หากลองหลับตานึกภาพรถ EV บนท้องถนนทุกวันนี้… สังเกตไหมว่าเทรนด์การออกแบบส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปที่เส้นสายโค้งมนลู่ลม จนบางทีเวลารถขับสวนมาแทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นรุ่นอะไร ความจำเจเหล่านี้ทำให้เสน่ห์ของความแตกต่างค่อย ๆ จางหายไป แต่การปรากฏตัวของ iCAUR (ไอคาร์) แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่จากเครือ Chery Group ได้เข้ามาฉีกกระแสความจำเจนั้นทิ้งไป ภายใต้ปรัชญา “Classic Never Fades” ที่ไม่ใช่เพียงแค่การพยายามออกแบบรถให้ดูแปลกตาเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่เป็นการการหยิบเอา DNA ของความคลาสสิกระดับ Iconic โดยเฉพาะเสน่ห์ของรถเอสยูวีทรงกล่อง (Boxy SUV) สุดดุดัน มาตีความใหม่ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย สิ่งนี้จึงไม่ใช่แค่ความแตกต่าง แต่มันคือจุดเริ่มต้น “การกลับมาของความคลาสสิกแห่งอนาคต” ที่จะทำให้คนรักรถและงานออกแบบต้องหยุดมอง บทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของวิสัยทัศน์จาก iCAUR คือการเผยโฉม iCAUR V27 REEV ยานยนต์ที่หยิบเอาสุนทรียศาสตร์ของรูปทรง Boxy Design ความคลาสสิกสุด Iconic ระดับตำนานในหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์ มาตีความใหม่ได้อย่างเฉียบคม นี่คือการตอกย้ำแนวคิด “Classic Never Fades” ให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ บนเส้นทางแห่งอนาคตที่ไม่ได้ละทิ้งจิตวิญญาณดั้งเดิม เมื่อเจาะลึกถึงดีเทลงานออกแบบ
ย้อนกลับไปในปี 1881 ท่ามกลางความคึกคักของย่านกินซ่า ณ กรุงโตเกียว ตำนานแห่งเรือนเวลาได้ถูกจุดประกายขึ้น จากร้านจำหน่ายและซ่อมนาฬิกาเล็กๆ ของชายที่ชื่อ ‘คินทาโร ฮัตโตริ’ ใครจะรู้ว่าวันนั้นคือจุดเริ่มต้นของ SEIKO แบรนด์ที่ก้าวเดินและเติบโตเคียงคู่มากับลมหายใจของมหานครที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ซึมซับเอาวิวัฒนาการ สุนทรียภาพ และวัฒนธรรมอันลึกซึ้ง มาหลอมรวมไว้ในเรือนเวลาบนข้อมือของผู้คนทั่วโลกจากรุ่นสู่รุ่น เมื่อพูดถึงโตเกียว ภาพจำอันงดงามในอดีตคือเมืองหลวงเก่าแก่นามว่า ‘เอโดะ’ (ค.ศ. 1603–1868) ยุคสมัยที่เป็นดั่งรากฐานทางศิลปะและวิถีชีวิตของญี่ปุ่น และในยุคที่วัฒนธรรมเบ่งบานนี้เอง เฉดสีอันเปี่ยมเสน่ห์อย่าง “สีม่วงเอโดะ” ก็ได้ถือกำเนิดขึ้น นี่ไม่ใช่แค่เพียงสีสันที่สวยงาม แต่คือตัวแทนที่สะท้อนรสนิยม จิตวิญญาณ และตัวตนอันโดดเด่นของชาวเมืองในยุคนั้น ซึ่งยังคงส่งต่อมนต์ขลังอันคลาสสิกข้ามกาลเวลามาจนถึงปัจจุบัน และเพื่อเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 145 ปีแห่งความยิ่งใหญ่ SEIKO จึงพาเราย้อนเวลากลับไปสัมผัสมรดกทางวัฒนธรรมอีกครั้ง ผ่านนาฬิกาลิมิเต็ดเอดิชันคอลเลกชันใหม่ ที่หยิบเอา “สีม่วงเอโดะ” มาเป็นหัวใจหลักในการออกแบบ ถ่ายทอดร่วมกับรายละเอียด “สีทอง” อันหรูหราประณีต ที่ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อความสวยงาม แต่ยังซ่อนความหมายที่สื่อถึงความมุ่งมั่นในการเติมเต็มชีวิตให้เปี่ยมด้วยความสุข ทั้งหมดนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นภายใต้ปรัชญาอันแน่วแน่ตั้งแต่วันแรกที่ว่า “Always one step ahead of the rest” หรือการก้าวล้ำไปข้างหน้าก่อนหนึ่งก้าวเสมอ
เมื่อพูดถึงเหล่าไบเกอร์ที่สายเลือดไหลเวียนไปด้วยแพสชัน แน่นอนว่าสองล้อคู่ใจต้องสะท้อนตัวตน ความเท่ และความไม่เหมือนใคร ยิ่งถ้าได้รถที่มี “ทรงดี” เป็นทุนเดิม การเอามาคัสตอมต่อยอดความมันส์ก็ยิ่งสนุกขึ้นเป็นเท่าตัว และนี่คือที่มาของโปรเจกต์ ZONTES 150X: THE CUSTOM CODE ซีรีส์คอนเทนต์สุดพิเศษที่เราจะพาชาว UNLOCKMEN ทุกคนไป “ถอดรหัส” งานคัสตอมหล่อ ๆ จากหลากหลายสำนักแต่งชั้นนำของเมืองไทย กับสกู๊ตเตอร์ตัวจี๊ดอย่าง ZONTES 150X ที่เกิดมาพร้อมพื้นฐานสุดเทพด้วยเฟรมอลูมิเนียมอัลลอย ให้น้ำหนักตัวที่เบาหวิวเพียง 108 กก. แต่กลับซ่อนขุมพลังดุดันเอาไว้ภายใต้ดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยว ถือเป็น “ผืนผ้าใบชั้นยอด” ที่พร้อมให้เหล่าศิลปินนักคัสตอมได้วาดลวดลายสาดไอเดียลงไปได้แบบสุดทาง สำหรับตอนแรกของซีรีส์นี้ เราขอประเดิมความเดือดกันที่สำนักแต่ง Achi กับความเนี้ยบในการรังสรรค์พาร์ทแต่งด้วยเทคโนโลยี 3D สแกนเนอร์ความละเอียดสูง เพื่อรีดเร้น เค้นความดุดัน พร้อมเปลี่ยน ZONTES 150X คันเก่ง ให้กลายเป็นสุดยอด Sport Scooter เต็มระบบ… คันแรกของโปรเจกต์นี้จะซ่อนความเร้าใจอะไรไว้บ้าง ไปติดตามพร้อมกันได้เลย เบื้องหลังความหล่อเนียนตาของพาร์ทแต่งเซ็ตนี้ ไม่ใช่การกะระยะด้วยตาเปล่า ‘แน็ก’ เจ้าของตำแหน่ง
ก่อนจะได้รับการยกย่องให้เป็น “ไอคอนแห่งสมรรถนะ” จุดเริ่มต้นของ BMW M3 ในปี 1986 ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้างรถสปอร์ตหรูเพื่อกวาดยอดขาย แต่กำเนิดขึ้นจาก “ความตั้งใจที่จะเอาชนะกฎเกณฑ์ของการแข่งขัน” ล้วน ๆ ย้อนกลับไปในยุค 80s กฎเหล็ก Group A ของรายการแข่งขันทัวร์ริงคาร์ (DTM) ระบุไว้ชัดเจนว่า หากจะส่งรถลงแข่ง ค่ายรถจะต้องผลิตเวอร์ชันที่วิ่งบนถนนหลวงได้อย่างถูกกฎหมายให้ครบ 5,000 คันภายในเวลา 12 เดือน ทีมวิศวกรสุดระห่ำแห่ง BMW Motorsport จึงงัดเอาเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาปั้นโปรเจกต์ที่สุดขั้ว จับฝาสูบ DNA ซูเปอร์คาร์ M1 มาประกบเครื่องยนต์ 4 สูบ 2.3 ลิตร NA รีดพลัง 200 แรงม้า ลงสู่แชสซีน้ำหนักเบาเพียง 1,200 กิโลกรัม ยัดเบรกและช่วงล่างสเปกแข่ง พร้อมเกียร์ธรรมดาแบบ Dog-leg และที่บ้าบิ่นที่สุดคือพวกเขารื้อบอดี้ของ 3 Series รุ่นปกติมาออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ทั้งหมด จนเหลือแค่ชิ้นส่วน “ประตูและหลังคา”
หากคุณคิดว่า Koenigsegg CC850 คือที่สุดแห่งความบ้าคลั่งแล้ว เตรียมตัวทำความรู้จักกับอสูรกายลำใหม่ล่าสุดที่จะทำให้สมองคุณรวนยิ่งกว่าเดิม นี่คือ Koenigsegg CCGT1 ไฮเปอร์คาร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคารวะตำนานรถแข่งแกรนด์ทัวริงอย่าง CCGT รถแข่งตัวแรงแห่งยุค GT1 ที่โชคร้ายไม่เคยได้ลงสนามจริงแม้แต่ครั้งเดียวเนื่องจากการเปลี่ยนกฎของ FIA แต่วันนี้จิตวิญญาณแห่งสนามแข่งได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างของรถถนนที่ทรงพลังกว่ารถบ้านทั่วไปถึงสิบเท่า แถมยังพกความดุเดือดระดับ 1,600 แรงม้ามาให้เหยียบกันมิดไมล์ แม้พื้นฐานของ CCGT1 จะถูกต่อยอดมาจากรุ่น CC850 แต่บอดี้พาร์ทแทบทุกชิ้นถูกออกแบบใหม่หมดจดด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ จะมีก็แค่ประตูและหลังคาแบบถอดได้เท่านั้นที่ใช้ร่วมกัน ไฮไลต์เด่นที่สะกดทุกสายตาคือวัสดุตัวถังแบบใหม่ที่เรียกว่า Ghost Fibre หรือคาร์บอนไฟเบอร์สีขาวที่เคยสร้างชื่อในรุ่น Trevita เมื่อปี 2009 ซึ่งไม่เพียงแค่มอบความสวยงามดุดัน แต่ยังช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแกร่ง และซับเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี รูปลักษณ์ภายนอกถูกอัปเกรดอากาศพลศาสตร์ขั้นสุดด้วยสปลิตเตอร์หน้าขนาดใหญ่ ช่องดักอากาศบนหลังคาสำหรับระบายความร้อน และปีกหลังขนาดยักษ์ที่ปรับองศาได้ถึง 30 องศา ทำงานร่วมกับระบบ Active Aero ใต้ท้องรถ สร้างแรงกด Downforce ได้มหาศาลถึง 800 กิโลกรัมที่ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเปิดฝาครอบเครื่องยนต์ คุณจะพบกับขุมพลังสุดจัดจ้าน เครื่องยนต์ V8
ช่วงนี้กระแส Racket Sports กำลังมาแรง และถ้าคุณกำลังมองหาพิกัดใหม่สำหรับไปเรียกเหงื่อแบบคูลๆ The Lobb Club ในซอยสาธุประดิษฐ์ คือสเปซที่ตอบโจทย์ตั้งแต่สายสปอร์ตฮาร์ดคอร์ไปจนถึงสายไลฟ์สไตล์ที่อยากหาทำกิจกรรมใหม่ๆ ในวันหยุด ด้วยดีไซน์สนามที่ค่อนข้างใหม่ สวยงามทันสมัย และการจัดการพื้นที่ที่ลงตัว จัดเต็มทั้งคอร์ทเทนนิสและระบบ Machine ที่นี่มีคอร์ทเทนนิสมาตรฐานให้หวดกันแบบเต็มกำลัง แต่ความเจ๋งที่ทำให้หลายคนถูกใจคือ โซน Machine ที่ออกแบบมาสำหรับคนที่อยากซ้อมมือ หรือในวันที่เพื่อนเทก็สามารถมาเช่าคอร์ทตีโต้กับเครื่องยิงลูกเทนนิสคนเดียวได้แบบเพลินๆ ไม่ต้องง้อใคร ส่วนตัวเพิ่งได้ไปลองเล่น พิคเคิลบอล (Pickleball) ที่นี่มาแล้วรู้สึกประทับใจมาก กีฬานี้เป็นการผสมผสานความสนุกของเทนนิสและปิงปองเข้าด้วยกัน ข้อดีคือมันไม่ได้อาศัยพละกำลังหรือทักษะที่ยากเท่าเทนนิส ทำให้มือใหม่เล่นได้ง่ายกว่าเยอะ ฟีลลิ่งตอนตีโต้ไปมาสนุกเหมือนกำลังเล่นปิงปองบนคอร์ทใหญ่ ได้ขยับตัววิ่งตลอดเวลา ถือเป็นการคาร์ดิโอออกกำลังกายที่เรียกเหงื่อได้สะใจสุดๆ มาแต่ตัวก็ลุยได้ ใครอยากมาลองเล่นแต่ยังไม่อยากลงทุนซื้อไม้ ที่คลับมีบริการ ให้เช่าอุปกรณ์แบบครบวงจร ทั้งไม้และลูก นอกจากนี้ระบบการจัดการยังทันสมัยด้วยระบบจองออนไลน์ ที่คุณสามารถเข้าไปเลือกเช็กเวลาว่างและกดล็อกคิวสนามล่วงหน้าได้ด้วยตัวเอง จัดการตารางชีวิตได้ง่ายมากๆ สิ่งที่ทำให้ The Lobb Club แตกต่างจากสนามกีฬาทั่วไป คือโซนคลับเฮาส์ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นพื้นที่แฮงเอาต์อย่างแท้จริง ระหว่างรอเพื่อนตี หรือหลังจากเหน็ดเหนื่อยจากคอร์ท คุณสามารถมานั่งชิลล์ในคลับที่มีให้บริการตั้งแต่ อาหาร เครื่องดื่ม ไปจนถึงไวน์ ให้ได้จิบผ่อนคลาย เรียกว่าเป็นคอมมูนิตี้ที่บาลานซ์ทั้งเรื่องสุขภาพและไลฟ์สไตล์การเข้าสังคมไว้ในที่เดียวได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อศิลปะแห่งการทำนาฬิกามาบรรจบกับศาสตร์แห่งการจัดบอนไซ Seiko ได้ประกาศจับมือกับ TRADMAN’S BONSAI เปิดตัวเรือนเวลาสุดเอ็กซ์คลูซีฟ Seiko Presage Classic Series x TRADMAN’S BONSAI Limited Edition ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณและงานคราฟต์ขั้นสูงของญี่ปุ่นออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบ คอนเซปต์ของนาฬิการุ่นนี้ได้แรงบันดาลใจโดยตรงมาจากกระถางทรงพระจันทร์เสี้ยว (Moon pot) ซึ่งเป็นรูปทรงคลาสสิกของกระถางบอนไซที่สื่อถึงความกลมกลืนและสมดุล เปรียบเสมือนภาพความสง่างามของต้นสนดำที่ตั้งตระหง่านอยู่ภายใต้แสงจันทร์ โดดเด่นด้วยหน้าปัดสีมัตสึบะ-อิโระ (Matsuba-Iro) \โทนสีเขียวเข้ม ซึ่งเป็นสีของใบสนที่ตามธรรมเนียมญี่ปุ่น เป็นสัญลักษณ์ของความมีอายุยืนยาว ความยืดหยุ่น และความเป็นอมตะ เท็กซ์เจอร์เปลือกสนเพิ่มมิติและคาแรกเตอร์ให้กับตัวเรือน ผ่านหน้าปัดแบบปั๊มนูนขึ้นมาใหม่ เพื่อจำลองพื้นผิวที่ขรุขระของเปลือกสนที่มีอายุมากได้อย่างสมจริง ปกป้องหน้าปัดด้วยกระจกแซฟไฟร์คริสตัลโค้งคู่ (Dual-curved sapphire) หัวใจของเรือนเวลานี้คือกลไกอัตโนมัติอินเฮาส์ Caliber 6R51 ของ Seiko ที่ให้ความแม่นยำระดับ +25 ถึง -15 วินาทีต่อวัน และสามารถสำรองพลังงานได้ยาวนานถึง 3 วันเต็ม ผลิตมาในจำนวนจำกัดเพียง 2,000 เรือนทั่วโลกเท่านั้น
Collaboration ที่รวมเอา Running Watches กับ Street Culture เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างไม่ฝืน ภายใต้แนวคิด “Every Dot Is a Step. Every Step Builds Who You Are. You’re Not Just Running Forward, You’re Creating Your Own World.” ทั้งสองแบรนด์นำ Garmin Forerunner 170 สีดำมาจัดวางใหม่ในโลกของ CARNIVAL ผ่านสายนาฬิกาและกล่องเก็บดีไซน์พิเศษ ผลิตจำกัดเพียง 100 Limited Box Set ตัวเรือนมีขนาด 42.6 x 42.6 x 11.9 มิลลิเมตร น้ำหนักรวมสายเพียง 41 กรัม ใช้สายแบบ Quick Release
เมื่อศิลปะแห่งการเดินทางระดับไฮเอนด์จากฝรั่งเศสมาบรรจบกับความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมคลาสสิก นี่คือโปรเจกต์ “Ultra-luxe” ที่ทำให้ผู้ชายสายสปอร์ตคาร์ต้องหยุดมอง เพราะนี่คือการคอลแลปส์ครั้งสำคัญระหว่าง Singer สำนักเรสโตมอดระดับโลก และแบรนด์ลักชูรีอันดับต้นๆ อย่าง Louis Vuitton ที่ร่วมกันรังสรรค์สุดยอดรถยนต์แบบ One-off ถึงสองคัน ได้แก่ Porsche 911 Reimagined by Singer – Classic และ Classic Turbo Cabriolet งานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของแฟชั่นฉาบฉวย แต่สเปกและดีเทลของตัวรถนั้นถูกจัดเต็มในทุกอณู จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เริ่มจากการวาดแบบโครงรถ แต่เริ่มจาก “นาฬิกา” ทาง Louis Vuitton โดยแผนก La Fabrique du Temps ได้สร้างสรรค์นาฬิกาหน้าปัดแบบกลไกที่สามารถถอดออกได้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น Tambour อันโด่งดังของแบรนด์ ก่อนที่ความหลงใหลในรายละเอียดจะบานปลายกลายเป็นการต่อยอดคัสตอมรถทั้งคันแบบหมดจด ทั้งงานหนังชั้นครูและกลไกเรือนไมล์ที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด สำหรับคันแรก Porsche 911 Reimagined by Singer – Classic มาในบอดี้พาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา โดดเด่นด้วยโทนสี


