Porsche Cayman generation 987 คือหนึ่งใน Porsche ยุคท้าย ๆ ที่คนเล่นรถจำนวนมากยกให้เป็นจุดพีกของ analog Porsche experience เพราะมันยังขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกมากกว่าระบบช่วยขับที่เข้ามาแทรกทุกอย่างแบบรถรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ layout แบบ mid-engine และพวงมาลัย hydraulic steering ที่ยังถ่ายทอด feedback จากล้อหน้ากลับมาถึงมือคนขับอย่างชัดเจน ต่างจากยุค 981 ที่เริ่มเปลี่ยนไปใช้ electric steering rack และมีบุคลิกที่ผ่านการกรองมากขึ้น ในจักรวาลของ 987 ทั้งหมด ตัวที่เรามองว่าน่าเล่นที่สุดยังคงเป็น Cayman S เพราะมันคือจุดลงตัวที่สุดระหว่างราคา สมรรถนะ และ character ของรถ ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหาและ connection ถึงจริง แน่นอนว่า Boxster Spyder กับ Cayman R คือรุ่นที่น่าสะสมกว่าในเชิง rarity แต่เมื่อราคาขยับไปไกลเกิน 4 ล้านบาท
ในโลกที่ Submariner กลายเป็นนาฬิกาหรูสำหรับนักสะสม ใครจะรู้ว่ายุคหนึ่ง Rolex Submariner ถูกสร้างขึ้นเพื่อใส่ใน ‘สงคราม’ สำหรับปฏิบัติการใต้น้ำของทหารอังกฤษจริง ๆ นั่นคือ Rolex Submariner 5513 “MilSub” อีกหนึ่งสุดยอดแห่งความแรร์สำหรับนักสะสมตัวจริง ในช่วงปี 1957 ถึงปลายยุค ‘70s รัฐบาลอังกฤษ โดย Ministry of Defence (MOD) ต้องการนาฬิกาดำน้ำคุณภาพสูงสำหรับหน่วยรบพิเศษ Royal Navy จึงสั่งให้ Rolex ผลิต Submariner ที่ผ่านการดัดแปลงเฉพาะกิจขึ้นมา นาฬิกาเหล่านี้ไม่ได้มีไว้ขาย ไม่เคยอยู่ในแค็ตตาล็อกทั่วไป มันถูกส่งตรงจาก Rolex ไปยัง MOD เท่านั้น โดยมีทั้งหมด 4 รุ่น แต่ที่โด่งดังที่สุดก็คือ Ref. 5513 เรือนนี้ และตามเอกสารยังระบุว่าเป็น standard equipment สำหรับทหารเรืออีกด้วย FUNCTION BEFORE FORM
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกพยายามเอารถไฟฟ้าไปใส่ในร่างของซูเปอร์คาร์ แล้วก็หวังว่าคนจะอินเหมือนเดิม แต่ความจริงคือคนไม่ได้อยากได้แค่ซูเปอร์คาร์ที่เปลี่ยนน้ำมันเป็นแบตเตอรี่ Ferrari รู้เรื่องนี้ดี และนั่นคือเหตุผลที่ Luce กลายเป็น Ferrari ที่น่าสนใจที่สุดในรอบหลายปี ไม่ใช่เพราะมันคือ EV คันแรกของแบรนด์ แต่เพราะมันคือ Ferrari ที่กล้าทิ้งทุกสูตรสำเร็จที่ตัวเองเคยมี แทนที่จะสร้าง F80 เวอร์ชันไร้เครื่องยนต์ หรือเอาแบตเตอรี่ไปแทนเครื่อง V8 ใน layout เดิม พวกเขากลับเริ่มใหม่ทั้งหมดด้วยคำถามว่า “ถ้าเราไม่ติดกรอบเดิมเลย รถไฟฟ้าของ Ferrari ควรเป็นยังไง?” ผลลัพธ์คือรถทรง monobox ขนาดเกือบ 5 เมตร สูงกว่า Ferrari ทั่วไป มี 5 ที่นั่ง มี hatchback และหน้าตาเหมือนรถจากหนัง sci-fi มากกว่ารถจาก Maranello ซึ่งดูก็รู้ว่าคนออกแบบมันไม่ใช่ Pininfarina แต่เป็น Sir Jony Ive อดีตหัวหน้าทีมออกแบบ Apple
Impossible to Ignore!! ปลุกเร้าความเท่ ที่ไม่อาจละสายตา กับ The Original Culture Collection ดร็อปใหม่ล่าสุดจาก CUB House ที่พร้อมเปลี่ยนท้องถนนให้เป็นรันเวย์ รอบนี้จัดเต็มกับคอลเลกชันเสื้อผ้าที่ดึงจิตวิญญาณ ‘สตรีทคัลเจอร์’ มาขยี้รวมกับกลิ่นอายความคราฟต์สไตล์ ‘วินเทจเรซซิ่ง’ ออกมาเป็นไอเทมที่โคตรจัดจ้าน ทลายทุกขีดจำกัดของการแต่งตัว ด้วยดีไซน์ที่พร้อมให้ทุกคนหยิบไปสับ ไปลุย ไปใช้ชีวิตแบบสุดเหวี่ยง จะออกไปบิดมอเตอร์ไซค์กินลม หรือไปเดินเล่นชิลล์ ๆ ก็โคตรเซลฟ์กับลุคสุดจึ้งดึงดูดทุกสายตาแบบยากจะปฏิเสธ อ่านมาถึงตรงนี้จะมัวรออะไร รีบพุ่งตัวไปสัมผัสงานคราฟต์ที่ผสมผสานความซิ่งและความสตรีทเข้าด้วยกันแบบโคตรกลมกล่อมของจริงได้แล้ววันนี้ ที่ CUB House ทั้ง 16 สาขา ทั่วประเทศ
BMW Motorrad Vision K 18 เป็นรถ concept ที่ควรถูกมองในฐานะงานทดลองทางความคิด มากกว่ารถต้นแบบที่รอวันลงสายการผลิต เพราะแก่นแท้ของมันไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “BMW จะขายคันนี้จริงไหม” แต่อยู่ที่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเดินไปสู่ความเงียบ ความเรียบ และระบบไฟฟ้า BMW ยังสามารถใช้เครื่องยนต์สันดาปเป็นภาษาหลักของอนาคตได้อยู่หรือไม่ คำตอบของ BMW คือ Vision K 18 หัวใจของรถคันนี้คือเครื่องยนต์ six-cylinder in-line ขนาด 1,800 cc ที่ BMW Motorrad ระบุว่าเป็นเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่สำหรับรถ concept คันนี้โดยเฉพาะ นี่จึงไม่ใช่การนำ R 18 มาปรับตัวถังใหม่ และไม่ใช่ความพยายามจะสร้าง cruiser อีกรุ่นเพื่อไล่ตามวัฒนธรรมอเมริกันแบบ Harley-Davidson แต่เป็นการนำสิ่งที่อยู่ใน DNA ของ BMW มานานหลายทศวรรษกลับมาเป็นตัวตั้งต้นของงานออกแบบ BMW มีประวัติศาสตร์ยาวนานกับเครื่องยนต์หกสูบเรียง ตั้งแต่โลกของรถยนต์จนถึงมอเตอร์ไซค์ touring รุ่นใหญ่ และ
ในโลกของ Porsche 911 คำว่า “สุด” มักจะมีอายุสั้นมาก เพราะทุกครั้งที่ Porsche ทำ GT3 RS ออกมา โลกก็จะคิดว่านี่แหละ peak แล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน aftermarket ฝั่งบ้าพลังจะลุกขึ้นมาถามกลับแบบนิ่ง ๆ ว่า “แน่ใจเหรอ?” นี่คือ Talos 911 RT รถที่เริ่มต้นชีวิตจาก 911 GT3 RS ก่อนจะถูกถอดความเป็นเครื่องจักรอีกระดับโดย Talos Vehicles สำนักอังกฤษที่เลือกไม่แตะ 911 แบบสุภาพ แต่เล่นมันให้สุดทางในแนว carbon-bodied, race-inspired, road-legal monster ตัวถังของ 911 RT ถูกทำใหม่ด้วย carbon fibre ทั้งชุด โดย Talos ทำงานร่วมกับ MCT Carbon ชื่อที่เกี่ยวข้องกับงาน carbon parts
ABT ชื่อที่เราคุ้นจากโลก Audi ตอนนี้ข้ามมาทำมอเตอร์ไซค์แล้ว และคันแรกของพวกเขาคือ MV Agusta Brutale 1000 ABT พื้นฐานของมันคือ MV Agusta Brutale 1000 RR อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเรื่องความบ้า เครื่อง 998cc inline-four ให้กำลังระดับเกือบ 200 แรงม้า ตั้งแต่โรงงาน แต่ ABT ใส่รายละเอียดเพิ่มเข้าไปอีกชุดใหญ่ ทั้ง carbon fiber 19 ชิ้น, ฝาครอบล้อหลังแบบ turbofan, สีพิเศษ Nero Carbonio Metallizzato ตัด Rosso Fuoco, เบาะ Alcantara ลาย honeycomb และงานตกแต่งที่ทำให้มันดูเป็นลูกครึ่ง Italian hyper-naked กับ German tuner car แต่จุดที่ต้องพูดตรง ๆ
ในยุคที่รถแรงขึ้นทุกปี ตัวเลขแรงม้ากลายเป็นเกมที่ทุกแบรนด์ต้องเล่น แต่ BMW เหมือนเลือกปิดท้าย M3 เจเนอเรชันนี้ด้วยมุกที่คนรักรถเข้าใจทันที นั่นคือทำ M3 CS ที่แรงน้อยลง แต่ขับจริงน่าจะมันขึ้น นี่คือ BMW M3 CS Handschalter รุ่นพิเศษที่ตั้งใจส่งให้สาย purist โดยตรง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “เกียร์ธรรมดา” และใช่ครับ มันมากับ six-speed manual พร้อม rear-wheel drive เท่านั้น ไม่มี xDrive ไม่มีระบบช่วยให้รถดูเก่งเกินคนขับ มีแค่เครื่อง หน้า คนขับ เกียร์ และล้อหลัง ตัวรถยังใช้พื้นฐานจาก M3 CS เหมือนเดิม เครื่องยนต์ 3.0-liter twin-turbo inline-six เหมือนเดิม แต่แทนที่จะได้ 543 hp แบบ M3 CS ปกติ รุ่น
เรื่องราวของนักศึกษาเอกคณิตศาสตร์ ผู้เปลี่ยนหอพักมหาวิทยาลัย NYU ให้กลายเป็นร้านขายเสื้อผ้าของตัวเอง จนโดนไล่ออกจากหอ สู่การผงาดบนรันเวย์ Paris Fashion Week และถูกเชิญให้เป็น Guest Desiner คนแรกของประวัติศาสตร์เพื่อแบบคอลเลกชันให้เมซงระดับตำนานอย่าง Louis Vuitton ตามมาด้วยชื่อเสียงและผลงานระดับโลกอีกมากมาย นี่ไม่ใช่พล็อตหนัง Hollywood แต่คือชีวิตจริงของ Colm Dillane ชายผู้อยู่เบื้องหลัง KidSuper แบรนด์สตรีทแวร์สุดขบถที่บุกไปทลายหอคอยงาช้างของโลกแฟชั่นดั้งเดิมได้สำเร็จ ด้วยปรัชญาโคตรเรียบง่ายที่ว่า “Anything is Possible.” วันนี้เราจะย้อนดูเส้นทางความห่ามของเขาและแบรนด์ KidSuper ไปด้วยกัน พร้อมปิดท้ายด้วยสปอยล์งานคอลแลบเดือดดร็อปล่าสุด Jameson x KidSuper ที่เตรียมมาเขย่ากิเลสสายสตรีทชาวไทยเร็ว ๆ นี้ 𝙄𝙧𝙞𝙨𝙝 𝘽𝙡𝙤𝙤𝙙, 𝘽𝙤𝙧𝙙𝙚𝙧𝙡𝙚𝙨𝙨 𝙔𝙤𝙪𝙩𝙝 : Colm Dillane ลืมตาขึ้นมาดูโลกในนิวยอร์ก แต่มีเลือดผสมไอริช-สเปนไหลเวียนอยู่อย่างเข้มข้น ชีวิตวัยเด็กของเขาคือการเดินทางโยกย้ายถิ่นฐานเป็นกิจวัตร ได้เจอกับประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งการใช้ชีวิตในเม็กซิโกซิตีที่ต้องนั่งรถกลับบ้านโดยมีบอดี้การ์ดติดอาวุธคุ้มกัน สู่การย้ายไปปักหลักที่วิสคอนซินยาวนานถึง 7 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาเรียกว่าวัยเด็กในอุดมคติ ที่นี่เองที่แพสชันต่างขั้วถูกหล่อหลอมขึ้นในตัวเขา คุณแม่ที่เป็นครูสอนภาษาสเปน
บางความสัมพันธ์ไม่ได้จบเพราะทะเลาะกัน ไม่ได้มีใครหักหลังใคร และไม่ได้มีฉากสุดท้ายชัดเจนเหมือนในหนัง มันแค่ค่อย ๆ เงียบลง จากคนที่เคยคุยกันทุกวัน กลายเป็นคนที่กด like ให้กัน จากคนที่เคยรู้ทุกเรื่องในชีวิต กลายเป็นชื่อหนึ่งที่โผล่ผ่าน story แล้วเราก็ปล่อยผ่านไป ความเศร้าคือ หลายครั้งเราไม่ได้ไม่คิดถึงเขา เราแค่ไม่กล้าทักไปก่อน กลัวว่าเขาจะไม่อยากคุย กลัวว่าชวนแล้วเขาจะไม่ว่าง กลัวว่าถ้าเขาตอบสั้น ๆ มันจะยืนยันสิ่งที่เรากลัวอยู่แล้วว่า “กูไม่ได้สำคัญขนาดนั้น” สุดท้ายเราเลยเลือกความเงียบเป็นพื้นที่ปลอดภัย ไม่ทัก ไม่ชวน ไม่เริ่ม แล้วหวังลึก ๆ ว่าถ้าเราเป็นคนสำคัญจริง เดี๋ยวเขาคงเป็นฝ่ายกลับมาเอง แต่นี่คือความจริงของชีวิตผู้ใหญ่ หลายคนไม่ได้หายไปเพราะเขาไม่รักเรา เขาแค่ไม่รู้ว่าเรายังอยากให้เขาอยู่ในชีวิต ในทางจิตวิทยา สิ่งนี้ใกล้กับ rejection sensitivity หรือความไวต่อการถูกปฏิเสธ คนที่มี pattern แบบนี้มักตีความสัญญาณเล็ก ๆ ในความสัมพันธ์ไปในทางลบ เพื่อนตอบช้าแปลว่าเขาไม่อยากคุย เพื่อนไม่ชวนแปลว่าเขาไม่คิดถึง เพื่อนยุ่งแปลว่าเราไม่ใช่ priority ทั้งที่อีกฝ่ายอาจแค่เหนื่อย งานพัง มีเรื่องครอบครัว หรือกำลังเอาตัวเองให้รอดเหมือนกัน ปัญหาคือสมองที่กลัว rejection มักรีบป้องกันตัวเองก่อน
ในโลกที่เต็มไปด้วยแรงกระตุ้น สิ่งเร้ารอบด้านที่คอยปั่นให้อารมณ์ขึ้นจนอยากตอบโต้ฟาดกลับให้สะใจ ไม่ว่าจะบน Social Media บนถนน หรือจากคนรอบตัว การตอบโต้กลับทันที กลายเป็นพฤติกรรมที่ถูกสังคมหล่อหลอมขึ้นมาจนเราลืมการควบคุมตัวเอง ทุกคนถูกฝึกให้อารมณ์ขึ้นง่าย ตอบโต้ไวแบบไม่มีใครยอมเสียเวลา ราวกับว่าการตอบโต้ก่อนคือผู้ชนะ แต่ยิ่งเราเร่งตอบโต้มากเท่าไร ก็ยิ่งเปิดช่องให้อารมณ์ชั่ววูบเข้ามาควบคุมสมองมากขึ้นเท่านั้น ทำให้เราอยากแนะนำทักษะที่ไม่มีใครพูดถึงกันเลย แต่จำเป็นสุด ๆ ในยุคนี้ นั่นคือ “ศิลปะของการไม่ตอบโต้ทันที” — The Art of Not Reacting ไม่ใช่เพราะเราอยากสอนให้ทุกคนเป็นพระ หรือให้กลืนเก็บกดความรู้สึกจนไม่เหลือความเป็นตัวเอง แต่เพราะการตอบโต้แบบไร้สติ อาจเป็นเหมือนการโยนระเบิดใส่ชีวิตตัวเองโดยไม่รู้ตัว เพราะมีหลายเคสที่การตอบสนองทันทีแบบไร้สติ กลายเป็นน้ำผึ้งหยดเดียว สร้างปัญหาชีวิตให้ลุกลามใหญ่โตโดยไม่จำเป็น ทำไมเราตอบโต้เร็วเกินไป? ย้อนกลับไปตั้งแต่ยุคดึกดำบรรพ์ สมองส่วน Amygdala กลไกเอาตัวรอดของมนุษย์ มันถูกออกแบบมาเพื่อสั่งให้เราหนีเมื่อเจอเสือ ตอบโต้เมื่อถูกคุกคาม หรือที่เราเรียกมันว่า Fight or Flight Response แต่ปัญหาคือ ยุคนี้เราไม่ได้ถูกไล่ล่าโดยสัตว์ป่าอีกต่อไป ทุกวันนี้สิ่งที่กระตุ้น Amygdala ของเรากลับกลายเป็น คอมเมนต์แดกดันในโซเชียล เสียงแตรเสียงด่าจากรถคันข้าง ๆ ข้อความแซะจากคนในออฟฟิศ หรือคำพูดประชดในวงสนทนา
“ถ้าเราหายไป ทุกคนคงสบายขึ้น” “แค่ตัวเราอยู่ตรงนี้ ก็ทำให้คนรอบข้างไม่มีความสุข” นี่คือความรู้สึกขมขื่นและทุกข์ทรมาน ที่คนคิดแบบนี้มักจะไม่ปรึกษาใคร ด้วยอาการที่ทำให้รู้สึกว่า เราคือภาระของคนอื่น ทุกอย่างคงจะดีอยู่แล้ว ถ้าไม่มีเราอยู่ตรงนั้น ความรู้สึกแบบนี้เรียกว่า Perceived Burdensomeness Perceived Burdensomeness หนึ่งในทฤษฎีที่อธิบายโดย Thomas Joiner นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน บอกว่ามันคือความเชื่อฝังลึกว่าเราเป็นคนที่ทำให้ชีวิตคนอื่นแย่ลง ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ คนรัก เพื่อน หรือเพื่อนร่วมงาน มันไม่ใช่แค่ความคิดเล่น ๆ ว่า “ต้องให้เพื่อนเลี้ยงข้าวอีกแล้ว” แต่มันคือภาวะซึมเศร้าที่ฝังลึกในสมอง ที่สำคัญคือ “ต่อให้คนอื่นจะไม่คิดแบบนั้น เราก็จะเชื่อว่ามันจริงอยู่ดี มันจึงสร้างความเจ็บปวดให้เกิดขึ้นตลอดเวลา โดยที่ไม่สามารถปรึกษาใครได้ เพราะกลัวจะไปสร้างปัญหาให้คนอื่น สาเหตุที่บางคนมีความคิดแบบนี้มักจะมาจาก 3 ปัจจัยหลักครับ Internalized Shame : การโตมาโดยถูกบอกว่าเป็นตัวปัญหา ทำอะไรก็ผิด รู้สึกผิดที่ตัวเอง “เป็นตัวเอง” พอเจอคนใหม่ๆ ก็กลัวจะเป็นภาระอีก เลยเลือกหายหรือตัดความสัมพันธ์ไปก่อนจะถูกเกลียด Past Trauma หรือ Toxic Relationship : เคยอยู่ในความสัมพันธ์ที่โดนอีกฝ่ายตราหน้าว่า
“เหมือนเปิดแท็บ browser ไว้ 40 อัน แล้วลืมว่ากำลังทำอะไรไว้แต่ละแท็บ…” – ถ้าประโยคนี้โดนใจคุณ… มีโอกาสสูงว่าคุณอาจมีสิ่งที่เรียกว่า Attention Deficit Hyperactivity Disorder อยู่ในตัว และมันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คนชอบเข้าใจผิด คนที่มี ADHD ส่วนใหญ่มักจะเจอปัญหาเช่น “โฟกัสไม่ได้” ไม่ใช่เพราะไม่ตั้งใจ แต่เพราะสมองรับสิ่งเร้าเยอะเกินไป และ “ความคิดล้น” สมองทำงานพร้อมกันหลาย tasks พร้อมคิดเรื่องอนาคต คิดย้อนอดีตโผล่ขึ้นมาอีก ซึ่งการที่สมองของเราทำงานหลายหน้าที่พร้อมกันมากกว่าคนอื่น ส่งผลให้เราเหนื่อยแบบไม่รู้ตัว เพราะแค่จะนั่งนิ่งๆ ทำงาน ก็ต้องฝ่าความฟุ้งในหัวให้ได้ก่อน ADHD ในหมู่คนทำงาน โดยเฉพาะคนทำอาชีพสายสร้างสรรค์ นักการตลาด เจ้าของธุรกิจ ฟรีแลนซ์ มักไม่ได้แสดงออกแบบ “อยู่ไม่สุข” เหมือนในเด็ก แต่จะกลายเป็น “ความคิดวุ่นวายระดับลึก” ที่จัดการยากกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ เริ่มเร็ว เบื่อง่าย เสพติดไอเดียใหม่ : ตื่นเต้นกับการเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ๆ แต่พอผ่านไปไม่กี่วัน ความน่าเบื่อมาเยือน ก็อยากจะเริ่มอย่างอื่นต่อ โฟกัสหลุดง่าย ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะสมองไวเกินไป
เราถูกสอนให้เชื่อว่า ความสุขคือสิ่งที่ต้องวิ่งตามให้ทัน เราถูกหล่อหลอมด้วยภาพจำว่า ถ้าเรียนจบ ได้งานดี มีเงินเดือนดี ซื้อบ้าน ซื้อรถ มีแฟนดี ๆ เดี๋ยวเราก็จะมีความสุขเอง “ถ้าได้สิ่งนั้น ฉันจะมีความสุข” แต่พอได้ทุกอย่างแล้ว ทำไมมันยังรู้สึกว่างเปล่าอยู่ลึก ๆ เหมือนเราทุ่มทั้งชีวิตวิ่งไปข้างหน้าเพื่อไปเจออะไรบางอย่าง แล้วกลับพบว่า มันไม่มีอะไรอยู่ตรงนั้นเลย เหมือนพยายามจะเติมถังน้ำที่มีรูรั่วอยู่ข้างล่าง นักจิตวิทยาเรียกสิ่งนี้ว่า Hedonic Treadmill มันคือวงจรที่เราจะตื่นเต้นกับสิ่งใหม่ ๆ แค่ช่วงแรก แล้วความรู้สึกพิเศษนั้นจะหายไปอย่างรวดเร็ว กลายเป็น “เรื่องปกติ” ภายในเวลาไม่นาน แล้วก็เริ่มวิ่งหาเป้าหมายใหม่อีกครั้ง ไม่มีวันพอใจในความสุขที่มีอยู่ในครอบครอง แต่ทำไมบางคนกลับมีความสุขได้ง่าย ๆ กับเรื่องเดิม ๆ ทำไมความสุขถึงแตกต่างกันในแต่ละคน? สาเหตุเพราะ ทุกคนมี “จุดสมดุลของความสุข” ของตัวเอง ซึ่งถูกกำหนดจากพันธุกรรม บุคลิก และประสบการณ์ชีวิต แต่ข่าวดีคือ เราสามารถ “รีเซ็ตลู่วิ่งของความสุข” ได้ ไม่ใช่ด้วยการหาของใหม่มาเติม แต่ด้วยการหันกลับมาเข้าใจความสุขแบบลึกซึ้งมากขึ้น งานวิจัยพบว่ามีวิธีที่ช่วยให้เราเข้าถึงความสุขได้ง่ายขึ้น การฝึกขอบคุณในสิ่งที่เรามีด้วยความตั้งใจทุกวัน การเขียน gratitude journal
เพราะมนุษย์เกิดมาเพื่อมีชีวิตร่วมกันเป็นสังคม ไม่แปลกที่หลายครั้งเราเห็นการใช้ชีวิตของคนอื่น แล้วอดย้อนมามองดูตัวเองไม่ได้ โดยเฉพาะการทำงานที่ทำร่วมกันเป็นทีม แผนก หรือองค์กร ที่เราจะได้เห็นผลงาน เห็นความคืบหน้าของเพื่อนร่วมงานอยู่เสมอ ยิ่งช่วงหลัง Covid-19 และในสภาพเศรษฐกิจที่มีแต่ข่าวร้ายทุกวัน หลายคนต้องดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อเข็นโปรเจกต์ออกมาขาย เพื่อทลายขีดจำกัดการทำงานเดิม ๆ เราจึงยิ่งได้เห็นคนทำงานไปไกลกว่าศักยภาพเดิม ๆ ของพวกเขาอยู่ตลอด แต่ยิ่งเป็นแบบนั้น หลายคนก็ยิ่งหดหู่ เพราะในขณะที่เราเห็นผลงานใครต่อใครก้าวไปข้างหน้า แต่ทำไมเรายังดูเหมือนว่าไม่ได้ขยับไปไหน? แล้วในวันที่เราเหมือนย่ำอยู่กับที่ แต่ทุกคนกำลังไปได้ดี เราจะต้องทำอย่างไร? หยุดเปรียบเทียบอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ต้องมาวิเคราะห์ดูว่าเกิดอะไรขึ้น และเราทำอะไรได้บ้าง? “วิเคราะห์และประเมิน” เพราะสิ่งที่รู้สึก อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริง กุญแจสำคัญของการก้าวข้ามการเปรียบเทียบ (และรู้สึกน้อยอกน้อยใจ) ไปได้ ไม่ใช่แค่การอยู่ ๆ ก็บอกตัวเองว่า เฮ้ย เราแย่ เราทำงานน้อย เราทำงานไม่ดี แล้วก็ตะบี้ตะบันโหมงานหนัก หรือทำตามคนอื่น ๆ เพื่อให้ทันเขา แต่เป็นการที่เราต้องรู้จักวิเคราะห์และประเมินสิ่งที่เรากำลังทำ ถ้าเรารู้สึกว่า โห คนรอบตัวเรา ทุกคนทำมากกว่าเราทั้งนั้น นั่นอาจเป็นสิ่งที่เรารู้สึกแต่ไม่ใช่ข้อเท็จจริงเสมอไป เพราะมันไม่ได้มีมาตรวัดการทำงานที่ใช้วัดกับทุกคนได้ แต่สิ่งที่สำคัญคือเราสามารถประเมินและวิเคราะห์วิธีทำงานของตัวเราเองได้ ลองนึกภาพตัวเราเองนั่งอยู่ในห้องประชุมที่กำลังระดมไอเดียใหม่อย่างดุเดือด กระบวนการนี้กินเวลาทั้งวัน แต่ในช่วงเช้าระหว่างที่เรากำลังนั่งเงียบฟังอยู่นั้น
ในช่วงเวลาหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ท่ามกลางกระแสโซเชียลที่เชี่ยวกรากไปด้วยไวรัลต่าง ๆ ซึ่งผลัดเปลี่ยนกันเข้ามาจับจองพื้นที่หัวข้อสนทนาของพวกเราในแต่ละมื้อแต่ละเดย์แบบไม่ให้ได้ว่างเว้น เราเชื่อว่าหนึ่งในเรื่องราวเหล่านั้นต้องมี Bar B GON ‘Oh My GON’ Collection เซ็ตฟิกเกอร์จี๊ดใจจาก Bar B Q Plaza ปักหมุดอยู่ในพื้นที่ความสนใจของใครหลายคนอย่างแน่นอน ยืนยันการคาดคะเนนี้ได้จากกระแสตอบรับเข้าขั้นถล่มทลาย เลื่อนฟีดไปไหนเป็นต้องเจอ ‘คนอวดของ’ โชว์ภาพฟิกเกอร์ Bar B GON ที่ตามล่ามาได้ด้วยความอุตสาหะ หลายคนถึงกับต้องโดดงานไปจัดเซ็ตอาหาร Oh My Pork! และ Oh My Beef! เพื่อให้ได้ครอบครองฟิกเกอร์พี่ก้อนก่อนที่ของจะหมดเกลี้ยงสาขา วันนี้เราจึงอยากจะขอล้วงลึกเบื้องหลังความปังของแคมเปญนี้ จากปากของ ‘รัฐ ตระกูลไทย’ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่ด้านการตลาดของ Bar B Q Plaza ที่เคยปลุกปั้นโปรเจกต์เจ๋ง ๆ มาแล้วมากมายตลอด 10 ปี ที่ร่วมงานกับ บริษัท ฟู้ดแพชชั่น จำกัด กับความสงสัยที่ว่า
ประสบการณ์ที่เลวร้ายมักทำให้หลายคนเกิดอาการคิดมากจนเกินไปอยู่เสมอ เช่น บางคนไม่กล้าเปลี่ยนงานใหม่ เพราะกลัวว่าตัวเองจะหางานไม่ได้ หรือ ไม่เจองานที่ดีกว่า หรือ บางคนอาจเครียดเรื่องการเรียน เพราะกลัวว่าผลการศึกษาที่ไม่ดีจะทำให้ตัวเองกลายเป็นแรงงานที่ไร้คุณค่า เป็นต้น เรามักเรียกความกังวลที่เกิดขึ้นว่าเป็น Catastrophizing และถ้าเราไม่รู้จักวิธีการป้องกัน อาจทำให้เราเสียสุขภาพจิตได้ ความหมายของ Catastrophizing Catastrophizing คือ การจินตนาการถึงเหตุการณ์ที่เลวร้าย และเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้นกับตัวเองอย่างแน่นอน โดยคนที่มีอาการนี้มักมองโลกในแง่ลบ และมองเห็นปัญหาที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่นั่นหนักหนาสาหัสเกินความเป็นจริง จนพวกเขารู้สึกสิ้นหวังและตกอยู่ในความเครียดตลอดเวลา ยกตัวอย่างเช่น ถ้าพวกเขากังวลกับการสอบตก พวกเขาจะคิดว่า การสอบตกทำให้ตัวเองกลายเป็นนักศึกษาที่ไม่ดี เรียนไม่จบ หรือ ไม่ได้รับใบปริญญา และไม่มีใครรับเข้าทำงาน สุดท้ายพวกเขาจึงด่วนสรุปไปเองว่า การสอบตกจะทำให้พวกเขาไม่มีความมั่นคงในชีวิต ซึ่งในเป็นความจริง คนที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากก็เรียนหนังสือไม่จบ หรือ เคยสอบตกมาก่อน แต่คนที่ Catastrophizing มักไม่คิดถึงเรื่องนี้ และหมกหมุ่นกับความคิดอันเลวร้ายของตัวเองเป็นตุเป็นตะ จนได้รับความเสียหายทางจิตใจอย่างแสนสาหัส ยังไม่มีใครตอบได้ว่า Catastrophizing เกิดขึ้นได้อะไร แต่หลายคนคาดว่ามันเกิดขึ้นได้หลากสาเหตุ ไม่ว่าจะเป็น ได้รับข้อความที่มีความหมายกำกวมจนเราเกิดอาการคิดไปไกล เราให้ความสำคัญกับอะไรมากเกินไปจนคิดมาก หรือ เรากลัวอะไรบางอย่างมาเกินไป จนเรายิ่งคิดถึงผลลัพธ์แย่ ๆ ที่จะได้รับจากมัน
เวลาทำงานเราจำเป็นต้องพูดคุยกับใครหลายคน ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนร่วมงาน บอส หรือ ลูกค้า ทักษะในการสื่อสารที่ดีจึงสำคัญต่อการทำงานร่วมกับคนอื่นอย่างมาก เพราะถ้าเราคุยกับคนอื่นได้ไม่ดี เราอาจสูญเสียความน่าเชื่อถือและประสบกับความล้มเหลวในการทำงานได้ UNLOCKMEN เลยอยากจะแนะนำ 5 ประโยคที่ไม่ควรพูดในที่ทำงาน โดยหวังว่ามันจะทำให้ทุกคนมีความสุขกับการทำงานมากขึ้น “เราทำแบบนี้มาตลอด” แม้คุณจะเป็นฝ่ายถูก แต่การพูดแบบนี้มักทำให้หัวหน้ารู้สึกว่า “คุณไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่แย่ของคนทำงาน เพราะการเปลี่ยนแปลงสามารถนำสิ่งที่ดีกว่ามาสู่องค์กร ดังนั้นจงจำไว้ว่า สิ่งที่ทำมาตลอดไม่ใช่ว่ามันจะดีที่สุดเสมอไป บางสิ่งมันก็ควรเปลี่ยนแปลงให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ เช่น การเปลี่ยนจากทำงานบนกระดาษมาเป็นทำงานเอกสารบนคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตแทน แทนที่เราจะพูดแบบนั้น เราควรถามฝ่ายตรงข้ามกลับไปว่า “อะไร คือ ประโยชน์ที่เราจะได้รับจากการลองวิธีใหม่” ถ้าวิธีการทำงานแบบใหม่ดีกว่าวิธีเก่าจริง พวกเขาก็ควรบอกได้ว่าทำไมมันถึงดีกว่า แต่ถ้ามันไม่ได้ดีกว่าเลย คุณก็ควรบอกเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรใช้วิธีเก่ากันต่อไป “ผมจะลองดู” ถ้าเราใช้คำว่า “จะลองดู” หรือ “จะพยายามทำดู” นั่นหมายความว่า คุณไม่มีความมั่นใจในสิ่งที่ตัวเองจะต้องทำ มันมีโอกาสที่จะล้มเหลวสูง ซึ่งความไม่มั่นใจและความกลัวไม่ใช่เรื่องดีสำหรับการทำงานเลย การทำให้หัวหน้าของคุณรู้สึกแบบนั้นจึงไม่ใช่เรื่องดีต่อตัวคุณเช่นกัน ดังนั้น แทนที่คุณจะพูดว่า “จะลองดู” ให้พูดว่า “จะทำให้อย่างสุดความสามารถดูครับ แล้วเดี๋ยวผมจะสรุปมาให้ว่ามีข้อดีข้อเสียอะไรเพื่อปรับปรุงได้บ้าง” แทน ซึ่งเป็นคำพูดที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพมากกว่า “ขอโทษครับ แต่….” เวลาที่คุณรู้สึกผิดกับความผิดพลาดของตัวเอง คำว่า