Survival
SKILLS EVERY MAN SHOULD KNOW
  • Survival

    กินกาแฟจนตาค้างก็ยอม ถ้าผอมเพรียว! งานวิจัยชี้ว่า “ดื่มกาแฟดำวันละ 3 แก้ว ช่วยลดน้ำหนักได้ดี”

    By: G-NEAK August 21, 2019

    เบื่อไหมครับ? กับการลดน้ำหนักที่ตรากตรำทำมาตลอดหลายเดือน ทั้งคุมอาหาร ออกกำลังกาย หรือยกเหล็กจนแขนแทบหัก แต่ดูท่าความพยายามจะไร้ผล เพราะผู้ชายพุงพลุ้ยหลายคนเริ่มท้อแท้และสิ้นหวัง จนเผลอคิดเตลิดไปว่า “ถ้าลดน้ำหนักมันยากนัก กูยอมอ้วนต่อไปก็ได้วะ” แต่อย่าเพิ่งหมดศรัทธาไปครับหนุ่ม ๆ เพราะวันนี้ UNLOCKMEN เอาเคล็ดลับการลดน้ำหนักง่าย ๆ มาฝากเหล่าสุภาพบุรุษทุกคน เพียงแค่ดื่มกาแฟดำวันละ 3 แก้ว ก็ช่วยเผาผลาญแคลอรี่และเป็นผู้ชายที่หุ่นดีได้ไม่ยากเลย! วิวัฒนาการของความเชื่อเรื่องกาแฟ มีข้อถกเถียงมากมายเกี่ยวกับประโยชน์และโทษของกาแฟ แล้วเหล่าผู้เชี่ยวชาญก็ยังคงต่อล้อต่อเถียงเชิงทฤษฎีกันมาอย่างต่อเนื่อง แม้ในยุค 70s และ 80s จะมีนักวิทยาศาสตร์หลายคนเชื่อว่ากาแฟเป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาด้านสุขภาพ แต่นั่นคือก่อนที่งานวิจัยจะหยั่งลึกลงไปถึงข้อมูลเกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระที่ซ่อนอยู่ในเมล็ดกาแฟ สารต้านอนุมูลอิสระเป็นสารประกอบที่ช่วยป้องกันและชะลอความเสียหายของเซลล์ ซึ่งหลากหลายงานวิจัยยืนยันแล้วว่ากาแฟไม่ได้แค่ป้องกันโรค หากยังเพิ่มความสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ปรับปรุงหน่วยความจำ เพิ่มพละกำลังในการออกกำลังกาย หรือแม้แต่ช่วยให้หนุ่มพุงพลุ้ยลดน้ำหนักได้ในฐานะอาหารไดเอต ดื่มกาแฟช่วยลดความอ้วนได้จริงเหรอ? ศาสตราจารย์ Bob Arnot อายุรแพทย์ชื่อดังเจ้าของหนังสือ The Coffee Lover’s Diet เผยว่าการดื่มกาแฟดำ 3 แก้วต่อวัน โดยปราศจากครีม น้ำตาล และนม นอกจากจะช่วยป้องกันโรคแล้ว ยังทำให้คุณเผาผลาญไขมันได้ดีอีกด้วย เพราะปริมาณคาเฟอีน 400

    อ่านต่อ
  • Survival

    5 ทักษะที่คุณจำเป็นต้องมีติดตัวไว้ ในยุควิกฤตที่ AI แย่งงานมนุษย์

    By: LIT March 15, 2019

    โลกในทุกวันนี้ เรียกได้ว่าเป็น “New Normal” หรือโลกที่มีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลาจนสิ่งเหล่านั้นกลายเป็น บรรทัดฐานหรือธรรมชาติของสังคมไปโดยปริยาย เราปฏิเสธไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากการคืบคลานของ “เทคโนโลยี” ที่เข้ามามีบทบาทและสร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จะเห็นได้ว่าหลายองค์กรพยายามเร่งพัฒนาให้สามารถก้าวข้าม Disruption ที่เกิดขึ้นและพร้อมจะสร้างความรุนแรงได้ทุกเมื่อ ในส่วนพนักงานเอง ในฐานะทรัพยากรมนุษย์อันมีค่าก็ต้องยิ่งเร่งขวนขวายและพัฒนาทักษะสู้วิกฤติพร้อมรับกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เพื่อให้พร้อมตอบรับ ความต้องการของสังคมในอนาคต ท่ามกลางการเติบโตของเทคโนโลยีอย่าง “เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์” หรือ AI ที่เป็นเหมือนคลื่นสึนามิลูกยักษ์ที่พร้อมซัดทุกตลาดแรงงานอย่างต่อเนื่อง จนผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกคาดว่าหลายอาชีพในปัจจุบันกว่า 73 ล้านอาชีพกำลังจะหายไปภายในปี ค.ศ. 2030 ตัวเลขที่สูงจนน่าตกใจนี้กระตุ้นให้พนักงานหลายคนในหลากหลายองค์กรเริ่มตระหนักถึงหายนะที่กำลังเตรียมเลื่อยขาเก้าอี้แบบฉับเดียวขาด และเร่งพัฒนาตนเองอย่างเต็มกำลัง แนวโน้มเรื่องความกังวลว่าหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์จะ “แย่ง” งานมนุษย์ดูเหมือนจะเป็นประเด็นที่ใคร ๆ ต่าง พากันพูดถึงในช่วงเวลานี้ แต่ในขณะเดียวกัน ยังมีการโต้ตอบจากนักวิชาการบางกลุ่มเรื่องหุ่นยนต์จะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ โดยได้ยกสถิติของการปฏิวัติอุตสาหกรรม ในยุคที่นำเครื่องจักรมาทดแทนแรงงานคนในปี ค.ศ. 1900 ว่า 40% ของแรงงานในประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ในภาคเกษตรกรรม แม้ทุกวันนี้เหลือคนในภาคเกษตรกรรมเพียง 2% แต่ประเด็นสำคัญคือแรงงานหรือบุคลากรในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ได้ตกงาน แต่ได้ทำงานที่มีคุณค่าสูงขึ้นด้านควบคุมเครื่องจักร รวมถึงมีงานใหม่ๆ เกิดขึ้นตามความก้าวหน้าของโลกอุตสาหกรรมครั้งนั้น ซึ่งสอดคล้องกับผลการศึกษาล่าสุดว่า “การเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีได้สร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่มากกว่าตำแหน่งงานที่ถูกทำลายหายไป

    อ่านต่อ