TLR บริษัทคัสตอมรถจากเนเธอร์แลนด์ สร้าง Land Rover Defender ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ได้สำเร็จ มองเผินๆ นี่อาจจะดูเหมือนโปรเจกต์ Restomod ทั่วไป แต่บอกเลยว่าภายใต้เรือนร่างสุดคลาสสิกนี้ มีความลับซ่อนอยู่มากกว่าที่คุณคิด ปกติแล้วลูกค้าร้อยละ 75 ของ The Landrovers มักจะเลือกเส้นทางสายคลาสสิกด้วยการวางเครื่องยนต์ V8 จาก Corvette ไม่ว่าจะเป็นรหัส LS3 พละกำลัง 450 แรงม้า หรือ LT4 ระดับ 650 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ แต่สำหรับลูกค้ากระเป๋าหนักพอและต้องการความต่างขั้นสุด มีทางเลือกที่สุดตารางกว่า นั่นคือ The Landrovers Panterra โปรเจกต์ Electromod เวอร์ชันขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% The Landrovers Panterra ใช้เวลาปลุกปั้นโปรเจกต์นี้มาถึง 7 ปีเต็ม เพื่อออกแบบชิ้นส่วนแทบทุกชิ้นภายใต้เรือนร่างเดิมของ Defender ใหม่ทั้งหมด มีการทำจุดยึดใหม่สำหรับระบบช่วงล่างอิสระเต็มรูปแบบ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรองรับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ (In-wheel
ถ้าพูดถึงแบรนด์ Mitsubishi Motors เราเชื่อว่าภาพแรกในหัวของผู้ชายหลายคนคือความแข็งแกร่ง เชื่อถือได้ และพร้อมรับมือกับทุกสภาพถนนได้อย่างมั่นใจ แต่เมื่อวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเปลี่ยนไป “รถยนต์” ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะที่พาเราจากจุด A ไปจุด B อีกต่อไป แต่คือพื้นที่ใช้ชีวิตสำหรับครอบครัว, เป็นพาร์ทเนอร์ในการทำงาน และเป็นได้แม้กระทั่งเพื่อนร่วมทางที่ทำให้ทุกวันง่ายขึ้น ทำให้ Mitsubishi Motors Thailand เลือกใช้ช่วงเวลาสำคัญอย่างการเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี ในการเปิดตัวทิศทางแบรนด์ใหม่ภายใต้แนวคิด “Enjoy The Ride” กับการขยับบทบาทจาก Car Maker สู่การเป็น Life Enhancer แบรนด์ที่ช่วยยกระดับชีวิตและเป็นเพื่อนคู่ใจให้ผู้ขับขี่ทุกเจนเนอเรชันได้จอยไปกับทุกเส้นทางของตัวเอง พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์นี้ให้สัมผัสได้จริงผ่านอีเวนต์สุดพิเศษที่เชื่อมความแข็งแกร่งระดับตำนานเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว และวันนี้ UNLOCKMEN ขออาสาพาทัวร์ทุกจุดไฮไลต์ในงาน Mitsubishi Motors Thailand “Enjoy The Ride” จอยได้ทุกเส้นทาง ณ centralwOrld ที่บอกเลยว่าประทับใจวัยรุ่นและสาวกมิตซูแบบสุด ๆ เริ่มต้นกันที่โซน Central Court ที่ถูกแปลงโฉมให้เป็น The Heritage Destination
“No Dial. No Hands. No Crown.” — ไม่มีหน้าปัด ไม่มีเข็ม ไม่มีเม็ดมะยม นี่ไม่ใช่เพียงนิยาม… แต่คือแนวคิดที่พลิกโฉมการออกแบบนาฬิกาแบบดั้งเดิม และเป็นจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์การประดิษฐ์นาฬิกาสวิส ตลอดระยะเวลากว่า 25 ปีที่ผ่านมา Ulysse Nardin ได้พิสูจน์ให้โลกเห็นว่า นาฬิกาสามารถบอกเวลาได้โดยให้กลไกทำหน้าที่แทนเข็มนาฬิกา แนวคิดอันล้ำสมัยนี้ไม่เพียงท้าทายขนบเดิมของอุตสาหกรรม แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ที่ก้าวล้ำเหนือยุคสมัย และนั่นคือจุดกำเนิดของนาฬิกาไอคอนิกที่ชื่อว่า “Freak” ล่าสุด Ulysse Nardin ร่วมกับ PMT The Hour Glass จัดงานเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปีของคอลเลกชัน Freak ภายใต้แนวคิด “180 Years of Always Challenging Convention. 25 Years of The Watch That Proved It.” เพื่อสะท้อนจิตวิญญาณแห่งการท้าทายขนบเดิมที่แบรนด์ยึดมั่นมาตลอด 180 ปี และความสำเร็จของ
ซัมเมอร์ริมชายฝั่งทะเลเมดิเตอร์เรเนียนเปรียบเสมือนผืนผ้าใบที่ Hublot ใช้แต่งแต้มสีสันและรังสรรค์จินตนาการมาตั้งแต่ปี 2017 พร้อมเปลี่ยนการเปิดตัวนาฬิการุ่นใหม่ให้กลายเป็นประสบการณ์ที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา สำหรับปี 2026 นี้ Hublot กลับมาพร้อมการนำเสนอวัสดุ เซรามิกสีพาสเทล ที่โดดเด่นด้วยโทนสีอ่อนโยนและละมุนตา แต่ยังคงไว้ซึ่งความแข็งแกร่งของนวัตกรรมวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ เฉดสีที่ได้รับแรงบันดาลใจจากบรรยากาศอันสดใสของฤดูร้อน ไม่เพียงมอบความรู้สึกแปลกใหม่ แต่ยังตอกย้ำความเป็นผู้นำของ Hublot ในการพัฒนาและผลักดันนวัตกรรมด้านวัสดุศาสตร์อย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การปฏิวัติวงการด้วยการรังสรรค์เฉดสีเซรามิกไฮเทคหลากสีสันขึ้นเป็นครั้งแรกและหนึ่งเดียวในโลก วัสดุเซรามิกของ Hublot ไม่ได้มีดีแค่นำเสนอเฉดสีที่ครอบคลุมตั้งแต่สีเข้มไปจนถึงพาสเทลเท่านั้น แต่การพัฒนาที่ไม่หยุดยั้ง วัสดุนี้จึงมีความแข็งแกร่งกว่าเซรามิกทั่วไปถึง 300 Vickers ทนทานต่อรอยขีดข่วนได้อย่างดีเยี่ยม และคงประกายความเงางามของสีสันได้อย่างยาวนาน ความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการออกแบบและวัสดุศาสตร์ของ Hublot ถูกถ่ายทอดผ่านไฮไลต์ประจำฤดูกาลอย่าง Big Bang Summer สองรุ่นใหม่ล่าสุด ที่นำแรงบันดาลใจจากเฉดสีอันงดงามของทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมาถ่ายทอดได้อย่างลงตัว ตั้งแต่โทนสีพาสเทลอ่อนละมุนของแสงยามเช้า ไปจนถึงเฉดสีทองอบอุ่นของพระอาทิตย์ยามอัสดง ก่อนหลอมรวมเป็นตัวเรือนเซรามิกสีชมพู เขียวมินต์ และฟ้าคราม ที่ทั้งมีน้ำหนักเบา แข็งแกร่ง และสะท้อนความล้ำหน้าด้านนวัตกรรมวัสดุอันเป็นเอกลักษณ์ของ Hublot ได้อย่างชัดเจน เพราะสำหรับ Hublot การพัฒนาวัสดุเซรามิกขึ้นมาไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามของสีสัน แต่เป็นสัญลักษณ์ของกระบวนการผลิตอันซับซ้อนและความประณีตแม่นยำระดับสูงสุด พร้อมนำเสนอความเหนือชั้นของนวัตกรรมเครื่องบอกเวลา ด้วยการนำเสนอกลไกบอกเวลาที่แตกต่างกัน ภายใต้ดีไซน์และเฉดสีพาสเทลจาก Big Bang
BMW เดินหน้าขยายไลน์อัปให้กับ X5 เจเนอเรชันใหม่ (G65) อย่างรวดเร็ว เปิดตัวพร้อมกัน 5 ทางเลือก มีครบไลน์ทั้ง Gasoline (mild-hybrid), Diesel, Plug-in hybrid (PHEV), Pure Battery Electric (iX5), และ Hydrogen Fuel Cell สำหรับรุ่นรหัสสมรรถนะสูงสไตล์ M Performance อย่าง ‘X5 M60e’ ซึ่งโมเดลใหม่นี้มีการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญคือการบอกลาเครื่องยนต์ V8 จากรุ่น M60i เดิม แล้วหันมาคบหาขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดแบบ 6 สูบเรียงบล็อกเล็กลงแทน แม้ขนาดเครื่องยนต์จะเล็กลง แต่พละกำลังกลับสวนทาง ขุมพลังปลั๊กอินไฮบริดชุดนี้ถูกยกมาจากซีดานเรือธงอย่าง M760e ผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์เทอร์โบ 3.0 ลิตร 6 สูบเรียง เข้ากับมอเตอร์ไฟฟ้า รีดกำลังรวมสูงสุดได้ถึง 603 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาล 800 นิวตันเมตร ซึ่งตัวเลขนี้ถือว่าเหนือกว่า
การผจญภัยไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่การแพ็กกระเป๋าออกเดินทางไกล แต่ยังหมายถึงการเปิดรับประสบการณ์ใหม่ในทุก ๆ วัน เช่นเดียวกันกับที่นาฬิกาคู่กายที่ดีจึงไม่ใช่แค่เครื่องบอกเวลา แต่ต้องสะท้อนคาแรกเตอร์และพร้อมลุยไปกับเราในทุกสถานการณ์ ล่าสุด MIDO แบรนด์นาฬิกาสวิสระดับตำนาน ชวน UNLOCKMEN บินลัดฟ้าไปร่วมอีเวนต์สุดเอ็กซ์คลูซีฟไกลถึง Walkerhill Aston House กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ เพื่อเผยโฉมสมาชิกใหม่ล่าสุดอย่าง Ocean Star 200 เรือนเวลาที่ผสานสมรรถนะของ Diver Watch เข้ากับดีไซน์ร่วมสมัย พร้อมไฮไลต์เด็ดคือการปรากฏตัวของ อีจงซอก (Lee Jong Suk) ในฐานะ Asian Brand Ambassador อย่างเป็นทางการ บรรยากาศภายในงานถูกเนรมิตด้วยแสงสีส้มซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของแบรนด์ ภายใต้แคมเปญ Treasure Your Time ที่พาย้อนรอยประวัติศาสตร์ความคลาสสิกของจักรวาล Ocean Star แต่ที่เรียกแสงแฟลชได้รัว ๆ คือการปรากฏตัวของหนุ่ม ‘อีจงซอก’ ที่มาพร้อมลุคสุดสมาร์ตและนาฬิกา Ocean Star 200 เรือนใหม่บนข้อมือ ‘อีจงซอก’ ได้เผยความรู้สึกว่า “ผมชื่นชอบเสน่ห์ของคอลเลกชันนี้ที่สะท้อนทั้งความแข็งแกร่งและความคล่องตัว หน้าปัดสีน้ำเงินตัดกับดีเทลสีส้มของ
ก่อนจะกลายเป็นไอคอน BMW M3 ไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นรถสปอร์ตหรู และไม่ได้เริ่มต้นชีวิตจากความต้องการขายรถให้คนทั่วไปด้วยซ้ำ M3 รุ่นแรกเกิดจากเงื่อนไขของสนามแข่ง เป็นรถถนนที่ BMW Motorsport ต้องสร้างขึ้นเพื่อให้รถแข่งมีสิทธิ์ลงสนาม แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นใหญ่กว่า homologation requirement มาก เพราะตลอด 40 ปีที่ผ่านมา M3 ค่อย ๆ เปลี่ยนจากรถที่เกิดเพื่อการแข่งขัน สู่รถที่กลายเป็น benchmark ของคำว่า performance car สำหรับชีวิตจริง หกรุ่น หกบุคลิก หนึ่งชื่อที่ยังมีแรงดึงดูดเหมือนเดิม นี่คือ Six Generations of The M3 Effect E30 – THE ORIGIN E30 คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ M3 ไม่ใช่แค่ 3 Series ที่แรงขึ้น แต่คือรถที่ถูกสร้างจาก DNA ของรถแข่งในฐานะ homologation model สำหรับ
รถที่ไม่ได้รู้จักครั้งแรกจากโชว์รูม เรารู้จักมันจากหน้าจอ BMW M3 GTR ลาย silver-blue จาก Need for Speed: Most Wanted อาจเป็น BMW M คันแรกที่พวกเราเคยขับ ทั้งที่ไม่เคยแตะพวงมาลัยจริง ไม่เคยได้ยินเสียงเครื่องจริง และอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารถคันนี้มีความพิเศษแค่ไหน นี่คือเสน่ห์ของ car culture ยุคเกมคอนโซลที่ทำให้คนจำนวนมากได้มี memory เดียวกันและฝังอยู่ในใจตั้งแต่ยังไม่รู้ว่า BMW M คืออะไร Need for Speed: Most Wanted ไม่ใช่เกมที่ต้องอธิบายเยอะสำหรับคนที่โตมากับยุค 2000s โดยเฉพาะ M3 GTR ที่ไม่ได้เป็นแค่รถอีกคันใน garage ของเกม แต่มันคือของที่เราถูกพรากไปตั้งแต่ต้น คือภาพจำของการกลับมาเอาคืน และคือสัญลักษณ์ของการไต่กลับขึ้นไปบนจุดสูงสุด ความทรงจำนี้ไม่ได้อยู่แค่ในหัวของคนเล่นเกมอย่างเดียว BMW M เองก็ยอมรับสถานะทางวัฒนธรรมของรถคันนี้อย่างเป็นทางการ ในปี 2024 BMW M Motorsport นำ
เชื่อหรือไม่ว่า Porsche Crest ตราสัญลักษณ์ที่สุดคลาสสิกและทรงพลังนี้ เกือบจะไม่ได้เกิดขึ้นบนหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์ ย้อนกลับไปในช่วงแรกที่บริษัทเริ่มทำตลาดรถยนต์รุ่น 356 ในปี 1948 พวกเขาไม่ได้มีตราสัญลักษณ์ใด ๆ ประดับอยู่เลย นอกจากตัวอักษรคำว่า “Porsche” ที่แปะอยู่บนตัวถังรถเท่านั้น ความพยายามในการสร้างโลโก้เริ่มต้นขึ้น ในเดือนมีนาคมปี 1951 เมื่อทางบริษัทได้จัดการประกวดออกแบบโลโก้ โดยเปิดโอกาสให้สถาบันศิลปะทั่วเยอรมนีส่งผลงานเข้าชิงเงินรางวัลสูงถึง 1,000 ดอยช์มาร์ก (เทียบเป็นมูลค่าเงินปัจจุบันจะอยู่ที่ราว 120,000 บาท) แต่ผลปรากฏว่าไม่มีดีไซน์ไหนเอาชนะใจกรรมการได้ ทำให้โปรเจกต์นี้ต้องพับเก็บและหยุดชะงักไปชั่วคราว ทว่าไอเดียก็ถูกจุดประกายขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายปีเดียวกัน จากบทสนทนาบนโต๊ะอาหารค่ำในมหานครนิวยอร์ก เมื่อ Ferry Porsche ลูกชายของ Ferdinand ผู้ก่อตั้งแบรนด์ ได้ร่วมโต๊ะเจรจาธุรกิจกับ Max Hoffman ผู้นำเข้ารถยนต์รายใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ซึ่ง Hoffman คือผู้ทรงอิทธิพลในวงการยานยนต์ยุคนั้น ผู้เคยพา Mercedes-Benz 300 SL บุกตลาดอเมริกาจนสำเร็จมาแล้ว และในวันนั้นเขาก็เป็นคนผลักดันอย่างหนักว่ารถยนต์ Porsche จำเป็นต้องมีตราสัญลักษณ์ที่โดดเด่นและเป็นที่จดจำได้ทันทีที่มองเห็น แรงกระตุ้นจาก Hoffman ทำให้ Ferry Porsche


