DESIGN

MB&F HM12 “THE GUARDIAN” นาฬิกาจักรกลแห่งจินตนาการ ที่รวมร่างกับหุ่นยนต์ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

By: NTman June 17, 2026

“A creative adult is a child who survived” คำกล่าวนี้คือสิ่งอธิบายตัวตน และเป็นปรัชญาที่สะท้อนพลังแห่งจินตนาการไร้ขอบเขตของ MB&F ได้อย่างชัดเจนที่สุด

และเนื่องในโอกาสเปิดศักราชใหม่สู่ทศวรรษที่ 3 ของแบรนด์นาฬิกาสุดขบถแบรนด์นี้ พวกเขาได้ปลุกความฝันวัยเด็กของลูกผู้ชายที่หลงใหลในวัฒนธรรม Pop Sci-Fi ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในชื่อ  HM12 “The Guardian”  โปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ทิ้งไป

เพราะคราวนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียง “นาฬิกาข้อมือ” สู่สถาปัตยกรรมบอกเวลาที่สามารถปลดล็อคไปรวมตัวกับ “ร่างต้น” กลายเป็นหุ่นยนต์รบสูง 38 เซนติเมตรได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยใช้ชิ้นส่วนประกอบรวมกันเกือบ 1,500 ชิ้น

คำถามคือ ใครกันที่เต็มไปด้วยความกล้า ความมุ่งมั่น และมีศักยภาพมากพอที่จะเนรมิตโปรเจกต์นี้ให้ออกมาจับต้องได้จริง? เบื้องหลังความซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันสองวัน แต่คือจุดบรรจบของจินตนาการข้ามเจเนอเรชัน ระหว่างชายสองคนที่มีวิสัยทัศน์สุดขั้วไม่แพ้กัน…


 

ความล้ำหน้าของโปรเจกต์นี้ เริ่มต้นจากคำถามสั้น ๆ แต่โคตรท้าทายของ Max Busser ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่หลงใหลในหุ่นยนต์ยุค 70s-80s ที่ว่า จะเท่แค่ไหน ถ้านาฬิกาข้อมือไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์บอกเวลา แต่คือส่วนหัวของหุ่นยนต์?” และเขาได้ส่งต่อวิสัยทัศน์นี้ให้กับ Max Maertens, Creative Designer for Watches & Clocks  ดีไซเนอร์รุ่นใหม่ที่เติบโตมากับวัฒนธรรมไซไฟและหลงใหลในหุ่นยนต์สุดล้ำอย่าง Transformers และ I, Robot แบบเข้าเส้น

เมื่อ 2 คนที่มีแพชชั่นมาเจอกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือสถาปัตยกรรมบอกเวลาที่ใช้เวลาพัฒนานานถึง 4 ปี ผสมผสานกลิ่นอาย Retro Sci-Fi เข้ากับเส้นสายกลไกที่ดุดัน สลับซับซ้อน และมีชีวิตจิตใจในแบบยุคใหม่


 

HM12 ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาให้มองปุ๊บก็รับรู้ได้ทันทีว่านี่คือ “หัวของหุ่นยนต์” ซึ่งไม่ได้มีงานดีไซน์แค่ให้ดูเท่แบบฉาบฉวย แต่ทุกองค์ประกอบบนใบหน้าคือกลไกที่ใช้งานได้จริง เริ่มตั้งแต่ส่วนของ “ดวงตา” ที่ถูกจัดวางเป็นช่องหน้าปัดบอกเวลาสองฝั่ง โดยตาซ้ายทำหน้าที่แสดงชั่วโมงแบบกระโดด (Jumping Hours) ส่วนตาขวาแสดงนาทีแบบต่อเนื่อง ซึ่งแม้ข้อมูลบนดิสก์ด้านในจะขยับหมุนอยู่ตลอด แต่ก็สามารถอ่านค่าเวลาจากตำแหน่งคงที่ได้อย่างชัดเจน

ขยับลงมาที่บริเวณ “ปาก” จะพบกับการเคลื่อนไหวของไมโครโรเตอร์ขนาดเล็กรูปทรงขวานรบ (Battle-axe) อาวุธคู่กายอันเป็นสัญลักษณ์ของแบรนด์ ปิดท้ายด้วยไฮไลต์สำคัญอย่าง “สมองกล” ที่เผยให้เห็นกลไก Flying Tourbillon บริเวณด้านบนสุด โดยถูกครอบไว้ด้วยตัวเรือนที่ผลิตจากแซฟไฟร์แทบทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้แสงส่องทะลุเข้ามากระทบกลไกชั้นสูงได้จากหลายทิศทาง เปิดโอกาสให้ผู้สวมใส่สามารถชื่นชมความงามของการทำงานได้แบบทะลุปรุโปร่งทั้งจากมุมมองด้านหน้าและด้านข้างของตัวเรือน


 

จุดเด่นของหน้าปัดคือ “แผ่นเกราะป้องกันใบหน้า” ที่สามารถหมุนเม็ดมะยมฝั่งซ้ายเพื่อเลื่อนเปิด-ปิดหน้าหุ่นยนต์ได้อย่างต่อเนื่องและราบรื่น ความท้าทายคือ เฉพาะระบบเกราะนี้ทำงานแยกจากชุดกลไกบอกเวลาอย่างอิสระ และต้องใช้ชิ้นส่วนถึง 200 ชิ้น

นอกจากจะมีระบบตัดการทำงานอัตโนมัติ (ปลดการเชื่อมต่อทันทีเมื่อแผ่นเกราะเลื่อนสุด) เพื่อป้องกันแรงกดจนกลไกเสียหายแล้ว ชิ้นส่วนเหล่านี้ยังถูกตกแต่งแบบนาฬิกาชั้นสูง ทั้งการใช้ Chatons, เฟืองขัดเงา และการขัดมุมเว้า ซึ่งต้องอาศัยความชำนาญสูงในการผลิต


 

เมื่อพลิกมาดูฝาหลัง คือพื้นที่โชว์ความคลาสสิกของกลไกบอกเวลา ที่แม้จะให้อารมณ์แตกต่างจากความล้ำของใบหน้าหุ่นยนต์อย่างสุดขั้ว แต่กลับดูลงตัว ขุมพลัง In-house เครื่องนี้อัดแน่นด้วยชิ้นส่วนถึง 646 ชิ้น ทับทิม 86 เม็ด และสำรองพลังงานได้ 84 ชั่วโมง ตัวกลไกถูกออกแบบมาเพื่อสอดรับกับรูปทรงตัวเรือนโดยเฉพาะ ด้วยสัดส่วนที่ได้รับแรงบันดาลใจจากใบหน้ามนุษย์ จึงเกิดเป็นสถาปัตยกรรมที่โปร่ง สมดุล และสมมาตร

ชิ้นส่วนโดยส่วนใหญ่ผ่านการขัดแต่งด้วยมืออย่างประณีต สะพานจักรมาพร้อมเส้นสายโค้งมน ตัดกับฐานกลไกที่ขัดลายเกรนละเอียด และไฮไลต์ระดับปรากฏการณ์คือ โรเตอร์ด้านหลังที่โดดเด่นด้วยลวดลายกิโยเช่ (Guilloche) บนพื้นผิวทรงโดมโค้ง ซึ่งในโลกของการทำนาฬิกา การแกะสลักลวดลายด้วยมือลงบนพื้นผิวโค้งนั้นถือเป็นงานที่ท้าทายกว่าพื้นผิวเรียบหลายเท่าตัว

ครั้งนี้ MB&F จึงต้องจับมือกับ Kari Voutilainen สุดยอดช่างนาฬิกาอินดี้ระดับตำนาน ผู้ได้รับการยกย่องถึงฝีมือในงานขัดแต่ง และแกะสลักลวดลายกิโยเช่ของวงการนาฬิกาชั้นสูง ซึ่งเขาและทีมงานได้นำเทคนิคดั้งเดิมมาเนรมิตโรเตอร์ชิ้นนี้ให้กลายเป็นงานศิลปะขนานแท้ ช่วยยกระดับความคลาสสิกด้านหลังของ HM12 พร้อมยกระดับคุณค่าและความพิเศษให้โดดเด่น


 

ความสนุกที่แท้จริงของ HM12 ไม่ได้จบอยู่แค่บนข้อมือ เพราะไฮไลต์สำคัญที่ทำให้โปรเจกต์นี้สมบูรณ์แบบคือการ เข้าสู่โหมดรวมร่าง” ตัวนาฬิกามาพร้อมระบบ Quick-Release ที่ออกแบบมาให้สามารถปลดสายออกได้อย่างรวดเร็ว (แถมยังมีลูกเล่นให้เก็บสายซ่อนไว้ในลิ้นชักที่ฐานของหุ่นยนต์ได้อีกด้วย) เพื่อนำตัวเรือนที่เป็นเสมือนส่วนหัว ไปติดตั้งเข้ากับตำแหน่งด้านบนของ The Guardian” ผ่านระบบล็อคที่มั่นคง

โดยร่างต้นของหุ่นยนต์นี้ถูกพัฒนาร่วมกับพันธมิตรอย่าง  L’Epee 1839 แบรนด์ผู้นำประติมากรรมนาฬิกาตั้งโต๊ะระดับตำนานของสวิส ผู้เป็นเสมือน มือขวา” ระดับปรมาจารย์ ที่คอยเนรมิตจินตนาการกลไกขนาดใหญ่สุดสลับซับซ้อนให้ MB&F มานับไม่ถ้วน

หุ่นยนต์ตัวนี้ประกอบขึ้นจากชิ้นส่วน 755 ชิ้น กลางลำตัวมี “หัวใจ” เป็นเทอร์โมมิเตอร์แบบกลไก ส่วนแขนสองข้างมาพร้อมอุปกรณ์อเนกประสงค์ โดยข้างหนึ่งเป็นโล่ที่ซ่อนแว่นขยายเอาไว้ส่องรายละเอียดของกลไกนาฬิกา และอีกข้างเป็นไฟฉายแบบถอดได้พร้อมแสง UV เอาไว้กระตุ้นสารเรืองแสง Super-LumiNova บนทั้งตัวเรือนนาฬิกาและหุ่นยนต์

ซึ่งลูกเล่นทั้งหมดนี้ตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่า The Guardian ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแท่นวางนาฬิกาทั่วไป แต่มันคือเพื่อนคู่กายที่ถูกสร้างสรรค์มาให้ผู้ครอบครองได้มีปฏิสัมพันธ์ สนุกไปกับการสำรวจรายละเอียด และซึมซับความงามของศิลปะจักรกล ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปตื่นเต้นกับของเล่นชิ้นโปรดอีกครั้ง


 

สำหรับบทสรุปของโปรเจกต์สุดล้ำครั้งนี้ HM12 “The Guardian” เปรียบเสมือนจดหมายเหตุที่รวบรวมเอกลักษณ์และความขบถตลอด 20 ปีของ MB&F เอาไว้ในผลงานชิ้นเดียว

และแน่นอนว่าไอเทมระดับสุดยอดมาสเตอร์พีซย่อมมาพร้อมความเอ็กซ์คลูซีฟขั้นสุด โดยจะถูกผลิตออกมาเพียง 3 โทนสี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีม่วง และสีเขียว จำกัดจำนวนผลิตเพียงสีละ 12 เรือนเท่านั้น (รวมทั้งหมดเพียง 36 เรือนทั่วโลก) และทางแบรนด์ได้ลั่นวาจาไว้ชัดเจนว่าจะไม่มีการผลิตเพิ่มอีกเด็ดขาด

MB&F HM12 “The Guardian” ไม่ได้เป็นเพียงนาฬิกาหรือประติมากรรมสำหรับตั้งโชว์เท่านั้น แต่ยังเป็นบทพิสูจน์ว่าจินตนาการในวัยเด็กสามารถกลายเป็นความจริงได้ เมื่อความฝันถูกหลอมรวมเข้ากับศาสตร์แห่งวิศวกรรมชั้นสูง ผลลัพธ์ที่ได้จึงเป็นผลงานจักรกลอันน่าทึ่ง ทรงพลัง และเหนือความคาดหมายในทุกมิติ

 

NTman
WRITER: NTman
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line