ไม่ได้แค่โชว์ความซับซ้อน แต่เลือกโชว์ให้เราเห็นทุกอย่างแบบตรง ๆ H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton คือการจับเอาสอง grand complications ที่โหดที่สุดของแบรนด์ ทั้ง minute repeater และ flying tourbillon พร้อม cylindrical hairspring มาเปิดด้านหน้าแบบเต็มระบบในโครงสร้าง skeletonised ตั้งแต่ hammers, gongs, bridges ไปจนถึงโครงสร้างที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับการเปิดเปลือยระดับนี้ หนึ่งในจุดที่น่าสนใจมากคือระบบ minute repeater ซึ่งถูกเปิดโชว์แบบเต็มตา แต่เพราะตำแหน่งของ flying tourbillon กินพื้นที่สำคัญที่ด้านล่าง การวาง gongs จึงต้องถูกคิดใหม่หมด โดย Moser เลือกใช้ gongs แบบโค้ง และจัดให้อยู่บนระนาบเดียวกัน ตัวเรือนทำจาก titanium ขนาด 40 มม.
ถ้า M3 GTS คือเวอร์ชันที่ชัดเจนว่าเกิดมาเพื่อ track day และความดิบแบบไม่ประนีประนอม BMW M3 CRT ก็คืออีกคำตอบหนึ่งของ BMW M ที่ฉลาดกว่า ลึกกว่า และสุขุมกว่า เพราะมันเอาแนวคิด lightweight engineering จากสนามแข่งมาหลอมเข้ากับตัวถังซีดาน 4 ประตู จนกลายเป็นหนึ่งใน M3 ที่หายากและน่าสนใจที่สุดของยุค E90 แบบที่คนเล่น BMW จริงเท่านั้นถึงจะเข้าใจว่ามันพิเศษแค่ไหน CRT ย่อมาจาก Carbon Racing Technology และนั่นไม่ใช่แค่ชื่อเท่ ๆ ที่แปะไว้ข้างรถ แต่มันคือแกนกลางของโปรเจกต์นี้เลย BMW M สร้างรถรุ่นพิเศษคันนี้ขึ้นในปี 2011 โดยใช้เทคโนโลยี CFRP หรือ carbon fibre-reinforced plastic อย่างจริงจังในหลายจุดสำคัญของตัวรถ รวมถึงฝากระโปรงหน้า เพื่อลดน้ำหนักลงจากรถโปรดักชันมาตรฐานราว 70 กิโลกรัม ผลลัพธ์คือรถที่มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ที่ 3.5
ถ้าคุณเป็นสาย purist แบบเข้มจัด ชื่อของ Porsche 911 GT3 S/C น่าจะทำให้คิ้วขมวดตั้งแต่ยังไม่เห็นรถ เพราะ GT3 สำหรับหลายคนคือของศักดิ์สิทธิ์ในโลก 911 รถที่ควรจะคม กริบ แข็ง ตึง และเกิดมาเพื่อสนามเป็นหลัก แต่ Porsche เลือกทำสิ่งที่ดูย้อนแย้งสุด ๆ ด้วยการเอา GT3 มาเปิดประทุน แล้วไม่ใช่เปิดแบบแฟชั่น หรือเปิดแบบ grand touring นุ่ม ๆ ด้วยนะ แต่เปิดแล้วพยายามรักษา soul ของ GT car เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์คือ GT3 คันแรกที่มี fully automatic convertible roof และเป็นรุ่นผลิตจริง ไม่ใช่ limited-run gimmick แบบแป๊บเดียวหายด้วย แก่นของคันนี้คือการเอาแนวคิด lightweight จาก 911 S/T
หลังหายไปนานถึง 14 ปี Cartier ตัดสินใจพา Roadster กลับมาอีกครั้ง พร้อมเปิดตัวถึง 7 เวอร์ชัน ใน 2 ขนาดตัวเรือน โดยยังเก็บ DNA สำคัญของรุ่นนี้ไว้ครบ ทั้งทรง tonneau ที่ลื่นไหลเหมือนตัวถังรถ เส้นวง chapter ring แบบซ้อนชั้นที่ชวนให้นึกถึงมาตรวัดความเร็ว ช่อง date magnifier ที่กลืนไปกับตัวเรือน และเม็ดมะยมที่ให้กลิ่นอายไฟท้ายรถยุค 1950s แบบชัดมาก รุ่น Large Size มาในขนาด 47 x 38 มม. หนา 10.06 มม. กันน้ำ 100 เมตร มีให้เลือกทั้ง steel, two-tone steel and yellow gold, และ yellow gold โดยหน้าปัดมีทั้งโทน
Oris หยิบหนึ่งในนาฬิกาสำคัญของแบรนด์กลับมาอีกครั้งกับ Star Edition ซึ่งเป็นการตีความใหม่ของ Oris Star ปี 1966 รุ่นที่เคยสะท้อนจิตวิญญาณ modernist ของยุคนั้นได้ชัดมาก ทั้งทรง tonneau หรือ barrel-shaped case, เส้นสายยาวเพรียว และภาพลักษณ์ที่ต่างจากนาฬิกาทรงกลมคลาสสิกแบบเดิม ๆ อย่างชัดเจน รุ่นใหม่ยังคงรักษาคาแรกเตอร์เดิมไว้ค่อนข้างครบ ตัวเรือนทำจาก stainless steel ขนาด 35 มม. หนา 11 มม. และมีระยะ lug-to-lug 41.5 มม. ทำให้ใส่ง่ายกับข้อมือส่วนใหญ่ ทรงเคสมีความโค้งพุ่งและลากต่อกับ lugs แบบ integrated ดูลื่นตาและมีกลิ่นอาย space-age ชัดเจน ผิวตัวเรือนเน้น vertical satin-brushed finish ตัดกับ polished bevels กว้าง ๆ เพื่อดึงรูปทรงให้เด่นขึ้น ขอบ bezel
ถ้าพูดถึงนาฬิกาที่ไม่เดินตามกติกาเดิมของโลก watchmaking ชื่อของ Ulysse Nardin Freak คือหนึ่งในตัวจริงมาตลอด และในวาระครบรอบ 25 ปี แบรนด์ก็ปล่อยของด้วย Super Freak รุ่นใหม่ ที่ถูกวางให้เป็น flagship ของตระกูลทันที พร้อมเคลมแบบไม่เขินว่าเป็น “the most complicated time-only watch ever created” ตัวเรือนมาใน white gold ขนาด 44 มม. ซึ่งเล็กลงเล็กน้อยจาก Freak S ขนาด 45 มม. แต่ข้างในกลับซับซ้อนขึ้นอีกระดับ โครงสร้างของนาฬิกาถูกสร้างแบบ seven-plane architecture ทำให้เกิดมิติความลึกแบบสุด ๆ มองผ่านหน้าปัดแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองลงไปในเครื่องจักรหลายชั้น ตาม DNA ของ Freak ตัว movement คือสิ่งที่ใช้บอกเวลาอยู่แล้ว แต่ใน Super Freak แนวคิดนี้ถูกผลักไปไกลกว่าเดิมมาก
Panerai เปิดตัว Luminor 31 Giorni PAM01631 ในงาน Watches and Wonders 2026 พร้อมยกระดับจุดแข็งเรื่อง long power reserve ของแบรนด์ไปอีกขั้น เพราะนี่คือ Luminor รุ่นแรก ที่เดินได้นานถึง 31 วันเต็มจากการไขลานครั้งเดียว ไม่ใช่แค่ 8 วันหรือ 10 วันแบบที่แฟน Panerai คุ้นเคยกันมาก่อน ตัวเรือนมาในขนาด 44 มม. ผลิตจาก Goldtech™ วัสดุเฉพาะของ Panerai ที่เป็นทองผสม copper เพื่อให้โทนสีอุ่นเข้ม และเติม platinum เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ตัวเรือนใช้ผิว brushed ตัดกับ polished bezel มาพร้อมกระจก sapphire ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบ screwed caseback และกันน้ำได้ 100 เมตร
Patek Philippe ขยับ Cubitus ไปอีกระดับด้วย Cubitus Perpetual Calendar 5840P-001 ซึ่งเป็น Grand Complication รุ่นแรก ของคอลเล็กชัน และยังเป็น Cubitus รุ่นแรกที่ใช้ shaped movement ตามรูปทรงของตัวเรือน ไม่ใช่กลไกทรงกลมแบบรุ่นก่อนหน้า ตัวเรือนยังคงมาในขนาด 45 มม. แบบ platinum case และเพิ่มความหนาจากรุ่น platinum เดิมเพียงเล็กน้อยเป็น 10 มม.จากเดิม 9.6 มม. ตามธรรมเนียมของ Patek ตัวเรือนแพลทินัมจะมี diamond ฝังที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาบน bezel ซึ่งรุ่นนี้ใช้เป็น baguette-cut diamond หน้าปัดยังคงโทน blue and platinum แต่เปลี่ยนบุคลิกชัดเจนด้วยงาน skeletonized dial ที่ตัดลาย ribbed pattern
จุดเริ่มต้นของ Black Bay Ceramic ไม่ได้มาจากรุ่นขายจริงทันที แต่มาจาก Black Bay Ceramic “One” ที่ทำขึ้นสำหรับงาน Only Watch 2019 ก่อนที่ Tudor จะต่อยอดแนวคิดนี้ออกมาเป็นรุ่นโปรดักชันจริงในปี 2021 พร้อมสถานะสำคัญในประวัติศาสตร์แบรนด์ ในฐานะ Tudor รุ่นแรกที่ผ่านการรับรอง METAS Master Chronometer พอมาถึง Watches and Wonders 2026 Tudor ก็ขยับเกมอีกครั้ง ด้วยการพา Black Bay Ceramic ไปให้สุดกว่าเดิมกับเวอร์ชัน full ceramic ที่คราวนี้ไม่ได้หยุดแค่ตัวเรือน แต่เพิ่ม ceramic bracelet แบบเข้าชุด มาให้เป็นครั้งแรก ทำให้ภาพรวมของนาฬิกาเรือนนี้ complete กว่าที่เคย และยิ่งตอกย้ำความเป็น monochrome stealth watch แบบเต็มตัว ตัวเรือนยังคงขนาด 41


