Porsche Cayman generation 987 คือหนึ่งใน Porsche ยุคท้าย ๆ ที่คนเล่นรถจำนวนมากยกให้เป็นจุดพีกของ analog Porsche experience เพราะมันยังขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกมากกว่าระบบช่วยขับที่เข้ามาแทรกทุกอย่างแบบรถรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ layout แบบ mid-engine และพวงมาลัย hydraulic steering ที่ยังถ่ายทอด feedback จากล้อหน้ากลับมาถึงมือคนขับอย่างชัดเจน ต่างจากยุค 981 ที่เริ่มเปลี่ยนไปใช้ electric steering rack และมีบุคลิกที่ผ่านการกรองมากขึ้น ในจักรวาลของ 987 ทั้งหมด ตัวที่เรามองว่าน่าเล่นที่สุดยังคงเป็น Cayman S เพราะมันคือจุดลงตัวที่สุดระหว่างราคา สมรรถนะ และ character ของรถ ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหาและ connection ถึงจริง แน่นอนว่า Boxster Spyder กับ Cayman R คือรุ่นที่น่าสะสมกว่าในเชิง rarity แต่เมื่อราคาขยับไปไกลเกิน 4 ล้านบาท
ในโลกที่ Submariner กลายเป็นนาฬิกาหรูสำหรับนักสะสม ใครจะรู้ว่ายุคหนึ่ง Rolex Submariner ถูกสร้างขึ้นเพื่อใส่ใน ‘สงคราม’ สำหรับปฏิบัติการใต้น้ำของทหารอังกฤษจริง ๆ นั่นคือ Rolex Submariner 5513 “MilSub” อีกหนึ่งสุดยอดแห่งความแรร์สำหรับนักสะสมตัวจริง ในช่วงปี 1957 ถึงปลายยุค ‘70s รัฐบาลอังกฤษ โดย Ministry of Defence (MOD) ต้องการนาฬิกาดำน้ำคุณภาพสูงสำหรับหน่วยรบพิเศษ Royal Navy จึงสั่งให้ Rolex ผลิต Submariner ที่ผ่านการดัดแปลงเฉพาะกิจขึ้นมา นาฬิกาเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ขาย ไม่เคยอยู่ในแค็ตตาล็อกทั่วไป มันถูกส่งตรงจาก Rolex ไปยัง MOD เท่านั้น โดยมีทั้งหมด 4 รุ่น แต่ที่โด่งดังที่สุดก็คือ Ref. 5513 เรือนนี้ และตามเอกสารยังระบุว่าเป็น standard equipment สำหรับทหารเรืออีกด้วย FUNCTION BEFORE FORM
หากคุณคิดว่า Koenigsegg CC850 คือที่สุดแห่งความบ้าคลั่งแล้ว เตรียมตัวทำความรู้จักกับอสูรกายลำใหม่ล่าสุดที่จะทำให้สมองคุณรวนยิ่งกว่าเดิม นี่คือ Koenigsegg CCGT1 ไฮเปอร์คาร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคารวะตำนานรถแข่งแกรนด์ทัวริงอย่าง CCGT รถแข่งตัวแรงแห่งยุค GT1 ที่โชคร้ายไม่เคยได้ลงสนามจริงแม้แต่ครั้งเดียวเนื่องจากการเปลี่ยนกฎของ FIA แต่วันนี้จิตวิญญาณแห่งสนามแข่งได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างของรถถนนที่ทรงพลังกว่ารถบ้านทั่วไปถึงสิบเท่า แถมยังพกความดุเดือดระดับ 1,600 แรงม้ามาให้เหยียบกันมิดไมล์ แม้พื้นฐานของ CCGT1 จะถูกต่อยอดมาจากรุ่น CC850 แต่บอดี้พาร์ทแทบทุกชิ้นถูกออกแบบใหม่หมดจดด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ จะมีก็แค่ประตูและหลังคาแบบถอดได้เท่านั้นที่ใช้ร่วมกัน ไฮไลต์เด่นที่สะกดทุกสายตาคือวัสดุตัวถังแบบใหม่ที่เรียกว่า Ghost Fibre หรือคาร์บอนไฟเบอร์สีขาวที่เคยสร้างชื่อในรุ่น Trevita เมื่อปี 2009 ซึ่งไม่เพียงแค่มอบความสวยงามดุดัน แต่ยังช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแกร่ง และซับเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี รูปลักษณ์ภายนอกถูกอัปเกรดอากาศพลศาสตร์ขั้นสุดด้วยสปลิตเตอร์หน้าขนาดใหญ่ ช่องดักอากาศบนหลังคาสำหรับระบายความร้อน และปีกหลังขนาดยักษ์ที่ปรับองศาได้ถึง 30 องศา ทำงานร่วมกับระบบ Active Aero ใต้ท้องรถ สร้างแรงกด Downforce ได้มหาศาลถึง 800 กิโลกรัมที่ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเปิดฝาครอบเครื่องยนต์ คุณจะพบกับขุมพลังสุดจัดจ้าน เครื่องยนต์ V8
ช่วงนี้กระแส Racket Sports กำลังมาแรง และถ้าคุณกำลังมองหาพิกัดใหม่สำหรับไปเรียกเหงื่อแบบคูลๆ The Lobb Club ในซอยสาธุประดิษฐ์ คือสเปซที่ตอบโจทย์ตั้งแต่สายสปอร์ตฮาร์ดคอร์ไปจนถึงสายไลฟ์สไตล์ที่อยากหาทำกิจกรรมใหม่ๆ ในวันหยุด ด้วยดีไซน์สนามที่ค่อนข้างใหม่ สวยงามทันสมัย และการจัดการพื้นที่ที่ลงตัว จัดเต็มทั้งคอร์ทเทนนิสและระบบ Machine ที่นี่มีคอร์ทเทนนิสมาตรฐานให้หวดกันแบบเต็มกำลัง แต่ความเจ๋งที่ทำให้หลายคนถูกใจคือ โซน Machine ที่ออกแบบมาสำหรับคนที่อยากซ้อมมือ หรือในวันที่เพื่อนเทก็สามารถมาเช่าคอร์ทตีโต้กับเครื่องยิงลูกเทนนิสคนเดียวได้แบบเพลินๆ ไม่ต้องง้อใคร ส่วนตัวเพิ่งได้ไปลองเล่น พิคเคิลบอล (Pickleball) ที่นี่มาแล้วรู้สึกประทับใจมาก กีฬานี้เป็นการผสมผสานความสนุกของเทนนิสและปิงปองเข้าด้วยกัน ข้อดีคือมันไม่ได้อาศัยพละกำลังหรือทักษะที่ยากเท่าเทนนิส ทำให้มือใหม่เล่นได้ง่ายกว่าเยอะ ฟีลลิ่งตอนตีโต้ไปมาสนุกเหมือนกำลังเล่นปิงปองบนคอร์ทใหญ่ ได้ขยับตัววิ่งตลอดเวลา ถือเป็นการคาร์ดิโอออกกำลังกายที่เรียกเหงื่อได้สะใจสุดๆ มาแต่ตัวก็ลุยได้ ใครอยากมาลองเล่นแต่ยังไม่อยากลงทุนซื้อไม้ ที่คลับมีบริการ ให้เช่าอุปกรณ์แบบครบวงจร ทั้งไม้และลูก นอกจากนี้ระบบการจัดการยังทันสมัยด้วยระบบจองออนไลน์ ที่คุณสามารถเข้าไปเลือกเช็กเวลาว่างและกดล็อกคิวสนามล่วงหน้าได้ด้วยตัวเอง จัดการตารางชีวิตได้ง่ายมากๆ สิ่งที่ทำให้ The Lobb Club แตกต่างจากสนามกีฬาทั่วไป คือโซนคลับเฮาส์ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่แฮงเอาต์อย่างแท้จริง ระหว่างรอเพื่อนตี หรือหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากคอร์ท คุณสามารถมานั่งชิลล์ในคลับที่มีให้บริการตั้งแต่ อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงไวน์ ให้ได้จิบผ่อนคลาย เรียกว่าเป็นคอมมูนิตี้ที่บาลานซ์ทั้งเรื่องสุขภาพและไลฟ์สไตล์การเข้าสังคมไว้ในที่เดียวได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อศิลปะแห่งการเดินทางระดับไฮเอนด์จากฝรั่งเศสมาบรรจบกับความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมคลาสสิก นี่คือโปรเจกต์ “Ultra-luxe” ที่ทำให้ผู้ชายสายสปอร์ตคาร์ต้องหยุดมอง เพราะนี่คือการคอลแลปส์ครั้งสำคัญระหว่าง Singer สำนักเรสโตมอดระดับโลก และแบรนด์ลักชูรีอันดับต้นๆ อย่าง Louis Vuitton ที่ร่วมกันรังสรรค์สุดยอดรถยนต์แบบ One-off ถึงสองคัน ได้แก่ Porsche 911 Reimagined by Singer – Classic และ Classic Turbo Cabriolet งานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของแฟชั่นฉาบฉวย แต่สเปกและดีเทลของตัวรถนั้นถูกจัดเต็มในทุกอณู จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เริ่มจากการวาดแบบโครงรถ แต่เริ่มจาก “นาฬิกา” ทาง Louis Vuitton โดยแผนก La Fabrique du Temps ได้สร้างสรรค์นาฬิกาหน้าปัดแบบกลไกที่สามารถถอดออกได้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น Tambour อันโด่งดังของแบรนด์ ก่อนที่ความหลงใหลในรายละเอียดจะบานปลายกลายเป็นการต่อยอดคัสตอมรถทั้งคันแบบหมดจด ทั้งงานหนังชั้นครูและกลไกเรือนไมล์ที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด สำหรับคันแรก Porsche 911 Reimagined by Singer – Classic มาในบอดี้พาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา โดดเด่นด้วยโทนสี
TLR บริษัทคัสตอมรถจากเนเธอร์แลนด์ สร้าง Land Rover Defender ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ได้สำเร็จ มองเผินๆ นี่อาจจะดูเหมือนโปรเจกต์ Restomod ทั่วไป แต่บอกเลยว่าภายใต้เรือนร่างสุดคลาสสิกนี้ มีความลับซ่อนอยู่มากกว่าที่คุณคิด ปกติแล้วลูกค้าร้อยละ 75 ของ The Landrovers มักจะเลือกเส้นทางสายคลาสสิกด้วยการวางเครื่องยนต์ V8 จาก Corvette ไม่ว่าจะเป็นรหัส LS3 พละกำลัง 450 แรงม้า หรือ LT4 ระดับ 650 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ แต่สำหรับลูกค้ากระเป๋าหนักพอและต้องการความต่างขั้นสุด มีทางเลือกที่สุดตารางกว่า นั่นคือ The Landrovers Panterra โปรเจกต์ Electromod เวอร์ชันขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% The Landrovers Panterra ใช้เวลาปลุกปั้นโปรเจกต์นี้มาถึง 7 ปีเต็ม เพื่อออกแบบชิ้นส่วนแทบทุกชิ้นภายใต้เรือนร่างเดิมของ Defender ใหม่ทั้งหมด มีการทำจุดยึดใหม่สำหรับระบบช่วงล่างอิสระเต็มรูปแบบ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรองรับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ (In-wheel
BMW เดินหน้าขยายไลน์อัปให้กับ X5 เจเนอเรชันใหม่ (G65) อย่างรวดเร็ว เปิดตัวพร้อมกัน 5 ทางเลือก มีครบไลน์ทั้ง Gasoline (mild-hybrid), Diesel, Plug-in hybrid (PHEV), Pure Battery Electric (iX5), และ Hydrogen Fuel Cell สำหรับรุ่นรหัสสมรรถนะสูงสไตล์ M Performance อย่าง ‘X5 M60e’ ซึ่งโมเดลใหม่นี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือการบอกลาเครื่องยนต์ V8 จากรุ่น M60i เดิม แล้วหันมาคบหาขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดแบบ 6 สูบเรียงบล็อกเล็กลงแทน แม้ขนาดเครื่องยนต์จะเล็กลง แต่พละกำลังกลับสวนทาง ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดชุดนี้ถูกยกมาจากซีดานเรือธงอย่าง M760e ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบเรียง เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า รีดกำลังรวมสูงสุดได้ถึง 603 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาล 800 นิวตันเมตร ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าเหนือกว่า
ก่อนจะกลายเป็นไอคอน BMW M3 ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นรถสปอร์ตหรู และไม่ได้เริ่มต้นชีวิตจากความต้องการขายรถให้คนทั่วไปด้วยซ้ำ M3 รุ่นแรกเกิดจากเงื่อนไขของสนามแข่ง เป็นรถถนนที่ BMW Motorsport ต้องสร้างขึ้นเพื่อให้รถแข่งมีสิทธิ์ลงสนาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นใหญ่กว่า homologation requirement มาก เพราะตลอด 40 ปีที่ผ่านมา M3 ค่อย ๆ เปลี่ยนจากรถที่เกิดเพื่อการแข่งขัน สู่รถที่กลายเป็น benchmark ของคำว่า performance car สำหรับชีวิตจริง หกรุ่น หกบุคลิก หนึ่งชื่อที่ยังมีแรงดึงดูดเหมือนเดิม นี่คือ Six Generations of The M3 Effect E30 – THE ORIGIN E30 คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ M3 ไม่ใช่แค่ 3 Series ที่แรงขึ้น แต่คือรถที่ถูกสร้างจาก DNA ของรถแข่งในฐานะ homologation model สำหรับ
รถที่ไม่ได้รู้จักครั้งแรกจากโชว์รูม เรารู้จักมันจากหน้าจอ BMW M3 GTR ลาย silver-blue จาก Need for Speed: Most Wanted อาจเป็น BMW M คันแรกที่พวกเราเคยขับ ทั้งที่ไม่เคยแตะพวงมาลัยจริง ไม่เคยได้ยินเสียงเครื่องจริง และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารถคันนี้มีความพิเศษแค่ไหน นี่คือเสน่ห์ของ car culture ยุคเกมคอนโซลที่ทำให้คนจำนวนมากได้มี memory เดียวกันและฝังอยู่ในใจตั้งแต่ยังไม่รู้ว่า BMW M คืออะไร Need for Speed: Most Wanted ไม่ใช่เกมที่ต้องอธิบายเยอะสำหรับคนที่โตมากับยุค 2000s โดยเฉพาะ M3 GTR ที่ไม่ได้เป็นแค่รถอีกคันใน garage ของเกม แต่มันคือของที่เราถูกพรากไปตั้งแต่ต้น คือภาพจำของการกลับมาเอาคืน และคือสัญลักษณ์ของการไต่กลับขึ้นไปบนจุดสูงสุด ความทรงจำนี้ไม่ได้อยู่แค่ในหัวของคนเล่นเกมอย่างเดียว BMW M เองก็ยอมรับสถานะทางวัฒนธรรมของรถคันนี้อย่างเป็นทางการ ในปี 2024 BMW M Motorsport นำ
บางความสัมพันธ์ไม่ได้จบเพราะทะเลาะกัน ไม่ได้มีใครหักหลังใคร และไม่ได้มีฉากสุดท้ายชัดเจนเหมือนในหนัง มันแค่ค่อย ๆ เงียบลง จากคนที่เคยคุยกันทุกวัน กลายเป็นคนที่กด like ให้กัน จากคนที่เคยรู้ทุกเรื่องในชีวิต กลายเป็นชื่อหนึ่งที่โผล่ผ่าน story แล้วเราก็ปล่อยผ่านไป ความเศร้าคือ หลายครั้งเราไม่ได้ไม่คิดถึงเขา เราแค่ไม่กล้าทักไปก่อน กลัวว่าเขาจะไม่อยากคุย กลัวว่าชวนแล้วเขาจะไม่ว่าง กลัวว่าถ้าเขาตอบสั้น ๆ มันจะยืนยันสิ่งที่เรากลัวอยู่แล้วว่า “กูไม่ได้สำคัญขนาดนั้น” สุดท้ายเราเลยเลือกความเงียบเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ทัก ไม่ชวน ไม่เริ่ม แล้วหวังลึก ๆ ว่าถ้าเราเป็นคนสำคัญจริง เดี๋ยวเขาคงเป็นฝ่ายกลับมาเอง แต่นี่คือความจริงของชีวิตผู้ใหญ่ หลายคนไม่ได้หายไปเพราะเขาไม่รักเรา เขาแค่ไม่รู้ว่าเรายังอยากให้เขาอยู่ในชีวิต ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้ใกล้กับ rejection sensitivity หรือความไวต่อการถูกปฏิเสธ คนที่มี pattern แบบนี้มักตีความสัญญาณเล็ก ๆ ในความสัมพันธ์ไปในทางลบ เพื่อนตอบช้าแปลว่าเขาไม่อยากคุย เพื่อนไม่ชวนแปลว่าเขาไม่คิดถึง เพื่อนยุ่งแปลว่าเราไม่ใช่ priority ทั้งที่อีกฝ่ายอาจแค่เหนื่อย งานพัง มีเรื่องครอบครัว หรือกำลังเอาตัวเองให้รอดเหมือนกัน ปัญหาคือสมองที่กลัว rejection มักรีบป้องกันตัวเองก่อน
ในโลกที่เต็มไปด้วยแรงกระตุ้น สิ่งเร้ารอบด้านที่คอยปั่นให้อารมณ์ขึ้นจนอยากตอบโต้ฟาดกลับให้สะใจ ไม่ว่าจะบน Social Media บนถนน หรือจากคนรอบตัว การตอบโต้กลับทันที กลายเป็นพฤติกรรมที่ถูกสังคมหล่อหลอมขึ้นมาจนเราลืมการควบคุมตัวเอง ทุกคนถูกฝึกให้อารมณ์ขึ้นง่าย ตอบโต้ไวแบบไม่มีใครยอมเสียเวลา ราวกับว่าการตอบโต้ก่อนคือผู้ชนะ แต่ยิ่งเราเร่งตอบโต้มากเท่าไร ก็ยิ่งเปิดช่องให้อารมณ์ชั่ววูบเข้ามาควบคุมสมองมากขึ้นเท่านั้น ทำให้เราอยากแนะนำทักษะที่ไม่มีใครพูดถึงกันเลย แต่จำเป็นสุด ๆ ในยุคนี้ นั่นคือ “ศิลปะของการไม่ตอบโต้ทันที” — The Art of Not Reacting ไม่ใช่เพราะเราอยากสอนให้ทุกคนเป็นพระ หรือให้กลืนเก็บกดความรู้สึกจนไม่เหลือความเป็นตัวเอง แต่เพราะการตอบโต้แบบไร้สติ อาจเป็นเหมือนการโยนระเบิดใส่ชีวิตตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะมีหลายเคสที่การตอบสนองทันทีแบบไร้สติ กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว สร้างปัญหาชีวิตให้ลุกลามใหญ่โตโดยไม่จำเป็น ทำไมเราตอบโต้เร็วเกินไป? ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ สมองส่วน Amygdala กลไกเอาตัวรอดของมนุษย์ มันถูกออกแบบมาเพื่อสั่งให้เราหนีเมื่อเจอเสือ ตอบโต้เมื่อถูกคุกคาม หรือที่เราเรียกมันว่า Fight or Flight Response แต่ปัญหาคือ ยุคนี้เราไม่ได้ถูกไล่ล่าโดยสัตว์ป่าอีกต่อไป ทุกวันนี้สิ่งที่กระตุ้น Amygdala ของเรากลับกลายเป็น คอมเมนต์แดกดันในโซเชียล เสียงแตรเสียงด่าจากรถคันข้าง ๆ ข้อความแซะจากคนในออฟฟิศ หรือคำพูดประชดในวงสนทนา
“ถ้าเราหายไป ทุกคนคงสบายขึ้น” “แค่ตัวเราอยู่ตรงนี้ ก็ทำให้คนรอบข้างไม่มีความสุข” นี่คือความรู้สึกขมขื่นและทุกข์ทรมาน ที่คนคิดแบบนี้มักจะไม่ปรึกษาใคร ด้วยอาการที่ทำให้รู้สึกว่า เราคือภาระของคนอื่น ทุกอย่างคงจะดีอยู่แล้ว ถ้าไม่มีเราอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกแบบนี้เรียกว่า Perceived Burdensomeness Perceived Burdensomeness หนึ่งในทฤษฎีที่อธิบายโดย Thomas Joiner นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน บอกว่ามันคือความเชื่อฝังลึกว่าเราเป็นคนที่ทำให้ชีวิตคนอื่นแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คนรัก เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน มันไม่ใช่แค่ความคิดเล่น ๆ ว่า “ต้องให้เพื่อนเลี้ยงข้าวอีกแล้ว” แต่มันคือภาวะซึมเศร้าที่ฝังลึกในสมอง ที่สำคัญคือ “ต่อให้คนอื่นจะไม่คิดแบบนั้น เราก็จะเชื่อว่ามันจริงอยู่ดี มันจึงสร้างความเจ็บปวดให้เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยที่ไม่สามารถปรึกษาใครได้ เพราะกลัวจะไปสร้างปัญหาให้คนอื่น สาเหตุที่บางคนมีความคิดแบบนี้มักจะมาจาก 3 ปัจจัยหลักครับ Internalized Shame : การโตมาโดยถูกบอกว่าเป็นตัวปัญหา ทำอะไรก็ผิด รู้สึกผิดที่ตัวเอง “เป็นตัวเอง” พอเจอคนใหม่ๆ ก็กลัวจะเป็นภาระอีก เลยเลือกหายหรือตัดความสัมพันธ์ไปก่อนจะถูกเกลียด Past Trauma หรือ Toxic Relationship : เคยอยู่ในความสัมพันธ์ที่โดนอีกฝ่ายตราหน้าว่า
“เหมือนเปิดแท็บ browser ไว้ 40 อัน แล้วลืมว่ากำลังทำอะไรไว้แต่ละแท็บ…” – ถ้าประโยคนี้โดนใจคุณ… มีโอกาสสูงว่าคุณอาจมีสิ่งที่เรียกว่า Attention Deficit Hyperactivity Disorder อยู่ในตัว และมันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คนชอบเข้าใจผิด คนที่มี ADHD ส่วนใหญ่มักจะเจอปัญหาเช่น “โฟกัสไม่ได้” ไม่ใช่เพราะไม่ตั้งใจ แต่เพราะสมองรับสิ่งเร้าเยอะเกินไป และ “ความคิดล้น” สมองทำงานพร้อมกันหลาย tasks พร้อมคิดเรื่องอนาคต คิดย้อนอดีตโผล่ขึ้นมาอีก ซึ่งการที่สมองของเราทำงานหลายหน้าที่พร้อมกันมากกว่าคนอื่น ส่งผลให้เราเหนื่อยแบบไม่รู้ตัว เพราะแค่จะนั่งนิ่งๆ ทำงาน ก็ต้องฝ่าความฟุ้งในหัวให้ได้ก่อน ADHD ในหมู่คนทำงาน โดยเฉพาะคนทำอาชีพสายสร้างสรรค์ นักการตลาด เจ้าของธุรกิจ ฟรีแลนซ์ มักไม่ได้แสดงออกแบบ “อยู่ไม่สุข” เหมือนในเด็ก แต่จะกลายเป็น “ความคิดวุ่นวายระดับลึก” ที่จัดการยากกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ เริ่มเร็ว เบื่อง่าย เสพติดไอเดียใหม่ : ตื่นเต้นกับการเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ๆ แต่พอผ่านไปไม่กี่วัน ความน่าเบื่อมาเยือน ก็อยากจะเริ่มอย่างอื่นต่อ โฟกัสหลุดง่าย ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะสมองไวเกินไป
เราถูกสอนให้เชื่อว่า ความสุขคือสิ่งที่ต้องวิ่งตามให้ทัน เราถูกหล่อหลอมด้วยภาพจำว่า ถ้าเรียนจบ ได้งานดี มีเงินเดือนดี ซื้อบ้าน ซื้อรถ มีแฟนดี ๆ เดี๋ยวเราก็จะมีความสุขเอง “ถ้าได้สิ่งนั้น ฉันจะมีความสุข” แต่พอได้ทุกอย่างแล้ว ทำไมมันยังรู้สึกว่างเปล่าอยู่ลึก ๆ เหมือนเราทุ่มทั้งชีวิตวิ่งไปข้างหน้าเพื่อไปเจออะไรบางอย่าง แล้วกลับพบว่า มันไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย เหมือนพยายามจะเติมถังน้ำที่มีรูรั่วอยู่ข้างล่าง นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Hedonic Treadmill มันคือวงจรที่เราจะตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ ๆ แค่ช่วงแรก แล้วความรู้สึกพิเศษนั้นจะหายไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็น “เรื่องปกติ” ภายในเวลาไม่นาน แล้วก็เริ่มวิ่งหาเป้าหมายใหม่อีกครั้ง ไม่มีวันพอใจในความสุขที่มีอยู่ในครอบครอง แต่ทำไมบางคนกลับมีความสุขได้ง่าย ๆ กับเรื่องเดิม ๆ ทำไมความสุขถึงแตกต่างกันในแต่ละคน? สาเหตุเพราะ ทุกคนมี “จุดสมดุลของความสุข” ของตัวเอง ซึ่งถูกกำหนดจากพันธุกรรม บุคลิก และประสบการณ์ชีวิต แต่ข่าวดีคือ เราสามารถ “รีเซ็ตลู่วิ่งของความสุข” ได้ ไม่ใช่ด้วยการหาของใหม่มาเติม แต่ด้วยการหันกลับมาเข้าใจความสุขแบบลึกซึ้งมากขึ้น งานวิจัยพบว่ามีวิธีที่ช่วยให้เราเข้าถึงความสุขได้ง่ายขึ้น การฝึกขอบคุณในสิ่งที่เรามีด้วยความตั้งใจทุกวัน การเขียน gratitude journal
เพราะมนุษย์เกิดมาเพื่อมีชีวิตร่วมกันเป็นสังคม ไม่แปลกที่หลายครั้งเราเห็นการใช้ชีวิตของคนอื่น แล้วอดย้อนมามองดูตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะการทำงานที่ทำร่วมกันเป็นทีม แผนก หรือองค์กร ที่เราจะได้เห็นผลงาน เห็นความคืบหน้าของเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ ยิ่งช่วงหลัง Covid-19 และในสภาพเศรษฐกิจที่มีแต่ข่าวร้ายทุกวัน หลายคนต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อเข็นโปรเจกต์ออกมาขาย เพื่อทลายขีดจำกัดการทำงานเดิม ๆ เราจึงยิ่งได้เห็นคนทำงานไปไกลกว่าศักยภาพเดิม ๆ ของพวกเขาอยู่ตลอด แต่ยิ่งเป็นแบบนั้น หลายคนก็ยิ่งหดหู่ เพราะในขณะที่เราเห็นผลงานใครต่อใครก้าวไปข้างหน้า แต่ทำไมเรายังดูเหมือนว่าไม่ได้ขยับไปไหน? แล้วในวันที่เราเหมือนย่ำอยู่กับที่ แต่ทุกคนกำลังไปได้ดี เราจะต้องทำอย่างไร? หยุดเปรียบเทียบอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องมาวิเคราะห์ดูว่าเกิดอะไรขึ้น และเราทำอะไรได้บ้าง? “วิเคราะห์และประเมิน” เพราะสิ่งที่รู้สึก อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง กุญแจสำคัญของการก้าวข้ามการเปรียบเทียบ (และรู้สึกน้อยอกน้อยใจ) ไปได้ ไม่ใช่แค่การอยู่ ๆ ก็บอกตัวเองว่า เฮ้ย เราแย่ เราทำงานน้อย เราทำงานไม่ดี แล้วก็ตะบี้ตะบันโหมงานหนัก หรือทำตามคนอื่น ๆ เพื่อให้ทันเขา แต่เป็นการที่เราต้องรู้จักวิเคราะห์และประเมินสิ่งที่เรากำลังทำ ถ้าเรารู้สึกว่า โห คนรอบตัวเรา ทุกคนทำมากกว่าเราทั้งนั้น นั่นอาจเป็นสิ่งที่เรารู้สึกแต่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเสมอไป เพราะมันไม่ได้มีมาตรวัดการทำงานที่ใช้วัดกับทุกคนได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือเราสามารถประเมินและวิเคราะห์วิธีทำงานของตัวเราเองได้ ลองนึกภาพตัวเราเองนั่งอยู่ในห้องประชุมที่กำลังระดมไอเดียใหม่อย่างดุเดือด กระบวนการนี้กินเวลาทั้งวัน แต่ในช่วงเช้าระหว่างที่เรากำลังนั่งเงียบฟังอยู่นั้น
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสโซเชียลที่เชี่ยวกรากไปด้วยไวรัลต่าง ๆ ซึ่งผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาจับจองพื้นที่หัวข้อสนทนาของพวกเราในแต่ละมื้อแต่ละเดย์แบบไม่ให้ได้ว่างเว้น เราเชื่อว่าหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้นต้องมี Bar B GON ‘Oh My GON’ Collection เซ็ตฟิกเกอร์จี๊ดใจจาก Bar B Q Plaza ปักหมุดอยู่ในพื้นที่ความสนใจของใครหลายคนอย่างแน่นอน ยืนยันการคาดคะเนนี้ได้จากกระแสตอบรับเข้าขั้นถล่มทลาย เลื่อนฟีดไปไหนเป็นต้องเจอ ‘คนอวดของ’ โชว์ภาพฟิกเกอร์ Bar B GON ที่ตามล่ามาได้ด้วยความอุตสาหะ หลายคนถึงกับต้องโดดงานไปจัดเซ็ตอาหาร Oh My Pork! และ Oh My Beef! เพื่อให้ได้ครอบครองฟิกเกอร์พี่ก้อนก่อนที่ของจะหมดเกลี้ยงสาขา วันนี้เราจึงอยากจะขอล้วงลึกเบื้องหลังความปังของแคมเปญนี้ จากปากของ ‘รัฐ ตระกูลไทย’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ด้านการตลาดของ Bar B Q Plaza ที่เคยปลุกปั้นโปรเจกต์เจ๋ง ๆ มาแล้วมากมายตลอด 10 ปี ที่ร่วมงานกับ บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กับความสงสัยที่ว่า
ประสบการณ์ที่เลวร้ายมักทำให้หลายคนเกิดอาการคิดมากจนเกินไปอยู่เสมอ เช่น บางคนไม่กล้าเปลี่ยนงานใหม่ เพราะกลัวว่าตัวเองจะหางานไม่ได้ หรือ ไม่เจองานที่ดีกว่า หรือ บางคนอาจเครียดเรื่องการเรียน เพราะกลัวว่าผลการศึกษาที่ไม่ดีจะทำให้ตัวเองกลายเป็นแรงงานที่ไร้คุณค่า เป็นต้น เรามักเรียกความกังวลที่เกิดขึ้นว่าเป็น Catastrophizing และถ้าเราไม่รู้จักวิธีการป้องกัน อาจทำให้เราเสียสุขภาพจิตได้ ความหมายของ Catastrophizing Catastrophizing คือ การจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่เลวร้าย และเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างแน่นอน โดยคนที่มีอาการนี้มักมองโลกในแง่ลบ และมองเห็นปัญหาที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่นั่นหนักหนาสาหัสเกินความเป็นจริง จนพวกเขารู้สึกสิ้นหวังและตกอยู่ในความเครียดตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพวกเขากังวลกับการสอบตก พวกเขาจะคิดว่า การสอบตกทำให้ตัวเองกลายเป็นนักศึกษาที่ไม่ดี เรียนไม่จบ หรือ ไม่ได้รับใบปริญญา และไม่มีใครรับเข้าทำงาน สุดท้ายพวกเขาจึงด่วนสรุปไปเองว่า การสอบตกจะทำให้พวกเขาไม่มีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งในเป็นความจริง คนที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากก็เรียนหนังสือไม่จบ หรือ เคยสอบตกมาก่อน แต่คนที่ Catastrophizing มักไม่คิดถึงเรื่องนี้ และหมกหมุ่นกับความคิดอันเลวร้ายของตัวเองเป็นตุเป็นตะ จนได้รับความเสียหายทางจิตใจอย่างแสนสาหัส ยังไม่มีใครตอบได้ว่า Catastrophizing เกิดขึ้นได้อะไร แต่หลายคนคาดว่ามันเกิดขึ้นได้หลากสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ได้รับข้อความที่มีความหมายกำกวมจนเราเกิดอาการคิดไปไกล เราให้ความสำคัญกับอะไรมากเกินไปจนคิดมาก หรือ เรากลัวอะไรบางอย่างมาเกินไป จนเรายิ่งคิดถึงผลลัพธ์แย่ ๆ ที่จะได้รับจากมัน
เวลาทำงานเราจำเป็นต้องพูดคุยกับใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน บอส หรือ ลูกค้า ทักษะในการสื่อสารที่ดีจึงสำคัญต่อการทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างมาก เพราะถ้าเราคุยกับคนอื่นได้ไม่ดี เราอาจสูญเสียความน่าเชื่อถือและประสบกับความล้มเหลวในการทำงานได้ UNLOCKMEN เลยอยากจะแนะนำ 5 ประโยคที่ไม่ควรพูดในที่ทำงาน โดยหวังว่ามันจะทำให้ทุกคนมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น “เราทำแบบนี้มาตลอด” แม้คุณจะเป็นฝ่ายถูก แต่การพูดแบบนี้มักทำให้หัวหน้ารู้สึกว่า “คุณไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แย่ของคนทำงาน เพราะการเปลี่ยนแปลงสามารถนำสิ่งที่ดีกว่ามาสู่องค์กร ดังนั้นจงจำไว้ว่า สิ่งที่ทำมาตลอดไม่ใช่ว่ามันจะดีที่สุดเสมอไป บางสิ่งมันก็ควรเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ เช่น การเปลี่ยนจากทำงานบนกระดาษมาเป็นทำงานเอกสารบนคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตแทน แทนที่เราจะพูดแบบนั้น เราควรถามฝ่ายตรงข้ามกลับไปว่า “อะไร คือ ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการลองวิธีใหม่” ถ้าวิธีการทำงานแบบใหม่ดีกว่าวิธีเก่าจริง พวกเขาก็ควรบอกได้ว่าทำไมมันถึงดีกว่า แต่ถ้ามันไม่ได้ดีกว่าเลย คุณก็ควรบอกเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรใช้วิธีเก่ากันต่อไป “ผมจะลองดู” ถ้าเราใช้คำว่า “จะลองดู” หรือ “จะพยายามทำดู” นั่นหมายความว่า คุณไม่มีความมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองจะต้องทำ มันมีโอกาสที่จะล้มเหลวสูง ซึ่งความไม่มั่นใจและความกลัวไม่ใช่เรื่องดีสำหรับการทำงานเลย การทำให้หัวหน้าของคุณรู้สึกแบบนั้นจึงไม่ใช่เรื่องดีต่อตัวคุณเช่นกัน ดังนั้น แทนที่คุณจะพูดว่า “จะลองดู” ให้พูดว่า “จะทำให้อย่างสุดความสามารถดูครับ แล้วเดี๋ยวผมจะสรุปมาให้ว่ามีข้อดีข้อเสียอะไรเพื่อปรับปรุงได้บ้าง” แทน ซึ่งเป็นคำพูดที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพมากกว่า “ขอโทษครับ แต่….” เวลาที่คุณรู้สึกผิดกับความผิดพลาดของตัวเอง คำว่า