เชื่อหรือไม่ว่า Porsche Crest ตราสัญลักษณ์ที่สุดคลาสสิกและทรงพลังนี้ เกือบจะไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์ ย้อนกลับไปในช่วงแรกที่บริษัทเริ่มทำตลาดรถยนต์รุ่น 356 ในปี 1948 พวกเขาไม่ได้มีตราสัญลักษณ์ใด ๆ ประดับอยู่เลย นอกจากตัวอักษรคำว่า “Porsche” ที่แปะอยู่บนตัวถังรถเท่านั้น ความพยายามในการสร้างโลโก้เริ่มต้นขึ้น ในเดือนมีนาคมปี 1951 เมื่อทางบริษัทได้จัดการประกวดออกแบบโลโก้ โดยเปิดโอกาสให้สถาบันศิลปะทั่วเยอรมนีส่งผลงานเข้าชิงเงินรางวัลสูงถึง 1,000 ดอยช์มาร์ก (เทียบเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันจะอยู่ที่ราว 120,000 บาท) แต่ผลปรากฏว่าไม่มีดีไซน์ไหนเอาชนะใจกรรมการได้ ทำให้โปรเจกต์นี้ต้องพับเก็บและหยุดชะงักไปชั่วคราว ทว่าไอเดียก็ถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีเดียวกัน จากบทสนทนาบนโต๊ะอาหารค่ำในมหานครนิวยอร์ก เมื่อ Ferry Porsche ลูกชายของ Ferdinand ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ได้ร่วมโต๊ะเจรจาธุรกิจกับ Max Hoffman ผู้นำเข้ารถยนต์รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Hoffman คือผู้ทรงอิทธิพลในวงการยานยนต์ยุคนั้น ผู้เคยพา Mercedes-Benz 300 SL บุกตลาดอเมริกาจนสำเร็จมาแล้ว และในวันนั้นเขาก็เป็นคนผลักดันอย่างหนักว่ารถยนต์ Porsche จำเป็นต้องมีตราสัญลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ทันทีที่มองเห็น แรงกระตุ้นจาก Hoffman ทำให้ Ferry Porsche
“A creative adult is a child who survived” คำกล่าวนี้คือสิ่งอธิบายตัวตน และเป็นปรัชญาที่สะท้อนพลังแห่งจินตนาการไร้ขอบเขตของ MB&F ได้อย่างชัดเจนที่สุด และเนื่องในโอกาสเปิดศักราชใหม่สู่ทศวรรษที่ 3 ของแบรนด์นาฬิกาสุดขบถแบรนด์นี้ พวกเขาได้ปลุกความฝันวัยเด็กของลูกผู้ชายที่หลงใหลในวัฒนธรรม Pop Sci-Fi ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในชื่อ HM12 “The Guardian” โปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ทิ้งไป เพราะคราวนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียง “นาฬิกาข้อมือ” สู่สถาปัตยกรรมบอกเวลาที่สามารถปลดล็อคไปรวมตัวกับ “ร่างต้น” กลายเป็นหุ่นยนต์รบสูง 38 เซนติเมตรได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยใช้ชิ้นส่วนประกอบรวมกันเกือบ 1,500 ชิ้น คำถามคือ ใครกันที่เต็มไปด้วยความกล้า ความมุ่งมั่น และมีศักยภาพมากพอที่จะเนรมิตโปรเจกต์นี้ให้ออกมาจับต้องได้จริง? เบื้องหลังความซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันสองวัน แต่คือจุดบรรจบของจินตนาการข้ามเจเนอเรชัน ระหว่างชายสองคนที่มีวิสัยทัศน์สุดขั้วไม่แพ้กัน… ความล้ำหน้าของโปรเจกต์นี้ เริ่มต้นจากคำถามสั้น ๆ แต่โคตรท้าทายของ Max Busser ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่หลงใหลในหุ่นยนต์ยุค 70s-80s ที่ว่า “จะเท่แค่ไหน ถ้านาฬิกาข้อมือไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์บอกเวลา แต่คือส่วนหัวของหุ่นยนต์?” และเขาได้ส่งต่อวิสัยทัศน์นี้ให้กับ