MIDO Multifort TV Big Date กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชัน Rose Gold PVD ที่ทำให้นาฬิกาทรง TV shape icon ของแบรนด์ดูคมขึ้นแบบชัดเจน ความเด่นของเรือนนี้อยู่ที่การบาลานซ์ระหว่างความสปอร์ตและความหรูได้ดี หน้าปัดไล่เฉดน้ำเงินไปดำตัดกับตัวเรือนสีโรสโกลด์อย่างลงตัว ขณะที่พื้นผิวขัดลายแนวนอนก็ช่วยให้หน้าปัดมีมิติขึ้นทันทีเมื่MIDO Multifort TV Big Date กลับมาอีกครั้งในเวอร์ชัน Rose Gold PVD ที่ทำให้นาฬิกาทรง TV shape icon ของแบรนด์ดูคมขึ้นแบบชัดเจน ความเด่นของเรือนนี้อยู่ที่การบาลานซ์ระหว่างความสปอร์ตและความหรูได้ดี หน้าปัดไล่เฉดน้ำเงินไปดำตัดกับตัวเรือนสีโรสโกลด์อย่างลงตัว ขณะที่พื้นผิวขัดลายแนวนอนก็ช่วยให้หน้าปัดมีมิติขึ้นทันทีเมื่อกระทบแสง จุดเด่นสำคัญยังคงเป็นหน้าต่าง Big Date ขนาดใหญ่ที่ตำแหน่ง 12 นาฬิกา ซึ่งเป็น signature ของรุ่นนี้มาตั้งแต่ต้น และเป็นรายละเอียดที่ทำให้ Multifort TV Big Date แตกต่างจากสปอร์ตวอทช์ทรงเหลี่ยมทั่วไป มันไม่ได้เป็นแค่ฟังก์ชันใช้งานที่อ่านค่าง่ายทุกมุมมอง แต่เป็นองค์ประกอบที่ทำให้ดีไซน์ทั้งเรือนมีคาแรกเตอร์มาตั้งแต่ยุคของ Mido’s original 1973 TV-shaped case
Porsche Cayman generation 987 คือหนึ่งใน Porsche ยุคท้าย ๆ ที่คนเล่นรถจำนวนมากยกให้เป็นจุดพีกของ analog Porsche experience เพราะมันยังขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกมากกว่าระบบช่วยขับที่เข้ามาแทรกทุกอย่างแบบรถรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ layout แบบ mid-engine และพวงมาลัย hydraulic steering ที่ยังถ่ายทอด feedback จากล้อหน้ากลับมาถึงมือคนขับอย่างชัดเจน ต่างจากยุค 981 ที่เริ่มเปลี่ยนไปใช้ electric steering rack และมีบุคลิกที่ผ่านการกรองมากขึ้น ในจักรวาลของ 987 ทั้งหมด ตัวที่เรามองว่าน่าเล่นที่สุดยังคงเป็น Cayman S เพราะมันคือจุดลงตัวที่สุดระหว่างราคา สมรรถนะ และ character ของรถ ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหาและ connection ถึงจริง แน่นอนว่า Boxster Spyder กับ Cayman R คือรุ่นที่น่าสะสมกว่าในเชิง rarity แต่เมื่อราคาขยับไปไกลเกิน 4 ล้านบาท
ไม่ได้แค่โชว์ความซับซ้อน แต่เลือกโชว์ให้เราเห็นทุกอย่างแบบตรง ๆ H. Moser & Cie. Endeavour Minute Repeater Cylindrical Tourbillon Skeleton คือการจับเอาสอง grand complications ที่โหดที่สุดของแบรนด์ ทั้ง minute repeater และ flying tourbillon พร้อม cylindrical hairspring มาเปิดด้านหน้าแบบเต็มระบบในโครงสร้าง skeletonised ตั้งแต่ hammers, gongs, bridges ไปจนถึงโครงสร้างที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมดเพื่อรองรับการเปิดเปลือยระดับนี้ หนึ่งในจุดที่น่าสนใจมากคือระบบ minute repeater ซึ่งถูกเปิดโชว์แบบเต็มตา แต่เพราะตำแหน่งของ flying tourbillon กินพื้นที่สำคัญที่ด้านล่าง การวาง gongs จึงต้องถูกคิดใหม่หมด โดย Moser เลือกใช้ gongs แบบโค้ง และจัดให้อยู่บนระนาบเดียวกัน ตัวเรือนทำจาก titanium ขนาด 40 มม.
ถ้า M3 GTS คือเวอร์ชันที่ชัดเจนว่าเกิดมาเพื่อ track day และความดิบแบบไม่ประนีประนอม BMW M3 CRT ก็คืออีกคำตอบหนึ่งของ BMW M ที่ฉลาดกว่า ลึกกว่า และสุขุมกว่า เพราะมันเอาแนวคิด lightweight engineering จากสนามแข่งมาหลอมเข้ากับตัวถังซีดาน 4 ประตู จนกลายเป็นหนึ่งใน M3 ที่หายากและน่าสนใจที่สุดของยุค E90 แบบที่คนเล่น BMW จริงเท่านั้นถึงจะเข้าใจว่ามันพิเศษแค่ไหน CRT ย่อมาจาก Carbon Racing Technology และนั่นไม่ใช่แค่ชื่อเท่ ๆ ที่แปะไว้ข้างรถ แต่มันคือแกนกลางของโปรเจกต์นี้เลย BMW M สร้างรถรุ่นพิเศษคันนี้ขึ้นในปี 2011 โดยใช้เทคโนโลยี CFRP หรือ carbon fibre-reinforced plastic อย่างจริงจังในหลายจุดสำคัญของตัวรถ รวมถึงฝากระโปรงหน้า เพื่อลดน้ำหนักลงจากรถโปรดักชันมาตรฐานราว 70 กิโลกรัม ผลลัพธ์คือรถที่มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ที่ 3.5
ถ้าคุณเป็นสาย purist แบบเข้มจัด ชื่อของ Porsche 911 GT3 S/C น่าจะทำให้คิ้วขมวดตั้งแต่ยังไม่เห็นรถ เพราะ GT3 สำหรับหลายคนคือของศักดิ์สิทธิ์ในโลก 911 รถที่ควรจะคม กริบ แข็ง ตึง และเกิดมาเพื่อสนามเป็นหลัก แต่ Porsche เลือกทำสิ่งที่ดูย้อนแย้งสุด ๆ ด้วยการเอา GT3 มาเปิดประทุน แล้วไม่ใช่เปิดแบบแฟชั่น หรือเปิดแบบ grand touring นุ่ม ๆ ด้วยนะ แต่เปิดแล้วพยายามรักษา soul ของ GT car เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์คือ GT3 คันแรกที่มี fully automatic convertible roof และเป็นรุ่นผลิตจริง ไม่ใช่ limited-run gimmick แบบแป๊บเดียวหายด้วย แก่นของคันนี้คือการเอาแนวคิด lightweight จาก 911 S/T
หลังหายไปนานถึง 14 ปี Cartier ตัดสินใจพา Roadster กลับมาอีกครั้ง พร้อมเปิดตัวถึง 7 เวอร์ชัน ใน 2 ขนาดตัวเรือน โดยยังเก็บ DNA สำคัญของรุ่นนี้ไว้ครบ ทั้งทรง tonneau ที่ลื่นไหลเหมือนตัวถังรถ เส้นวง chapter ring แบบซ้อนชั้นที่ชวนให้นึกถึงมาตรวัดความเร็ว ช่อง date magnifier ที่กลืนไปกับตัวเรือน และเม็ดมะยมที่ให้กลิ่นอายไฟท้ายรถยุค 1950s แบบชัดมาก รุ่น Large Size มาในขนาด 47 x 38 มม. หนา 10.06 มม. กันน้ำ 100 เมตร มีให้เลือกทั้ง steel, two-tone steel and yellow gold, และ yellow gold โดยหน้าปัดมีทั้งโทน
Oris หยิบหนึ่งในนาฬิกาสำคัญของแบรนด์กลับมาอีกครั้งกับ Star Edition ซึ่งเป็นการตีความใหม่ของ Oris Star ปี 1966 รุ่นที่เคยสะท้อนจิตวิญญาณ modernist ของยุคนั้นได้ชัดมาก ทั้งทรง tonneau หรือ barrel-shaped case, เส้นสายยาวเพรียว และภาพลักษณ์ที่ต่างจากนาฬิกาทรงกลมคลาสสิกแบบเดิม ๆ อย่างชัดเจน รุ่นใหม่ยังคงรักษาคาแรกเตอร์เดิมไว้ค่อนข้างครบ ตัวเรือนทำจาก stainless steel ขนาด 35 มม. หนา 11 มม. และมีระยะ lug-to-lug 41.5 มม. ทำให้ใส่ง่ายกับข้อมือส่วนใหญ่ ทรงเคสมีความโค้งพุ่งและลากต่อกับ lugs แบบ integrated ดูลื่นตาและมีกลิ่นอาย space-age ชัดเจน ผิวตัวเรือนเน้น vertical satin-brushed finish ตัดกับ polished bevels กว้าง ๆ เพื่อดึงรูปทรงให้เด่นขึ้น ขอบ bezel
ถ้าพูดถึงนาฬิกาที่ไม่เดินตามกติกาเดิมของโลก watchmaking ชื่อของ Ulysse Nardin Freak คือหนึ่งในตัวจริงมาตลอด และในวาระครบรอบ 25 ปี แบรนด์ก็ปล่อยของด้วย Super Freak รุ่นใหม่ ที่ถูกวางให้เป็น flagship ของตระกูลทันที พร้อมเคลมแบบไม่เขินว่าเป็น “the most complicated time-only watch ever created” ตัวเรือนมาใน white gold ขนาด 44 มม. ซึ่งเล็กลงเล็กน้อยจาก Freak S ขนาด 45 มม. แต่ข้างในกลับซับซ้อนขึ้นอีกระดับ โครงสร้างของนาฬิกาถูกสร้างแบบ seven-plane architecture ทำให้เกิดมิติความลึกแบบสุด ๆ มองผ่านหน้าปัดแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองลงไปในเครื่องจักรหลายชั้น ตาม DNA ของ Freak ตัว movement คือสิ่งที่ใช้บอกเวลาอยู่แล้ว แต่ใน Super Freak แนวคิดนี้ถูกผลักไปไกลกว่าเดิมมาก
Panerai เปิดตัว Luminor 31 Giorni PAM01631 ในงาน Watches and Wonders 2026 พร้อมยกระดับจุดแข็งเรื่อง long power reserve ของแบรนด์ไปอีกขั้น เพราะนี่คือ Luminor รุ่นแรก ที่เดินได้นานถึง 31 วันเต็มจากการไขลานครั้งเดียว ไม่ใช่แค่ 8 วันหรือ 10 วันแบบที่แฟน Panerai คุ้นเคยกันมาก่อน ตัวเรือนมาในขนาด 44 มม. ผลิตจาก Goldtech™ วัสดุเฉพาะของ Panerai ที่เป็นทองผสม copper เพื่อให้โทนสีอุ่นเข้ม และเติม platinum เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ตัวเรือนใช้ผิว brushed ตัดกับ polished bezel มาพร้อมกระจก sapphire ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบ screwed caseback และกันน้ำได้ 100 เมตร


