เมื่อจินตนาการวัยเด็กที่อยากเห็นรถมีปีกบินได้ ถูกนำมาผสานเข้ากับความหลงใหลในโลกของยานยนต์… ผลลัพธ์ที่ได้จึงทะยานข้ามขีดจำกัดของคำว่ารถแต่งธรรมดา ไปสู่งานศิลปะระดับมาสเตอร์พีซ ใน EP.2 ของโปรเจกต์ ZONTES 150X: THE CUSTOM CODE เราจะพาทุกคนไปสัมผัสความเดือดที่ฉีกออกไปอีกแนว เมื่อสกู๊ตเตอร์เฟรมอลูมิเนียมทรงเทพอย่าง ZONTES 150X ถูกจับมาตีความใหม่โดยสำนักแต่งที่ทำรถได้ครบวงจรอย่าง Likit Racing ที่หยิบเอาแรงบันดาลใจจากสไตล์การแต่งรถยนต์สุดอลังการจากสำนัก Liberty Walk มาย่อส่วนใส่ลงในมอเตอร์ไซค์ รหัสลับความเท่ที่เปลี่ยนรถสแตนดาร์ดให้กลายเป็น “ยานอวกาศ” จะมีดีเทลอะไรซ่อนอยู่บ้าง ไปดูกันได้เลย จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้มาจากความหลงใหลส่วนตัวของ ‘โบ๊ท-Likit Racing’ ที่นอกจากจะชอบมอเตอร์ไซค์แล้ว ยังอินกับการแต่งรถยนต์สไตล์สำนักแต่งระดับตำนานแห่งแดนอาทิตย์อุทัยอย่าง Liberty Walk เป็นอย่างมาก เขาเล่าว่าอยากได้ความรู้สึกของรถสปอร์ตที่มีปีกเหมือนรถบินได้ในจินตนาการสมัยเด็ก จึงนำไอเดียความเวอร์วังแบบยานอวกาศมาใส่ใน ZONTES 150X คันนี้ และเมื่อเห็นรถเดิมที่มีจุดเด่นคือเฟรมอลูมิเนียมน้ำหนักเบา จึงตัดสินใจทำสีใหม่ให้เป็นสีเงินเงางาม เพื่อให้มีความเข้ากันและดึงความโดดเด่นของตัวเฟรมอลูมิเนียมออกมาให้มากที่สุด พร้อมกับดึงสัดส่วนเส้นสายเดิมของตัวรถที่ออกแบบมาดีอยู่แล้ว ให้ดูชัดเจนและมีมิติเด้งขึ้นมาอีกขั้น ขึ้นชื่อว่า Likit Racing สิ่งที่ขาดไม่ได้คืองานโชว์คาร์บอน และ Aero Parts ในคันนี้ถูกสาดของแต่งเข้าไปเพียบ
หากลองหลับตานึกภาพรถ EV บนท้องถนนทุกวันนี้… สังเกตไหมว่าเทรนด์การออกแบบส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปที่เส้นสายโค้งมนลู่ลม จนบางทีเวลารถขับสวนมาแทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นรุ่นอะไร ความจำเจเหล่านี้ทำให้เสน่ห์ของความแตกต่างค่อย ๆ จางหายไป แต่การปรากฏตัวของ iCAUR (ไอคาร์) แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่จากเครือ Chery Group ได้เข้ามาฉีกกระแสความจำเจนั้นทิ้งไป ภายใต้ปรัชญา “Classic Never Fades” ที่ไม่ใช่เพียงแค่การพยายามออกแบบรถให้ดูแปลกตาเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่เป็นการการหยิบเอา DNA ของความคลาสสิกระดับ Iconic โดยเฉพาะเสน่ห์ของรถเอสยูวีทรงกล่อง (Boxy SUV) สุดดุดัน มาตีความใหม่ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย สิ่งนี้จึงไม่ใช่แค่ความแตกต่าง แต่มันคือจุดเริ่มต้น “การกลับมาของความคลาสสิกแห่งอนาคต” ที่จะทำให้คนรักรถและงานออกแบบต้องหยุดมอง บทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของวิสัยทัศน์จาก iCAUR คือการเผยโฉม iCAUR V27 REEV ยานยนต์ที่หยิบเอาสุนทรียศาสตร์ของรูปทรง Boxy Design ความคลาสสิกสุด Iconic ระดับตำนานในหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์ มาตีความใหม่ได้อย่างเฉียบคม นี่คือการตอกย้ำแนวคิด “Classic Never Fades” ให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ บนเส้นทางแห่งอนาคตที่ไม่ได้ละทิ้งจิตวิญญาณดั้งเดิม เมื่อเจาะลึกถึงดีเทลงานออกแบบ
ย้อนกลับไปในปี 1881 ท่ามกลางความคึกคักของย่านกินซ่า ณ กรุงโตเกียว ตำนานแห่งเรือนเวลาได้ถูกจุดประกายขึ้น จากร้านจำหน่ายและซ่อมนาฬิกาเล็กๆ ของชายที่ชื่อ ‘คินทาโร ฮัตโตริ’ ใครจะรู้ว่าวันนั้นคือจุดเริ่มต้นของ SEIKO แบรนด์ที่ก้าวเดินและเติบโตเคียงคู่มากับลมหายใจของมหานครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึมซับเอาวิวัฒนาการ สุนทรียภาพ และวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง มาหลอมรวมไว้ในเรือนเวลาบนข้อมือของผู้คนทั่วโลกจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อพูดถึงโตเกียว ภาพจำอันงดงามในอดีตคือเมืองหลวงเก่าแก่นามว่า ‘เอโดะ’ (ค.ศ. 1603–1868) ยุคสมัยที่เป็นดั่งรากฐานทางศิลปะและวิถีชีวิตของญี่ปุ่น และในยุคที่วัฒนธรรมเบ่งบานนี้เอง เฉดสีอันเปี่ยมเสน่ห์อย่าง “สีม่วงเอโดะ” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น นี่ไม่ใช่แค่เพียงสีสันที่สวยงาม แต่คือตัวแทนที่สะท้อนรสนิยม จิตวิญญาณ และตัวตนอันโดดเด่นของชาวเมืองในยุคนั้น ซึ่งยังคงส่งต่อมนต์ขลังอันคลาสสิกข้ามกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน และเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 145 ปีแห่งความยิ่งใหญ่ SEIKO จึงพาเราย้อนเวลากลับไปสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมอีกครั้ง ผ่านนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันคอลเลกชันใหม่ ที่หยิบเอา “สีม่วงเอโดะ” มาเป็นหัวใจหลักในการออกแบบ ถ่ายทอดร่วมกับรายละเอียด “สีทอง” อันหรูหราประณีต ที่ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อความสวยงาม แต่ยังซ่อนความหมายที่สื่อถึงความมุ่งมั่นในการเติมเต็มชีวิตให้เปี่ยมด้วยความสุข ทั้งหมดนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้ปรัชญาอันแน่วแน่ตั้งแต่วันแรกที่ว่า “Always one step ahead of the rest” หรือการก้าวล้ำไปข้างหน้าก่อนหนึ่งก้าวเสมอ
เมื่อพูดถึงเหล่าไบเกอร์ที่สายเลือดไหลเวียนไปด้วยแพสชัน แน่นอนว่าสองล้อคู่ใจต้องสะท้อนตัวตน ความเท่ และความไม่เหมือนใคร ยิ่งถ้าได้รถที่มี “ทรงดี” เป็นทุนเดิม การเอามาคัสตอมต่อยอดความมันส์ก็ยิ่งสนุกขึ้นเป็นเท่าตัว และนี่คือที่มาของโปรเจกต์ ZONTES 150X: THE CUSTOM CODE ซีรีส์คอนเทนต์สุดพิเศษที่เราจะพาชาว UNLOCKMEN ทุกคนไป “ถอดรหัส” งานคัสตอมหล่อ ๆ จากหลากหลายสำนักแต่งชั้นนำของเมืองไทย กับสกู๊ตเตอร์ตัวจี๊ดอย่าง ZONTES 150X ที่เกิดมาพร้อมพื้นฐานสุดเทพด้วยเฟรมอลูมิเนียมอัลลอย ให้น้ำหนักตัวที่เบาหวิวเพียง 108 กก. แต่กลับซ่อนขุมพลังดุดันเอาไว้ภายใต้ดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ถือเป็น “ผืนผ้าใบชั้นยอด” ที่พร้อมให้เหล่าศิลปินนักคัสตอมได้วาดลวดลายสาดไอเดียลงไปได้แบบสุดทาง สำหรับตอนแรกของซีรีส์นี้ เราขอประเดิมความเดือดกันที่สำนักแต่ง Achi กับความเนี้ยบในการรังสรรค์พาร์ทแต่งด้วยเทคโนโลยี 3D สแกนเนอร์ความละเอียดสูง เพื่อรีดเร้น เค้นความดุดัน พร้อมเปลี่ยน ZONTES 150X คันเก่ง ให้กลายเป็นสุดยอด Sport Scooter เต็มระบบ… คันแรกของโปรเจกต์นี้จะซ่อนความเร้าใจอะไรไว้บ้าง ไปติดตามพร้อมกันได้เลย เบื้องหลังความหล่อเนียนตาของพาร์ทแต่งเซ็ตนี้ ไม่ใช่การกะระยะด้วยตาเปล่า ‘แน็ก’ เจ้าของตำแหน่ง
ก่อนจะได้รับการยกย่องให้เป็น “ไอคอนแห่งสมรรถนะ” จุดเริ่มต้นของ BMW M3 ในปี 1986 ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้างรถสปอร์ตหรูเพื่อกวาดยอดขาย แต่กำเนิดขึ้นจาก “ความตั้งใจที่จะเอาชนะกฎเกณฑ์ของการแข่งขัน” ล้วน ๆ ย้อนกลับไปในยุค 80s กฎเหล็ก Group A ของรายการแข่งขันทัวร์ริงคาร์ (DTM) ระบุไว้ชัดเจนว่า หากจะส่งรถลงแข่ง ค่ายรถจะต้องผลิตเวอร์ชันที่วิ่งบนถนนหลวงได้อย่างถูกกฎหมายให้ครบ 5,000 คันภายในเวลา 12 เดือน ทีมวิศวกรสุดระห่ำแห่ง BMW Motorsport จึงงัดเอาเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาปั้นโปรเจกต์ที่สุดขั้ว จับฝาสูบ DNA ซูเปอร์คาร์ M1 มาประกบเครื่องยนต์ 4 สูบ 2.3 ลิตร NA รีดพลัง 200 แรงม้า ลงสู่แชสซีน้ำหนักเบาเพียง 1,200 กิโลกรัม ยัดเบรกและช่วงล่างสเปกแข่ง พร้อมเกียร์ธรรมดาแบบ Dog-leg และที่บ้าบิ่นที่สุดคือพวกเขารื้อบอดี้ของ 3 Series รุ่นปกติมาออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ทั้งหมด จนเหลือแค่ชิ้นส่วน “ประตูและหลังคา”
ถ้าพูดถึงแบรนด์ Mitsubishi Motors เราเชื่อว่าภาพแรกในหัวของผู้ชายหลายคนคือความแข็งแกร่ง เชื่อถือได้ และพร้อมรับมือกับทุกสภาพถนนได้อย่างมั่นใจ แต่เมื่อวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเปลี่ยนไป “รถยนต์” ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะที่พาเราจากจุด A ไปจุด B อีกต่อไป แต่คือพื้นที่ใช้ชีวิตสำหรับครอบครัว, เป็นพาร์ทเนอร์ในการทำงาน และเป็นได้แม้กระทั่งเพื่อนร่วมทางที่ทำให้ทุกวันง่ายขึ้น ทำให้ Mitsubishi Motors Thailand เลือกใช้ช่วงเวลาสำคัญอย่างการเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี ในการเปิดตัวทิศทางแบรนด์ใหม่ภายใต้แนวคิด “Enjoy The Ride” กับการขยับบทบาทจาก Car Maker สู่การเป็น Life Enhancer แบรนด์ที่ช่วยยกระดับชีวิตและเป็นเพื่อนคู่ใจให้ผู้ขับขี่ทุกเจนเนอเรชันได้จอยไปกับทุกเส้นทางของตัวเอง พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์นี้ให้สัมผัสได้จริงผ่านอีเวนต์สุดพิเศษที่เชื่อมความแข็งแกร่งระดับตำนานเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว และวันนี้ UNLOCKMEN ขออาสาพาทัวร์ทุกจุดไฮไลต์ในงาน Mitsubishi Motors Thailand “Enjoy The Ride” จอยได้ทุกเส้นทาง ณ centralwOrld ที่บอกเลยว่าประทับใจวัยรุ่นและสาวกมิตซูแบบสุด ๆ เริ่มต้นกันที่โซน Central Court ที่ถูกแปลงโฉมให้เป็น The Heritage Destination
“No Dial. No Hands. No Crown.” — ไม่มีหน้าปัด ไม่มีเข็ม ไม่มีเม็ดมะยม นี่ไม่ใช่เพียงนิยาม… แต่คือแนวคิดที่พลิกโฉมการออกแบบนาฬิกาแบบดั้งเดิม และเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาสวิส ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา Ulysse Nardin ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า นาฬิกาสามารถบอกเวลาได้โดยให้กลไกทำหน้าที่แทนเข็มนาฬิกา แนวคิดอันล้ำสมัยนี้ไม่เพียงท้าทายขนบเดิมของอุตสาหกรรม แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำเหนือยุคสมัย และนั่นคือจุดกำเนิดของนาฬิกาไอคอนิกที่ชื่อว่า “Freak” ล่าสุด Ulysse Nardin ร่วมกับ PMT The Hour Glass จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของคอลเลกชัน Freak ภายใต้แนวคิด “180 Years of Always Challenging Convention. 25 Years of The Watch That Proved It.” เพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งการท้าทายขนบเดิมที่แบรนด์ยึดมั่นมาตลอด 180 ปี และความสำเร็จของ
ซัมเมอร์ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่ Hublot ใช้แต่งแต้มสีสันและรังสรรค์จินตนาการมาตั้งแต่ปี 2017 พร้อมเปลี่ยนการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา สำหรับปี 2026 นี้ Hublot กลับมาพร้อมการนำเสนอวัสดุ เซรามิกสีพาสเทล ที่โดดเด่นด้วยโทนสีอ่อนโยนและละมุนตา แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งของนวัตกรรมวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เฉดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศอันสดใสของฤดูร้อน ไม่เพียงมอบความรู้สึกแปลกใหม่ แต่ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำของ Hublot ในการพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมด้านวัสดุศาสตร์อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การปฏิวัติวงการด้วยการรังสรรค์เฉดสีเซรามิกไฮเทคหลากสีสันขึ้นเป็นครั้งแรกและหนึ่งเดียวในโลก วัสดุเซรามิกของ Hublot ไม่ได้มีดีแค่นำเสนอเฉดสีที่ครอบคลุมตั้งแต่สีเข้มไปจนถึงพาสเทลเท่านั้น แต่การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง วัสดุนี้จึงมีความแข็งแกร่งกว่าเซรามิกทั่วไปถึง 300 Vickers ทนทานต่อรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม และคงประกายความเงางามของสีสันได้อย่างยาวนาน ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการออกแบบและวัสดุศาสตร์ของ Hublot ถูกถ่ายทอดผ่านไฮไลต์ประจำฤดูกาลอย่าง Big Bang Summer สองรุ่นใหม่ล่าสุด ที่นำแรงบันดาลใจจากเฉดสีอันงดงามของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาถ่ายทอดได้อย่างลงตัว ตั้งแต่โทนสีพาสเทลอ่อนละมุนของแสงยามเช้า ไปจนถึงเฉดสีทองอบอุ่นของพระอาทิตย์ยามอัสดง ก่อนหลอมรวมเป็นตัวเรือนเซรามิกสีชมพู เขียวมินต์ และฟ้าคราม ที่ทั้งมีน้ำหนักเบา แข็งแกร่ง และสะท้อนความล้ำหน้าด้านนวัตกรรมวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot ได้อย่างชัดเจน เพราะสำหรับ Hublot การพัฒนาวัสดุเซรามิกขึ้นมาไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามของสีสัน แต่เป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการผลิตอันซับซ้อนและความประณีตแม่นยำระดับสูงสุด พร้อมนำเสนอความเหนือชั้นของนวัตกรรมเครื่องบอกเวลา ด้วยการนำเสนอกลไกบอกเวลาที่แตกต่างกัน ภายใต้ดีไซน์และเฉดสีพาสเทลจาก Big Bang
การผจญภัยไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การแพ็กกระเป๋าออกเดินทางไกล แต่ยังหมายถึงการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ในทุก ๆ วัน เช่นเดียวกันกับที่นาฬิกาคู่กายที่ดีจึงไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่ต้องสะท้อนคาแรกเตอร์และพร้อมลุยไปกับเราในทุกสถานการณ์ ล่าสุด MIDO แบรนด์นาฬิกาสวิสระดับตำนาน ชวน UNLOCKMEN บินลัดฟ้าไปร่วมอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟไกลถึง Walkerhill Aston House กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเผยโฉมสมาชิกใหม่ล่าสุดอย่าง Ocean Star 200 เรือนเวลาที่ผสานสมรรถนะของ Diver Watch เข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมไฮไลต์เด็ดคือการปรากฏตัวของ อีจงซอก (Lee Jong Suk) ในฐานะ Asian Brand Ambassador อย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในงานถูกเนรมิตด้วยแสงสีส้มซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ภายใต้แคมเปญ Treasure Your Time ที่พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ความคลาสสิกของจักรวาล Ocean Star แต่ที่เรียกแสงแฟลชได้รัว ๆ คือการปรากฏตัวของหนุ่ม ‘อีจงซอก’ ที่มาพร้อมลุคสุดสมาร์ตและนาฬิกา Ocean Star 200 เรือนใหม่บนข้อมือ ‘อีจงซอก’ ได้เผยความรู้สึกว่า “ผมชื่นชอบเสน่ห์ของคอลเลกชันนี้ที่สะท้อนทั้งความแข็งแกร่งและความคล่องตัว หน้าปัดสีน้ำเงินตัดกับดีเทลสีส้มของ
“A creative adult is a child who survived” คำกล่าวนี้คือสิ่งอธิบายตัวตน และเป็นปรัชญาที่สะท้อนพลังแห่งจินตนาการไร้ขอบเขตของ MB&F ได้อย่างชัดเจนที่สุด และเนื่องในโอกาสเปิดศักราชใหม่สู่ทศวรรษที่ 3 ของแบรนด์นาฬิกาสุดขบถแบรนด์นี้ พวกเขาได้ปลุกความฝันวัยเด็กของลูกผู้ชายที่หลงใหลในวัฒนธรรม Pop Sci-Fi ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในชื่อ HM12 “The Guardian” โปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ทิ้งไป เพราะคราวนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียง “นาฬิกาข้อมือ” สู่สถาปัตยกรรมบอกเวลาที่สามารถปลดล็อคไปรวมตัวกับ “ร่างต้น” กลายเป็นหุ่นยนต์รบสูง 38 เซนติเมตรได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยใช้ชิ้นส่วนประกอบรวมกันเกือบ 1,500 ชิ้น คำถามคือ ใครกันที่เต็มไปด้วยความกล้า ความมุ่งมั่น และมีศักยภาพมากพอที่จะเนรมิตโปรเจกต์นี้ให้ออกมาจับต้องได้จริง? เบื้องหลังความซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันสองวัน แต่คือจุดบรรจบของจินตนาการข้ามเจเนอเรชัน ระหว่างชายสองคนที่มีวิสัยทัศน์สุดขั้วไม่แพ้กัน… ความล้ำหน้าของโปรเจกต์นี้ เริ่มต้นจากคำถามสั้น ๆ แต่โคตรท้าทายของ Max Busser ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่หลงใหลในหุ่นยนต์ยุค 70s-80s ที่ว่า “จะเท่แค่ไหน ถ้านาฬิกาข้อมือไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์บอกเวลา แต่คือส่วนหัวของหุ่นยนต์?” และเขาได้ส่งต่อวิสัยทัศน์นี้ให้กับ


