ชื่อ Monarch ไม่ใช่ชื่อที่แฟนนาฬิกายุคนี้นึกถึงก่อนเวลาเอ่ยคำว่า Tudor เพราะภาพจำของแบรนด์ในช่วงสิบกว่าปีหลังถูกยึดโดย Black Bay และ Pelagos ไปหมดแล้ว แต่ในวาระครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ Tudor เลือกปลุกชื่อนี้กลับมาใหม่ และครั้งนี้มันไม่ได้มาในฐานะ reissue ของเก่า แต่มาในฐานะนาฬิกาที่ดู refined, dressier และแพงขึ้นกว่าที่เราคุ้นกับ Tudor มาก Monarch รุ่นใหม่มาในตัวเรือน stainless steel ขนาด 39 มม. หนา 11.9 มม. ระยะ lug-to-lug 46.2 มม. ทรง case มีความ faceted คม ๆ ผสมผิว satin และ polished ให้ลุคกึ่งสปอร์ตกึ่ง elegant แบบชัดเจน กันน้ำ 100 เมตร ใช้
สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นนาฬิกาลึกมาก การเรียก Rolex รุ่นหนึ่งว่า “Pepsi” อาจฟังเหมือนชื่อเล่นเท่ ๆ จากวงการนักสะสม แต่จริง ๆ แล้วนี่คือหนึ่งในรหัสสีที่สำคัญที่สุดของ GMT-Master เพราะต้นทางของมันย้อนกลับไปถึง ref. 6542 ในปี 1954 รุ่นที่สร้างขึ้นมาเพื่อการเดินทางข้าม time zone โดยเฉพาะ ขอบ แดง-น้ำเงิน 24 ชั่วโมง ไม่ได้มีไว้แค่ให้เด่น แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อแยกช่วงกลางวันและกลางคืนให้คนใช้งานอ่านเวลาอีกประเทศได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ GMT-Master ถูกพัฒนามาเพื่อโลกของนักบิน Pan Am และการบินระยะไกลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นั่นคือเหตุผลว่าทำไม Pepsi ถึงไม่ใช่แค่ “สีหนึ่งของ Rolex” แต่มันคือ visual identity ที่ฝังอยู่ในประวัติศาสตร์ของแบรนด์แบบลึกมาก เห็น bezel แดง-น้ำเงินเมื่อไร คนที่รู้เรื่องก็ดูออกทันทีว่านี่คือหนึ่งในตระกูล tool watch ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 และยิ่งในช่วงประมาณปี 2007 ถึง 2014 ที่
ถ้าปกติ Daytona เหล็กคือของที่โลกคุ้นเคยกับสูตรเดิมมาตลอด ระหว่างหน้าขาวตัดดำหรือหน้าดำตัดขาว รุ่นใหม่รหัส 126502 คือจังหวะที่ Rolex ตัดสินใจเขย่าเกมแบบเงียบ ๆ แต่แรงมาก เพราะนี่คือ Cosmograph Daytona เวอร์ชัน Rolesium ที่จับคู่ Oystersteel กับ platinum แล้วใส่ของที่ไม่ค่อยมีใครคิดว่าจะได้เห็นใน Daytona สาย “เข้าถึงได้กว่า precious metal” ไม่ว่าจะเป็น white enamel dial, bezel สี anthracite เทาเข้มที่มีกลิ่นอายวินเทจ, และที่สำคัญคือ open caseback ให้เห็นเครื่องข้างในแบบเต็มตา พื้นฐานของนาฬิกาเรือนนี้ยังยืนอยู่บนแพลตฟอร์ม Daytona รุ่นล่าสุดแบบเดียวกับ 126500LN ดังนั้นสัดส่วนหลักยังเป็นทรงที่แฟน Rolex คุ้นมือ คุ้นตา ตัวเรือนขนาด 40 มม. กันน้ำ 100 เมตร ใช้กระจก sapphire พร้อมเม็ดมะยมและปุ่มกดจับเวลาแบบขันเกลียวตามสูตรเดิมของ
BMW กำลังนิยามคำว่า “3 Series ในยุคไฟฟ้า” ขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ผ่านชื่อที่หลายคนคุ้นเคยอย่าง i3 แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ไม่ใช่การสานต่อของ hatchback ไฟฟ้ารุ่นเดิม หากเป็นการยกระดับสู่ sedan เต็มรูปแบบบนแพลตฟอร์ม Neue Klasse ซึ่งถูกพัฒนาขึ้นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ และถูกวางให้เป็นจุดเริ่มต้นของ 3 Series เจเนอเรชันถัดไปในอนาคต หัวใจสำคัญของรถคันนี้อยู่ที่สมรรถนะด้านพลังงานที่ BMW ตั้งใจผลักไปอีกขั้น ระยะทางวิ่งสูงสุดที่เคลมไว้ถึง 900 กิโลเมตรตามมาตรฐาน WLTP หรือประมาณ 440 ไมล์ในมาตรฐาน EPA สะท้อนถึงประสิทธิภาพเชิงวิศวกรรมที่เหนือกว่ารถในกลุ่มเดียวกันอย่างชัดเจน เมื่อผสานเข้ากับระบบชาร์จเร็วระดับ 400 kW ที่สามารถเพิ่มระยะทางได้ถึง 400 กิโลเมตรภายในเวลาเพียง 10 นาที แนวคิดเรื่อง range anxiety จึงเริ่มถูกลดทอนลงอย่างมีนัยสำคัญ ในด้านสมรรถนะ i3 ใหม่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนแบบ dual-motor xDrive ให้กำลังรวม 463 แรงม้า และแรงบิด 645
ถ้าพูดถึงชื่อ Honda Cub ภาพแรกที่โผล่มาในหัวคนส่วนใหญ่คือรถมอเตอร์ไซค์เล็ก ๆ ที่เปลี่ยนโลกของการเดินทางในยุคหลังสงคราม รถที่ทำให้คนธรรมดาเข้าถึงการขี่สองล้อได้จริงเป็นครั้งแรก และกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ โลกทั้งโลกวันนี้มี Cub วิ่งอยู่มากกว่า 100 ล้านคัน แต่ในประวัติศาสตร์ของตระกูล Cub มีรุ่นหนึ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึง ทั้งที่มันเป็นหนึ่งใน Honda ที่แปลกและสนุกที่สุดที่เคยถูกสร้างขึ้นมา มันคือ Honda EZ-9 หรือ EZ90 รถคันนี้เปิดตัวครั้งแรกที่ Tokyo Motor Show ปี 1990 และแค่เห็นหน้าตาก็รู้ทันทีว่า Honda กำลังทำอะไรที่ไม่เหมือนใครอีกแล้ว ตัวรถดูเหมือนของเล่นจากอนาคต เป็นการผสมกันระหว่าง mini motocross กับ scooter พลาสติกสีสันจัดจ้านแบบ Honda racing tricolour แดง ขาว น้ำเงิน มันไม่ใช่ commuter bike และไม่เคยถูกออกแบบมาให้เป็นรถใช้งานในเมืองด้วยซ้ำ จริง ๆ แล้ว Honda ตั้งใจให้มันเป็นรถสำหรับ
OTSUKA LŌTEC แบรนด์นาฬิกา independent watchmaking กลับมาอีกครั้งกับ No.8 ผลงานล่าสุดจาก Jiro Katayama ช่างนาฬิกาชาวญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการเอาเครื่องจักร analog ยุคเก่ามาแปลงเป็นภาษาการออกแบบของนาฬิกา Otsuka Lōtec No.8 โมเดลใหม่ที่ยังคง DNA แบบ mechanical instrument ไว้เต็ม ๆ แต่ครั้งนี้แรงบันดาลใจไม่ได้มาจากมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องวัดแรงดันเหมือนรุ่นก่อน มันมาจาก mixing console ในห้องอัดเพลง โดยเฉพาะ REDD.37 tube mixing console ที่ใช้ใน Abbey Road Studios ช่วงยุค The Beatles ซึ่งมีดีไซน์ industrial แบบเครื่องมือวิศวกรรมยุคอนาล็อกที่ Katayama ชื่นชอบมาตลอด เหมือนกับหลายรุ่นของ Otsuka Lōtec Display System ใน No.8 ไม่ใช้เข็มแบบนาฬิกาปกติ Dial Architecture
ถ้าคุณคิดว่ารถยนต์ไฟฟ้า เริ่มเข้าสู่ทางตันที่ทำอะไรออกมาก็ดูคล้ายกันไปหมดอาจต้องลองคิดใหม่ เมื่อทาง Mercedes-Benz ได้แตะบ่าพร้อมเขย่าเบา ๆ เพื่อบอกว่า “มันไม่ใช่แบบนั้นหรอกนาย” ด้วยการส่ง THE ALL-NEW ELECTRIC CLA ลงสู่สนาม นี่คือยนตรกรรมที่ไม่ได้แค่เปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นมอเตอร์ แต่มันคือการ Re-engineering ใหม่หมดจดภายใต้แพลตฟอร์ม MMA (Mercedes-Benz Modular Architecture) ที่ยืดหยุ่นจนรองรับได้ทุกขุมพลัง และนี่คือเหตุผลที่ทำไม CLA คันนี้ถึงกลายเป็น “Class of its Own” อย่างแท้จริง ลืมสมรรถนะ EV แบบเดิม ๆ ไปได้เลย เพราะ CLA รุ่นนี้ได้หยิบเอาเทคโนโลยีจากรถต้นแบบ Vision EQXX มาใส่แบบไม่กั๊ก พร้อมประกาศศักดาภายใต้ปรัชญา “Electric-first” แบบเต็มตัว ด้วยขุมพลังมอเตอร์ไฟฟ้า PSM (Permanently Excited Synchronous Motors) จับคู่กับระบบส่งกำลังแบบ 2 จังหวะ
HARLEY-DAVIDSON RCMR CONCEPT โปรเจกต์ one-off จากทีม Design Department ที่หยิบเอา DNA ของ café racer ยุคปลาย 70s กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง แรงบันดาลใจมาจาก Harley-Davidson XLCR โมเดลในตำนานที่ครั้งหนึ่งเคยขายในจำนวนไม่ถึง 2,000 คัน ทำให้วันนี้มันกลายเป็น cult classic ที่นักสะสมตามล่ากันในตลาด collector RCMR ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของเครื่องยนต์ 1,250 cc Revolution Max V-twin เครื่องบล็อกเดียวกับที่ใช้ใน Harley รุ่น performance generation ใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้มันต่างออกไปคือการลดน้ำหนักด้วย carbon fiber แทบทั้งคัน ตั้งแต่แฟริ่งไปจนถึงชิ้นส่วนตัวถัง ทำให้คาแรกเตอร์ของรถเปลี่ยนจาก cruiser หนัก ๆ กลายเป็น café racer ที่ดู aggressive และ
บางครั้งการซื้อนาฬิกาไม่ได้จบแค่ “ได้เรือนใหม่” แต่คือการได้เข้าไปอยู่ในโลกของแบรนด์จริง ๆ ปีนี้ Panerai ยกระดับแนวคิดนั้นอีกขั้นกับเซ็ตพิเศษ Radiomir “Viaggio Nel Tempo” Experience Set ที่ไม่ได้ขายแค่นาฬิกา แต่ขาย “ประสบการณ์” สำหรับนักสะสมระดับจริงจัง ผู้ซื้อทั้งสองเรือนจะได้ร่วมทริปพิเศษตามรอยประวัติศาสตร์ของ Panerai ตั้งแต่บูติกดั้งเดิมใน Florence ไปจนถึงฐานทัพนักดำน้ำของกองทัพอิตาลี COMSUBIN (Divers and Raiders Group Command “Teseo Tesei”) พร้อมกิจกรรมดำน้ำและ yacht tour ตามแนวชายฝั่ง Ligurian แต่ถ้าตัดเรื่องทริปออกไป นาฬิกาในเซ็ตนี้ก็ยังน่าสนใจในฐานะ Radiomir รุ่นพิเศษที่เล่นกับวัสดุและกลไกระดับ collector piece อย่างชัดเจน เซ็ตนี้ประกอบด้วยสองเรือน Radiomir PAM01729 และ Radiomir PAM01730 ทั้งคู่ใช้เคส Radiomir ขนาดใหญ่แบบดั้งเดิม 47 มม. พร้อมกระจก domed


