ซัมเมอร์ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่ Hublot ใช้แต่งแต้มสีสันและรังสรรค์จินตนาการมาตั้งแต่ปี 2017 พร้อมเปลี่ยนการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา สำหรับปี 2026 นี้ Hublot กลับมาพร้อมการนำเสนอวัสดุ เซรามิกสีพาสเทล ที่โดดเด่นด้วยโทนสีอ่อนโยนและละมุนตา แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งของนวัตกรรมวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เฉดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศอันสดใสของฤดูร้อน ไม่เพียงมอบความรู้สึกแปลกใหม่ แต่ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำของ Hublot ในการพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมด้านวัสดุศาสตร์อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การปฏิวัติวงการด้วยการรังสรรค์เฉดสีเซรามิกไฮเทคหลากสีสันขึ้นเป็นครั้งแรกและหนึ่งเดียวในโลก วัสดุเซรามิกของ Hublot ไม่ได้มีดีแค่นำเสนอเฉดสีที่ครอบคลุมตั้งแต่สีเข้มไปจนถึงพาสเทลเท่านั้น แต่การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง วัสดุนี้จึงมีความแข็งแกร่งกว่าเซรามิกทั่วไปถึง 300 Vickers ทนทานต่อรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม และคงประกายความเงางามของสีสันได้อย่างยาวนาน ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการออกแบบและวัสดุศาสตร์ของ Hublot ถูกถ่ายทอดผ่านไฮไลต์ประจำฤดูกาลอย่าง Big Bang Summer สองรุ่นใหม่ล่าสุด ที่นำแรงบันดาลใจจากเฉดสีอันงดงามของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาถ่ายทอดได้อย่างลงตัว ตั้งแต่โทนสีพาสเทลอ่อนละมุนของแสงยามเช้า ไปจนถึงเฉดสีทองอบอุ่นของพระอาทิตย์ยามอัสดง ก่อนหลอมรวมเป็นตัวเรือนเซรามิกสีชมพู เขียวมินต์ และฟ้าคราม ที่ทั้งมีน้ำหนักเบา แข็งแกร่ง และสะท้อนความล้ำหน้าด้านนวัตกรรมวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot ได้อย่างชัดเจน เพราะสำหรับ Hublot การพัฒนาวัสดุเซรามิกขึ้นมาไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามของสีสัน แต่เป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการผลิตอันซับซ้อนและความประณีตแม่นยำระดับสูงสุด พร้อมนำเสนอความเหนือชั้นของนวัตกรรมเครื่องบอกเวลา ด้วยการนำเสนอกลไกบอกเวลาที่แตกต่างกัน ภายใต้ดีไซน์และเฉดสีพาสเทลจาก Big Bang
การผจญภัยไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การแพ็กกระเป๋าออกเดินทางไกล แต่ยังหมายถึงการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ในทุก ๆ วัน เช่นเดียวกันกับที่นาฬิกาคู่กายที่ดีจึงไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่ต้องสะท้อนคาแรกเตอร์และพร้อมลุยไปกับเราในทุกสถานการณ์ ล่าสุด MIDO แบรนด์นาฬิกาสวิสระดับตำนาน ชวน UNLOCKMEN บินลัดฟ้าไปร่วมอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟไกลถึง Walkerhill Aston House กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเผยโฉมสมาชิกใหม่ล่าสุดอย่าง Ocean Star 200 เรือนเวลาที่ผสานสมรรถนะของ Diver Watch เข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมไฮไลต์เด็ดคือการปรากฏตัวของ อีจงซอก (Lee Jong Suk) ในฐานะ Asian Brand Ambassador อย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในงานถูกเนรมิตด้วยแสงสีส้มซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ภายใต้แคมเปญ Treasure Your Time ที่พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ความคลาสสิกของจักรวาล Ocean Star แต่ที่เรียกแสงแฟลชได้รัว ๆ คือการปรากฏตัวของหนุ่ม ‘อีจงซอก’ ที่มาพร้อมลุคสุดสมาร์ตและนาฬิกา Ocean Star 200 เรือนใหม่บนข้อมือ ‘อีจงซอก’ ได้เผยความรู้สึกว่า “ผมชื่นชอบเสน่ห์ของคอลเลกชันนี้ที่สะท้อนทั้งความแข็งแกร่งและความคล่องตัว หน้าปัดสีน้ำเงินตัดกับดีเทลสีส้มของ
“A creative adult is a child who survived” คำกล่าวนี้คือสิ่งอธิบายตัวตน และเป็นปรัชญาที่สะท้อนพลังแห่งจินตนาการไร้ขอบเขตของ MB&F ได้อย่างชัดเจนที่สุด และเนื่องในโอกาสเปิดศักราชใหม่สู่ทศวรรษที่ 3 ของแบรนด์นาฬิกาสุดขบถแบรนด์นี้ พวกเขาได้ปลุกความฝันวัยเด็กของลูกผู้ชายที่หลงใหลในวัฒนธรรม Pop Sci-Fi ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในชื่อ HM12 “The Guardian” โปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ทิ้งไป เพราะคราวนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียง “นาฬิกาข้อมือ” สู่สถาปัตยกรรมบอกเวลาที่สามารถปลดล็อคไปรวมตัวกับ “ร่างต้น” กลายเป็นหุ่นยนต์รบสูง 38 เซนติเมตรได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยใช้ชิ้นส่วนประกอบรวมกันเกือบ 1,500 ชิ้น คำถามคือ ใครกันที่เต็มไปด้วยความกล้า ความมุ่งมั่น และมีศักยภาพมากพอที่จะเนรมิตโปรเจกต์นี้ให้ออกมาจับต้องได้จริง? เบื้องหลังความซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันสองวัน แต่คือจุดบรรจบของจินตนาการข้ามเจเนอเรชัน ระหว่างชายสองคนที่มีวิสัยทัศน์สุดขั้วไม่แพ้กัน… ความล้ำหน้าของโปรเจกต์นี้ เริ่มต้นจากคำถามสั้น ๆ แต่โคตรท้าทายของ Max Busser ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่หลงใหลในหุ่นยนต์ยุค 70s-80s ที่ว่า “จะเท่แค่ไหน ถ้านาฬิกาข้อมือไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์บอกเวลา แต่คือส่วนหัวของหุ่นยนต์?” และเขาได้ส่งต่อวิสัยทัศน์นี้ให้กับ
สำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ “นาฬิกา” ไม่เคยเป็นแค่เครื่องมือบอกเวลา แต่มันคือ “สเตตเมนต์” ชิ้นสำคัญที่ทำหน้าที่บอกเล่าเรื่องราว รสนิยม และแพสชันที่ขับเคลื่อนชีวิต โดยเฉพาะเมื่อเราพูดถึงสไตล์ที่หยั่งรากลึกอย่าง “ความคลาสสิก” เสน่ห์ที่อยู่เหนือกาลเวลา ไม่เคยต้องวิ่งตามกระแสแฟชั่น เพราะมันคือคุณค่าของงานคราฟต์ ดีเทล และประวัติศาสตร์ ที่ยิ่งผ่านกาลเวลายิ่งทวีความลึกซึ้ง เช่นเดียวกับปรัชญาของ Seiko แบรนด์นาฬิกาที่เข้าใจจิตวิญญาณของความคลาสสิกอย่างถ่องแท้ การหยิบเอามรดกจากอดีตยุค 60s – 70s มาปัดฝุ่นและตีความใหม่ ผสานเข้ากับนวัตกรรมความแม่นยำระดับมาสเตอร์พีซ ทำให้เรือนเวลาเหล่านี้ กลายเป็นเพื่อนร่วมทางที่ตอบโจทย์วิถีชีวิตของผู้ชายที่พิถีพิถันในทุกจังหวะของการใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ ในคอลัมน์ Men & His Watch ครั้งนี้ UNLOCKMEN จะพาไปสัมผัสและถอดรหัสตัวตนของสุภาพบุรุษทั้ง 5 กับ5 วิถีชีวิตสุดทาง ที่แม้จะมีเส้นทางชีวิตต่างกัน แต่สิ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาไว้คือ “รสนิยมแห่งความคลาสสิก” ที่สะท้อนผ่านหน้าปัดนาฬิกา Seiko เรือนโปรดบนข้อมือ มาร่วมค้นหาคำตอบกันว่าเพราะอะไรเรือนเวลาเหล่านี้ถึงกลายเป็น ‘จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญ’ ที่คอมพลีตทั้งสไตล์และอินเนอร์ของพวกเขาได้อย่างไร้ที่ติ… นาฬิกาเรือนนี้คือจิ๊กซอว์ที่ลงตัวกับไลฟ์สไตล์ของ ‘เจี๊ยบ-ชัยวัฒน์ สิงหะ’ (Co-Founder แห่ง 8080 Cafe
ถ้าคุณคิดว่ารถยนต์ไฟฟ้า เริ่มเข้าสู่ทางตันที่ทำอะไรออกมาก็ดูคล้ายกันไปหมดอาจต้องลองคิดใหม่ เมื่อทาง Mercedes-Benz ได้แตะบ่าพร้อมเขย่าเบา ๆ เพื่อบอกว่า “มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกนาย” ด้วยการส่ง THE ALL-NEW ELECTRIC CLA ลงสู่สนาม นี่คือยนตรกรรมที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นมอเตอร์ แต่มันคือการ Re-engineering ใหม่หมดจดภายใต้แพลตฟอร์ม MMA (Mercedes-Benz Modular Architecture) ที่ยืดหยุ่นจนรองรับได้ทุกขุมพลัง และนี่คือเหตุผลที่ทำไม CLA คันนี้ถึงกลายเป็น “Class of its Own” อย่างแท้จริง ลืมสมรรถนะ EV แบบเดิม ๆ ไปได้เลย เพราะ CLA รุ่นนี้ได้หยิบเอาเทคโนโลยีจากรถต้นแบบ Vision EQXX มาใส่แบบไม่กั๊ก พร้อมประกาศศักดาภายใต้ปรัชญา “Electric-first” แบบเต็มตัว ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า PSM (Permanently Excited Synchronous Motors) จับคู่กับระบบส่งกำลังแบบ 2 จังหวะ
สำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ การแต่งห้องหรือการสร้าง Vibe ในบ้าน ไม่ได้จบแค่การเลือกโซฟาหนังเท่ ๆ หรือจัดแสงไฟให้ได้มู้ด แต่มันรวมถึง “เสียง” ที่สะท้อนรสนิยมของเราด้วย ลำโพงสักตัวจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่มอบความบันเทิง แต่ยังเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกที่บอกเล่าตัวตนและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของห้อง ซึ่งหากพูดถึงแบรนด์ที่เข้าใจสมการระหว่าง ‘สุนทรียภาพแห่งดีไซน์’ และ ‘คุณภาพเสียง’ อย่างถ่องแท้ ชื่อแรก ๆ ที่มักจะปรากฏขึ้นมาเสมอคือ Harman Kardon และเรื่องราวที่ทำให้แบรนด์นี้มีเสน่ห์ก็คือ ในขณะที่บางแบรนด์เครื่องเสียงอาจเริ่มต้นจากแผนธุรกิจบนกระดานบอร์ดบริหาร แต่ไม่ใช่กับ Harman Kardon เพราะแบรนด์นี้เกิดจากอุดมการณ์ของนักฟิสิกส์นามว่า Sidney Harman ชายผู้เชื่อหมดใจว่า “เทคโนโลยีที่ดี ต้องเข้ามาทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ใช่ซับซ้อนขึ้น” 1953 คือปีที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งตำนาน เมื่อ Sidney Harman และวิศวกรคู่คิด Bernard Kardon ทุบกระปุกรวมเงินกันได้ 10,000 ดอลลาร์ เพื่อก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ในยุคที่การฟังเพลงจากวิทยุคือความวุ่นวาย คุณต้องต่อสายไฟระโยงระยางและใช้เครื่องหลายชิ้น แต่พวกเขามองเห็นต่างออกไป… ทั้งคู่ออกแบบอุปกรณ์ที่รวมทุกอย่างไว้ในกล่องเดียวและตั้งชื่อมันว่า “Receiver” นวัตกรรมชิ้นนี้เปรียบเสมือนตัวปลดล็อกวงการ และกลายเป็นมาตรฐานของเครื่องเสียงสมัยใหม่ในเวลาต่อมา แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
นี่คือการรวมพลังครั้งประวัติศาสตร์ของสองแบรนด์นาฬิกาอิสระระดับตำนานแห่งสวิส Ulysse Nardin และ URWERK แม้จะมีสไตล์ต่างกันสุดขั้ว แต่ทั้งคู่ต่างยึดมั่นในจุดร่วมเดียวกัน นั่นคือความ “อิสระ” โดย URWERK เลือกที่จะกล้าฉีกกฏในทุกการสร้างสรรค์ ขณะที่ Ulysse Nardin เน้นทุ่มเทให้กับการพัฒนาเทคนิคและกลไกที่น่าทึ่ง และผลลัพธ์ของการร่วมมือครั้งนี้คือผลงานรุ่นพิเศษอย่าง UR-FREAK ที่ผลิตในจำนวนจำกัดเพียง 100 เรือน แน่นอนว่านี่ไม่ใช่แค่การแปะโลโก้คู่กัน แต่เป็นการผนึกกำลังทางเทคนิคที่แท้จริง กับการนำ DNA ที่ชัดเจนของทั้งสองแบรนด์มาต่อยอดให้สุดยิ่งกว่า โดยการนำระบบ Wandering Hour Satellite เอกลักษณ์ของ URWERK มาผสานเข้ากับ Freak ไอคอนคลาสสิกของ Ulysse Nardin สู่จุดเริ่มต้นในการพัฒนากลไกอินเฮาส์รุ่นใหม่ระดับปฏิวัติวงการอย่าง Caliber UN-241 ที่หลอมรวมระบบคารูเซลแบบหมุน 3 ชั่วโมงเข้ากับระบบแสดงเวลาชั่วโมงแบบ Satellite ได้อย่างสมบูรณ์แบบ เรียกได้ว่าเป็นการสร้างสรรค์กลไกที่สมดุลและนำเสนอการแสดงเวลาที่มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร จนได้รับการยกย่องจากเหล่าคนรักนาฬิกาทั่วโลกว่านี่คือหนึ่งในผลงานร่วมสมัยที่ทรงอิทธิพลที่สุดในอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิส นอกจากนวัตกรรมเชิงกลไกแล้ว UR-FREAK ยังจัดเต็มที่สุดแห่งเทคโนโลยีของ Ulysse Nardin ที่เป็นผู้ริเริ่มนำมาใช้ในโลกนาฬิกาตั้งแต่ปี 2001 กับเทคโนโลยีซิลิคอน
หลังจากผ่านเวลามา 20 ปี นับตั้งแต่การถือกำเนิดของ Planet Ocean รุ่นแรก จนมาถึงในปีนี้ OMEGA พร้อมแล้วที่จะพาทุกคนดำดิ่งสู่ตำนานบทใหม่ของ Planet Ocean เจเนอเรชั่นที่ 4 กับการยกเครื่องครั้งใหญ่ ทั้งงานดีไซน์ และการอัปเกรดเทคนิคให้เหนือชั้นกว่าเดิม แต่ยังคงไว้ซึ่ง DNA แห่งการสำรวจมหาสมุทรอันเป็นเอกลักษณ์จาก Seamaster พร้อมถ่ายทอดผ่าน 3 สีหลัก 7 รุ่น ทั้งสี ส้ม ดำ น้ำเงิน ที่สามารถเลือกแมทช์สไตล์ได้ทั้งสายสเตนเลสสตีลและสายยาง และต้องบอกว่าความยิ่งใหญ่ของการปรับโฉมครั้งนี้ คือจุดเริ่มต้นแห่งการเฉลิมฉลองอย่างอลังการ ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะ Yifang ที่นครฉงชิ่ง ประเทศจีน สถานที่ซึ่งผสมผสานสถาปัตยกรรมสมัยใหม่เข้ากับเสน่ห์ของสายน้ำ สะท้อนถึงคอนเซ็ปต์ของ Planet Ocean ออกมาได้อย่างชัดเจน งานเปิดฉากขึ้นพร้อมกับแสงอาทิตย์ที่ทอแสงสีทองกระทบกับผิวน้ำ สะท้อนสู่งานเฉลิมฉลองที่อาบไล้ไปด้วยประกายสีส้มอันเป็นเอกลักษณ์ของ OMEGA และตอกย้ำถึงธีมสีของคอลเลคชั่นใหม่ ซึ่งไม่ใช่แค่การสะท้อนความงามของ Planet Ocean รุ่นหน้าปัดสีส้มที่มาพร้อมหลักเลขอารบิกสีส้มด้านและขอบตัวเรือนเซรามิก สุดไอคอนิกเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็นการคารวะต่อมรดกด้านการสำรวจมหาสมุทรที่สั่งสมมาอย่างยาวนานของ OMEGA ด้วยเช่นกัน
Multifort TV Big Date Special Edition S01E02 การกลับมาอีกครั้งของซีรีส์เรือนเวลาที่สะท้อนจิตวิญญาณแห่งความครีเอทีฟเหนือจินตนาการ ผลงานล่าสุดจากแบรนด์นาฬิกา Swiss made ชื่อดังอย่าง MIDO สำหรับ Multifort TV Big Date Special Edition S01E02 เรือนนี้ พร้อมสะกดทุกสายตาด้วยหน้าปัดสีสันสดใส ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากคลื่นสัญญาณรบกวนหลากสี ชวนให้หวนคิดถึงยุคทองของโทรทัศน์ ถูกถ่ายทอดอย่างพิถีพิถันลงบนตัวเรือนทรงทีวีขนาด 40 มม.สุดคลาสสิก โดดเด่นสะดุดตากับมิติความลึกของชิ้นงาน ด้วยลวดลายที่ใช้เทคนิคขึ้นรูปนูน มีช่องแสดงวันที่ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ใช้ตัวเลขสีขาวบนพื้นดำพร้อมเสริมขอบแสดงนาทีด้านในหน้าปัด ช่วยให้อ่านค่าเวลาได้อย่างชัดเจน และถือเป็นครั้งแรกของตระกูล Multifort TV ที่ใช้วัสดุตัวเรือนสเตนเลสสตีลเคลือบพีวีดีสีเทาขัดซาตินสุดเรียบหรู มาพร้อมสายนาฬิกา 3 สไตล์ที่ไปกันได้กับทุกลุค ไม่ว่าจะเป็นสายสายสเตนเลสสตีลขัดเงาบริเวณข้อตรงกลางให้ลุคเรียบหรูดูสุขุม เติมเต็มความสดใสด้วยสายนาฬิกายาง 2 เฉดสีที่มีดีไซน์ปั๊มลวดลายนูน ทั้งสีน้ำเงินสดเติมความเท่แบบโมเดิร์น และสีเหลืองสดที่ช่วยเพิ่มความสนุกสนานให้กับวันสบาย ๆ ฝาหลังของ Multifort TV Big Date Special
เพราะเสน่ห์ของ JDM มันมากกว่าความเป็นยานพาหนะ แต่คือเรื่องราวของ Culture & Style รวมถึงความคลั่งไคล้ในทุกรายละเอียด จนทำให้ใครหลายคนพร้อมทุ่มสุดตัว เพื่อให้รถคันเก่ง “หล่อแท้แบบต้นตำรับญี่ปุ่น” แต่จะหล่อทั้งที ต้องเลือกให้ถูกที่ เพราะอู่ทั่วไปอาจไม่เข้าใจถึงจิตวิญญาณแห่ง JDM ได้ถึงแก่น วันนี้เราจึงอยากพาทุกคนไปรู้จักกับอู่เฉพาะทางสำหรับ JDM Lover ขนานแท้ ที่เข้าอกเข้าใจในรถญี่ปุ่นแบบเข้าเส้น จะเป็นที่ไหนบ้างไปดูกัน 🇯🇵🔥 เริ่มต้นกันที่สำนัก JBOZA GARAGE โดย ‘ช่างเจ’ อดีตเด็กอู่ซิ่งที่เก็บเกี่ยวความรู้ความชำนาญทุกกระบวนท่า มาเปิดกิจการที่เชี่ยวชาญด้านการวางเครื่องตระกูล B, K, SR, RB, JZ ฯลฯ รวมไปถึงจูนกล่อง ทำระบบไฟ ระบบน้ำมัน ช่วงล่าง เบรก ครบวงจร บนพื้นฐานแนวคิดเรื่อง Performance Balance ไม่ใช่แค่แรง แต่ต้องตอบโจทย์การใช้งานในชีวิตประจำวัน ขับไปซื้อกาแฟปากซอยได้สบาย ๆ / ขึ้นเขาไม่ต้องลุ้น / ลง Track ได้


