เมื่อพูดถึงเหล่าไบเกอร์ที่สายเลือดไหลเวียนไปด้วยแพสชัน แน่นอนว่าสองล้อคู่ใจต้องสะท้อนตัวตน ความเท่ และความไม่เหมือนใคร ยิ่งถ้าได้รถที่มี “ทรงดี” เป็นทุนเดิม การเอามาคัสตอมต่อยอดความมันส์ก็ยิ่งสนุกขึ้นเป็นเท่าตัว และนี่คือที่มาของโปรเจกต์ ZONTES 150X: THE CUSTOM CODE ซีรีส์คอนเทนต์สุดพิเศษที่เราจะพาชาว UNLOCKMEN ทุกคนไป “ถอดรหัส” งานคัสตอมหล่อ ๆ จากหลากหลายสำนักแต่งชั้นนำของเมืองไทย กับสกู๊ตเตอร์ตัวจี๊ดอย่าง ZONTES 150X ที่เกิดมาพร้อมพื้นฐานสุดเทพด้วยเฟรมอลูมิเนียมอัลลอย ให้น้ำหนักตัวที่เบาหวิวเพียง 108 กก. แต่กลับซ่อนขุมพลังดุดันเอาไว้ภายใต้ดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ถือเป็น “ผืนผ้าใบชั้นยอด” ที่พร้อมให้เหล่าศิลปินนักคัสตอมได้วาดลวดลายสาดไอเดียลงไปได้แบบสุดทาง สำหรับตอนแรกของซีรีส์นี้ เราขอประเดิมความเดือดกันที่สำนักแต่ง Achi กับความเนี้ยบในการรังสรรค์พาร์ทแต่งด้วยเทคโนโลยี 3D สแกนเนอร์ความละเอียดสูง เพื่อรีดเร้น เค้นความดุดัน พร้อมเปลี่ยน ZONTES 150X คันเก่ง ให้กลายเป็นสุดยอด Sport Scooter เต็มระบบ… คันแรกของโปรเจกต์นี้จะซ่อนความเร้าใจอะไรไว้บ้าง ไปติดตามพร้อมกันได้เลย เบื้องหลังความหล่อเนียนตาของพาร์ทแต่งเซ็ตนี้ ไม่ใช่การกะระยะด้วยตาเปล่า ‘แน็ก’ เจ้าของตำแหน่ง
ก่อนจะได้รับการยกย่องให้เป็น “ไอคอนแห่งสมรรถนะ” จุดเริ่มต้นของ BMW M3 ในปี 1986 ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้างรถสปอร์ตหรูเพื่อกวาดยอดขาย แต่กำเนิดขึ้นจาก “ความตั้งใจที่จะเอาชนะกฎเกณฑ์ของการแข่งขัน” ล้วน ๆ ย้อนกลับไปในยุค 80s กฎเหล็ก Group A ของรายการแข่งขันทัวร์ริงคาร์ (DTM) ระบุไว้ชัดเจนว่า หากจะส่งรถลงแข่ง ค่ายรถจะต้องผลิตเวอร์ชันที่วิ่งบนถนนหลวงได้อย่างถูกกฎหมายให้ครบ 5,000 คันภายในเวลา 12 เดือน ทีมวิศวกรสุดระห่ำแห่ง BMW Motorsport จึงงัดเอาเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาปั้นโปรเจกต์ที่สุดขั้ว จับฝาสูบ DNA ซูเปอร์คาร์ M1 มาประกบเครื่องยนต์ 4 สูบ 2.3 ลิตร NA รีดพลัง 200 แรงม้า ลงสู่แชสซีน้ำหนักเบาเพียง 1,200 กิโลกรัม ยัดเบรกและช่วงล่างสเปกแข่ง พร้อมเกียร์ธรรมดาแบบ Dog-leg และที่บ้าบิ่นที่สุดคือพวกเขารื้อบอดี้ของ 3 Series รุ่นปกติมาออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ทั้งหมด จนเหลือแค่ชิ้นส่วน “ประตูและหลังคา”
เมื่อศิลปะแห่งการเดินทางระดับไฮเอนด์จากฝรั่งเศสมาบรรจบกับความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมคลาสสิก นี่คือโปรเจกต์ “Ultra-luxe” ที่ทำให้ผู้ชายสายสปอร์ตคาร์ต้องหยุดมอง เพราะนี่คือการคอลแลปส์ครั้งสำคัญระหว่าง Singer สำนักเรสโตมอดระดับโลก และแบรนด์ลักชูรีอันดับต้นๆ อย่าง Louis Vuitton ที่ร่วมกันรังสรรค์สุดยอดรถยนต์แบบ One-off ถึงสองคัน ได้แก่ Porsche 911 Reimagined by Singer – Classic และ Classic Turbo Cabriolet งานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของแฟชั่นฉาบฉวย แต่สเปกและดีเทลของตัวรถนั้นถูกจัดเต็มในทุกอณู จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เริ่มจากการวาดแบบโครงรถ แต่เริ่มจาก “นาฬิกา” ทาง Louis Vuitton โดยแผนก La Fabrique du Temps ได้สร้างสรรค์นาฬิกาหน้าปัดแบบกลไกที่สามารถถอดออกได้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น Tambour อันโด่งดังของแบรนด์ ก่อนที่ความหลงใหลในรายละเอียดจะบานปลายกลายเป็นการต่อยอดคัสตอมรถทั้งคันแบบหมดจด ทั้งงานหนังชั้นครูและกลไกเรือนไมล์ที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด สำหรับคันแรก Porsche 911 Reimagined by Singer – Classic มาในบอดี้พาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา โดดเด่นด้วยโทนสี
“No Dial. No Hands. No Crown.” — ไม่มีหน้าปัด ไม่มีเข็ม ไม่มีเม็ดมะยม นี่ไม่ใช่เพียงนิยาม… แต่คือแนวคิดที่พลิกโฉมการออกแบบนาฬิกาแบบดั้งเดิม และเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาสวิส ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา Ulysse Nardin ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า นาฬิกาสามารถบอกเวลาได้โดยให้กลไกทำหน้าที่แทนเข็มนาฬิกา แนวคิดอันล้ำสมัยนี้ไม่เพียงท้าทายขนบเดิมของอุตสาหกรรม แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำเหนือยุคสมัย และนั่นคือจุดกำเนิดของนาฬิกาไอคอนิกที่ชื่อว่า “Freak” ล่าสุด Ulysse Nardin ร่วมกับ PMT The Hour Glass จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของคอลเลกชัน Freak ภายใต้แนวคิด “180 Years of Always Challenging Convention. 25 Years of The Watch That Proved It.” เพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งการท้าทายขนบเดิมที่แบรนด์ยึดมั่นมาตลอด 180 ปี และความสำเร็จของ
ซัมเมอร์ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่ Hublot ใช้แต่งแต้มสีสันและรังสรรค์จินตนาการมาตั้งแต่ปี 2017 พร้อมเปลี่ยนการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา สำหรับปี 2026 นี้ Hublot กลับมาพร้อมการนำเสนอวัสดุ เซรามิกสีพาสเทล ที่โดดเด่นด้วยโทนสีอ่อนโยนและละมุนตา แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งของนวัตกรรมวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เฉดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศอันสดใสของฤดูร้อน ไม่เพียงมอบความรู้สึกแปลกใหม่ แต่ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำของ Hublot ในการพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมด้านวัสดุศาสตร์อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การปฏิวัติวงการด้วยการรังสรรค์เฉดสีเซรามิกไฮเทคหลากสีสันขึ้นเป็นครั้งแรกและหนึ่งเดียวในโลก วัสดุเซรามิกของ Hublot ไม่ได้มีดีแค่นำเสนอเฉดสีที่ครอบคลุมตั้งแต่สีเข้มไปจนถึงพาสเทลเท่านั้น แต่การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง วัสดุนี้จึงมีความแข็งแกร่งกว่าเซรามิกทั่วไปถึง 300 Vickers ทนทานต่อรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม และคงประกายความเงางามของสีสันได้อย่างยาวนาน ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการออกแบบและวัสดุศาสตร์ของ Hublot ถูกถ่ายทอดผ่านไฮไลต์ประจำฤดูกาลอย่าง Big Bang Summer สองรุ่นใหม่ล่าสุด ที่นำแรงบันดาลใจจากเฉดสีอันงดงามของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาถ่ายทอดได้อย่างลงตัว ตั้งแต่โทนสีพาสเทลอ่อนละมุนของแสงยามเช้า ไปจนถึงเฉดสีทองอบอุ่นของพระอาทิตย์ยามอัสดง ก่อนหลอมรวมเป็นตัวเรือนเซรามิกสีชมพู เขียวมินต์ และฟ้าคราม ที่ทั้งมีน้ำหนักเบา แข็งแกร่ง และสะท้อนความล้ำหน้าด้านนวัตกรรมวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot ได้อย่างชัดเจน เพราะสำหรับ Hublot การพัฒนาวัสดุเซรามิกขึ้นมาไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามของสีสัน แต่เป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการผลิตอันซับซ้อนและความประณีตแม่นยำระดับสูงสุด พร้อมนำเสนอความเหนือชั้นของนวัตกรรมเครื่องบอกเวลา ด้วยการนำเสนอกลไกบอกเวลาที่แตกต่างกัน ภายใต้ดีไซน์และเฉดสีพาสเทลจาก Big Bang
การผจญภัยไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การแพ็กกระเป๋าออกเดินทางไกล แต่ยังหมายถึงการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ในทุก ๆ วัน เช่นเดียวกันกับที่นาฬิกาคู่กายที่ดีจึงไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่ต้องสะท้อนคาแรกเตอร์และพร้อมลุยไปกับเราในทุกสถานการณ์ ล่าสุด MIDO แบรนด์นาฬิกาสวิสระดับตำนาน ชวน UNLOCKMEN บินลัดฟ้าไปร่วมอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟไกลถึง Walkerhill Aston House กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเผยโฉมสมาชิกใหม่ล่าสุดอย่าง Ocean Star 200 เรือนเวลาที่ผสานสมรรถนะของ Diver Watch เข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมไฮไลต์เด็ดคือการปรากฏตัวของ อีจงซอก (Lee Jong Suk) ในฐานะ Asian Brand Ambassador อย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในงานถูกเนรมิตด้วยแสงสีส้มซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ภายใต้แคมเปญ Treasure Your Time ที่พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ความคลาสสิกของจักรวาล Ocean Star แต่ที่เรียกแสงแฟลชได้รัว ๆ คือการปรากฏตัวของหนุ่ม ‘อีจงซอก’ ที่มาพร้อมลุคสุดสมาร์ตและนาฬิกา Ocean Star 200 เรือนใหม่บนข้อมือ ‘อีจงซอก’ ได้เผยความรู้สึกว่า “ผมชื่นชอบเสน่ห์ของคอลเลกชันนี้ที่สะท้อนทั้งความแข็งแกร่งและความคล่องตัว หน้าปัดสีน้ำเงินตัดกับดีเทลสีส้มของ
เชื่อหรือไม่ว่า Porsche Crest ตราสัญลักษณ์ที่สุดคลาสสิกและทรงพลังนี้ เกือบจะไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์ ย้อนกลับไปในช่วงแรกที่บริษัทเริ่มทำตลาดรถยนต์รุ่น 356 ในปี 1948 พวกเขาไม่ได้มีตราสัญลักษณ์ใด ๆ ประดับอยู่เลย นอกจากตัวอักษรคำว่า “Porsche” ที่แปะอยู่บนตัวถังรถเท่านั้น ความพยายามในการสร้างโลโก้เริ่มต้นขึ้น ในเดือนมีนาคมปี 1951 เมื่อทางบริษัทได้จัดการประกวดออกแบบโลโก้ โดยเปิดโอกาสให้สถาบันศิลปะทั่วเยอรมนีส่งผลงานเข้าชิงเงินรางวัลสูงถึง 1,000 ดอยช์มาร์ก (เทียบเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันจะอยู่ที่ราว 120,000 บาท) แต่ผลปรากฏว่าไม่มีดีไซน์ไหนเอาชนะใจกรรมการได้ ทำให้โปรเจกต์นี้ต้องพับเก็บและหยุดชะงักไปชั่วคราว ทว่าไอเดียก็ถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีเดียวกัน จากบทสนทนาบนโต๊ะอาหารค่ำในมหานครนิวยอร์ก เมื่อ Ferry Porsche ลูกชายของ Ferdinand ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ได้ร่วมโต๊ะเจรจาธุรกิจกับ Max Hoffman ผู้นำเข้ารถยนต์รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Hoffman คือผู้ทรงอิทธิพลในวงการยานยนต์ยุคนั้น ผู้เคยพา Mercedes-Benz 300 SL บุกตลาดอเมริกาจนสำเร็จมาแล้ว และในวันนั้นเขาก็เป็นคนผลักดันอย่างหนักว่ารถยนต์ Porsche จำเป็นต้องมีตราสัญลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ทันทีที่มองเห็น แรงกระตุ้นจาก Hoffman ทำให้ Ferry Porsche
“A creative adult is a child who survived” คำกล่าวนี้คือสิ่งอธิบายตัวตน และเป็นปรัชญาที่สะท้อนพลังแห่งจินตนาการไร้ขอบเขตของ MB&F ได้อย่างชัดเจนที่สุด และเนื่องในโอกาสเปิดศักราชใหม่สู่ทศวรรษที่ 3 ของแบรนด์นาฬิกาสุดขบถแบรนด์นี้ พวกเขาได้ปลุกความฝันวัยเด็กของลูกผู้ชายที่หลงใหลในวัฒนธรรม Pop Sci-Fi ให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งในชื่อ HM12 “The Guardian” โปรเจกต์ระดับมาสเตอร์พีซที่ฉีกทุกกฎเกณฑ์เดิม ๆ ทิ้งไป เพราะคราวนี้ได้ก้าวข้ามขอบเขตของการเป็นเพียง “นาฬิกาข้อมือ” สู่สถาปัตยกรรมบอกเวลาที่สามารถปลดล็อคไปรวมตัวกับ “ร่างต้น” กลายเป็นหุ่นยนต์รบสูง 38 เซนติเมตรได้อย่างสมบูรณ์แบบ โดยใช้ชิ้นส่วนประกอบรวมกันเกือบ 1,500 ชิ้น คำถามคือ ใครกันที่เต็มไปด้วยความกล้า ความมุ่งมั่น และมีศักยภาพมากพอที่จะเนรมิตโปรเจกต์นี้ให้ออกมาจับต้องได้จริง? เบื้องหลังความซับซ้อนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่วันสองวัน แต่คือจุดบรรจบของจินตนาการข้ามเจเนอเรชัน ระหว่างชายสองคนที่มีวิสัยทัศน์สุดขั้วไม่แพ้กัน… ความล้ำหน้าของโปรเจกต์นี้ เริ่มต้นจากคำถามสั้น ๆ แต่โคตรท้าทายของ Max Busser ผู้ก่อตั้งแบรนด์ที่หลงใหลในหุ่นยนต์ยุค 70s-80s ที่ว่า “จะเท่แค่ไหน ถ้านาฬิกาข้อมือไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์บอกเวลา แต่คือส่วนหัวของหุ่นยนต์?” และเขาได้ส่งต่อวิสัยทัศน์นี้ให้กับ
Longines Legend Diver เป็นหนึ่งในนาฬิกาที่อยู่ในจุดแปลกแต่น่าสนใจของโลก dive watch มานาน เพราะมันไม่เคยพยายามทำตัวเป็น Submariner killer ไม่ได้อยากเป็น desk diver ที่ใส่สูทแล้วดูแพงอย่างเดียว และก็ไม่ได้พยายามตะโกนความสปอร์ตแบบนาฬิกาดำน้ำยุคใหม่ เสน่ห์ของมันอยู่ตรงความเป็น compressor-style diver ที่ดูเหมือนหลุดมาจากยุค late 1950s เป็นนาฬิกาที่มีความ vintage ชัด แต่ยังมีบุคลิกเฉพาะตัวจาก two crowns, internal rotating bezel และหน้าปัดที่ไม่ได้เดินตามสูตร dive watch ทั่วไป แต่ในช่วงหลัง Legend Diver รุ่น 39mm ที่เปิดตัวในปี 2023 กลายเป็นจุด sweet spot สำหรับนักสะสมจำนวนมาก เพราะขนาดใส่ง่ายกว่าเดิม หน้าปัดสะอาดขึ้น และบาลานซ์โดยรวมเหมาะกับคนยุคนี้มากกว่า ทว่าปัญหาคือมันทำให้ Legend Diver ดู polished ขึ้น เงาขึ้น
หนึ่งในนาฬิกาที่อธิบายคำว่า “old IWC” ได้ชัดที่สุด มันไม่ได้พยายามจะเป็นอะไรเลยนอกจาก pilot chronograph ที่อ่านง่าย ใช้งานได้จริง แข็งแรง ก่อนยุค in-house movement obsession ก่อนยุค oversized case และก่อนยุคที่ pilot watch ต้องดูแพงจนลืมรากของตัวเอง และนั่นแหละคือเหตุผลที่มัน matters Ref. 3706 เปิดตัวในปี 1994 ในฐานะ mechanical Pilot’s Chronograph รุ่นแรกของบ้าน เป็นจุดสำคัญที่ช่วยพา Pilot’s Watches ของ IWC ให้กลับมาอยู่ในบทสนทนาของนักสะสมยุคหลัง quartz crisis ด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย หน้าปัดแบบ instrument-inspired, Arabic numerals ชัดเจน, sub-dials วางแบบ Valjoux 7750, day-date aperture, triangle marker ที่ตำแหน่ง
เรื่องราวของนักศึกษาเอกคณิตศาสตร์ ผู้เปลี่ยนหอพักมหาวิทยาลัย NYU ให้กลายเป็นร้านขายเสื้อผ้าของตัวเอง จนโดนไล่ออกจากหอ สู่การผงาดบนรันเวย์ Paris Fashion Week และถูกเชิญให้เป็น Guest Desiner คนแรกของประวัติศาสตร์เพื่อแบบคอลเลกชันให้เมซงระดับตำนานอย่าง Louis Vuitton ตามมาด้วยชื่อเสียงและผลงานระดับโลกอีกมากมาย นี่ไม่ใช่พล็อตหนัง Hollywood แต่คือชีวิตจริงของ Colm Dillane ชายผู้อยู่เบื้องหลัง KidSuper แบรนด์สตรีทแวร์สุดขบถที่บุกไปทลายหอคอยงาช้างของโลกแฟชั่นดั้งเดิมได้สำเร็จ ด้วยปรัชญาโคตรเรียบง่ายที่ว่า “Anything is Possible.” วันนี้เราจะย้อนดูเส้นทางความห่ามของเขาและแบรนด์ KidSuper ไปด้วยกัน พร้อมปิดท้ายด้วยสปอยล์งานคอลแลบเดือดดร็อปล่าสุด Jameson x KidSuper ที่เตรียมมาเขย่ากิเลสสายสตรีทชาวไทยเร็ว ๆ นี้ 𝙄𝙧𝙞𝙨𝙝 𝘽𝙡𝙤𝙤𝙙, 𝘽𝙤𝙧𝙙𝙚𝙧𝙡𝙚𝙨𝙨 𝙔𝙤𝙪𝙩𝙝 : Colm Dillane ลืมตาขึ้นมาดูโลกในนิวยอร์ก แต่มีเลือดผสมไอริช-สเปนไหลเวียนอยู่อย่างเข้มข้น ชีวิตวัยเด็กของเขาคือการเดินทางโยกย้ายถิ่นฐานเป็นกิจวัตร ได้เจอกับประสบการณ์ที่หลากหลายทั้งการใช้ชีวิตในเม็กซิโกซิตีที่ต้องนั่งรถกลับบ้านโดยมีบอดี้การ์ดติดอาวุธคุ้มกัน สู่การย้ายไปปักหลักที่วิสคอนซินยาวนานถึง 7 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เขาเรียกว่าวัยเด็กในอุดมคติ ที่นี่เองที่แพสชันต่างขั้วถูกหล่อหลอมขึ้นในตัวเขา คุณแม่ที่เป็นครูสอนภาษาสเปน
MIDO Multifort TV Big Date กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชัน Rose Gold PVD ที่ทำให้นาฬิกาทรง TV shape icon ของแบรนด์ดูคมขึ้นแบบชัดเจน ความเด่นของเรือนนี้อยู่ที่การบาลานซ์ระหว่างความสปอร์ตและความหรูได้ดี หน้าปัดไล่เฉดน้ำเงินไปดำตัดกับตัวเรือนสีโรสโกลด์อย่างลงตัว ขณะที่พื้นผิวขัดลายแนวนอนก็ช่วยให้หน้าปัดมีมิติขึ้นทันทีเมื่MIDO Multifort TV Big Date กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชัน Rose Gold PVD ที่ทำให้นาฬิกาทรง TV shape icon ของแบรนด์ดูคมขึ้นแบบชัดเจน ความเด่นของเรือนนี้อยู่ที่การบาลานซ์ระหว่างความสปอร์ตและความหรูได้ดี หน้าปัดไล่เฉดน้ำเงินไปดำตัดกับตัวเรือนสีโรสโกลด์อย่างลงตัว ขณะที่พื้นผิวขัดลายแนวนอนก็ช่วยให้หน้าปัดมีมิติขึ้นทันทีเมื่อกระทบแสง จุดเด่นสำคัญยังคงเป็นหน้าต่าง Big Date ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งเป็น signature ของรุ่นนี้มาตั้งแต่ต้น และเป็นรายละเอียดที่ทำให้ Multifort TV Big Date แตกต่างจากสปอร์ตวอทช์ทรงเหลี่ยมทั่วไป มันไม่ได้เป็นแค่ฟังก์ชันใช้งานที่อ่านค่าง่ายทุกมุมมอง แต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ดีไซน์ทั้งเรือนมีคาแรกเตอร์มาตั้งแต่ยุคของ Mido’s original 1973 TV-shaped case


