogen Fuel Cell สำหรับรุ่นรหัสสมรรถนะสูงสไตล์ M Performance อย่าง ‘X5 M60e’ ซึ่งโมเดลใหม่นี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือการบอกลาเครื่องยนต์ V8 จากรุ่น M60i เดิม แล้วหันมาคบหาขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดแบบ 6 สูบเรียงบล็อกเล็กลงแทน แม้ขนาดเครื่องยนต์จะเล็กลง แต่พละกำลังกลับสวนทาง ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดชุดนี้ถูกยกมาจากซีดานเรือธงอย่าง M760e ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบเรียง เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า รีดกำลังรวมสูงสุดได้ถึง 603 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาล 800 นิวตันเมตร ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าเหนือกว่า
ก่อนจะกลายเป็นไอคอน BMW M3 ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นรถสปอร์ตหรู และไม่ได้เริ่มต้นชีวิตจากความต้องการขายรถให้คนทั่วไปด้วยซ้ำ M3 รุ่นแรกเกิดจากเงื่อนไขของสนามแข่ง เป็นรถถนนที่ BMW Motorsport ต้องสร้างขึ้นเพื่อให้รถแข่งมีสิทธิ์ลงสนาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นใหญ่กว่า homologation requirement มาก เพราะตลอด 40 ปีที่ผ่านมา M3 ค่อย ๆ เปลี่ยนจากรถที่เกิดเพื่อการแข่งขัน สู่รถที่กลายเป็น benchmark ของคำว่า performance car สำหรับชีวิตจริง หกรุ่น หกบุคลิก หนึ่งชื่อที่ยังมีแรงดึงดูดเหมือนเดิม นี่คือ Six Generations of The M3 Effect E30 – THE ORIGIN E30 คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ M3 ไม่ใช่แค่ 3 Series ที่แรงขึ้น แต่คือรถที่ถูกสร้างจาก DNA ของรถแข่งในฐานะ homologation model สำหรับ
รถที่ไม่ได้รู้จักครั้งแรกจากโชว์รูม เรารู้จักมันจากหน้าจอ BMW M3 GTR ลาย silver-blue จาก Need for Speed: Most Wanted อาจเป็น BMW M คันแรกที่พวกเราเคยขับ ทั้งที่ไม่เคยแตะพวงมาลัยจริง ไม่เคยได้ยินเสียงเครื่องจริง และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารถคันนี้มีความพิเศษแค่ไหน นี่คือเสน่ห์ของ car culture ยุคเกมคอนโซลที่ทำให้คนจำนวนมากได้มี memory เดียวกันและฝังอยู่ในใจตั้งแต่ยังไม่รู้ว่า BMW M คืออะไร Need for Speed: Most Wanted ไม่ใช่เกมที่ต้องอธิบายเยอะสำหรับคนที่โตมากับยุค 2000s โดยเฉพาะ M3 GTR ที่ไม่ได้เป็นแค่รถอีกคันใน garage ของเกม แต่มันคือของที่เราถูกพรากไปตั้งแต่ต้น คือภาพจำของการกลับมาเอาคืน และคือสัญลักษณ์ของการไต่กลับขึ้นไปบนจุดสูงสุด ความทรงจำนี้ไม่ได้อยู่แค่ในหัวของคนเล่นเกมอย่างเดียว BMW M เองก็ยอมรับสถานะทางวัฒนธรรมของรถคันนี้อย่างเป็นทางการ ในปี 2024 BMW M Motorsport นำ
เชื่อหรือไม่ว่า Porsche Crest ตราสัญลักษณ์ที่สุดคลาสสิกและทรงพลังนี้ เกือบจะไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์ ย้อนกลับไปในช่วงแรกที่บริษัทเริ่มทำตลาดรถยนต์รุ่น 356 ในปี 1948 พวกเขาไม่ได้มีตราสัญลักษณ์ใด ๆ ประดับอยู่เลย นอกจากตัวอักษรคำว่า “Porsche” ที่แปะอยู่บนตัวถังรถเท่านั้น ความพยายามในการสร้างโลโก้เริ่มต้นขึ้น ในเดือนมีนาคมปี 1951 เมื่อทางบริษัทได้จัดการประกวดออกแบบโลโก้ โดยเปิดโอกาสให้สถาบันศิลปะทั่วเยอรมนีส่งผลงานเข้าชิงเงินรางวัลสูงถึง 1,000 ดอยช์มาร์ก (เทียบเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันจะอยู่ที่ราว 120,000 บาท) แต่ผลปรากฏว่าไม่มีดีไซน์ไหนเอาชนะใจกรรมการได้ ทำให้โปรเจกต์นี้ต้องพับเก็บและหยุดชะงักไปชั่วคราว ทว่าไอเดียก็ถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีเดียวกัน จากบทสนทนาบนโต๊ะอาหารค่ำในมหานครนิวยอร์ก เมื่อ Ferry Porsche ลูกชายของ Ferdinand ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ได้ร่วมโต๊ะเจรจาธุรกิจกับ Max Hoffman ผู้นำเข้ารถยนต์รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Hoffman คือผู้ทรงอิทธิพลในวงการยานยนต์ยุคนั้น ผู้เคยพา Mercedes-Benz 300 SL บุกตลาดอเมริกาจนสำเร็จมาแล้ว และในวันนั้นเขาก็เป็นคนผลักดันอย่างหนักว่ารถยนต์ Porsche จำเป็นต้องมีตราสัญลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ทันทีที่มองเห็น แรงกระตุ้นจาก Hoffman ทำให้ Ferry Porsche


