MUSIC

Next Cover, Same Mood 23 : ดูหนังเรื่องไหนต่อดี เมื่ออินกับเพลงในอัลบั้ม ‘Creatures’ ของ Television Off

By: GEESUCH February 3, 2026

ฟังเพลงของ Television Off ที่ออฟฟิศ UNLOCKMEN กันทุกวัน แต่เพิ่งรู้ตัวว่าไม่เคยรีวิวอัลบั้มแรกของวง ‘Creatures’ ที่เดบิวต์กับ Smallroom ตั้งแต่ปี 2024 เป็นอัลบั้มที่ถ้าบอกว่าเป็น ‘สิ่งมีชีวิต’ ก็ถูกอะเรนจ์ด้วยการเอาใจใส่ได้สมบูรณ์แบบมาก

ย้อนความหน่อย เราเป็นแฟนคลับวงทีวีปิดตอนฟัง ‘ภาพทรงจำ’ (Linger on …) ครั้งแรก เพราะไม่ได้เจอวงไทยที่มี Bridge Part รุนแรงมากขนาดนี้มานานแล้ว และมันทำให้เราคิดถึงช่วงเวลาที่วงดนตรีร็อกไทยเคยมีกลิ่นอายของ Post Rock ในเพลง Pop สวยงามราวบทกวีอย่าง Artfloor อะไรแบบนั้น

อัลบั้ม Creatures คือการรวม 11 เพลง Coming Of Age เล่นโดยกลุ่มเด็กหนุ่ม Young Adult ที่พวกเขาเองก็พยายามเติบโตไปพร้อมกับพวกเรา Next Cover, Same Mood ครั้งนี้เป็นเรื่องราวของเหล่าเด็กหนุ่มที่เราอยากบอกกับเขาว่า “ร้องไห้ออกมาเหอะ ผู้ชายร้องไห้ได้” นี่คืออัลบั้มของสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า ‘คนพ่ายแพ้’ เป็นเพลงประกอบหนัง Sad Movie ที่ถูกต้องเลยล่ะ


SONG : ขอแค่ครั้งนี้ (BEG) 
MOVIE : No Hard Feelings (2023)

ถูกต้องที่สุดแล้วล่ะที่เอาเพลงนี้มาไว้หลัง Intro ให้เป็นการเซ็ทธีมอัลบั้มที่พาคนฟังไปรู้สึกถึงเพลงที่เป็นเหมือน ‘สายลม’ พัดพาความรู้สึก ช่วงวัย และใครบางคนทั้งให้กลับมาหาเราและจากไปตลอดกาล (แล้วเพลงหลังจากแทร็คนี้ในอัลบั้มก็มีที่ทำให้รู้สึกแบบนั้นเรื่อย ๆ เลย)

ส่วนตัวมองว่าธีมของอัลบั้มนี้เป็นเหมือน Crying Out Lound & Leave Out All The Rest ถ้าเราต้องการ Guitar Band ที่ทำงานแบบสะใจอารมณ์ ให้สไตล์กระแทกกระทั้นแบบ Match Rock ผสมอารมณ์หม่นของ Midwest Emo Vibe ได้อย่างลงตัว หนึ่งเดียวในเวลานี้ก็ต้องยกให้เขาล่ะ

BEG คือเพลงของกวางที่กำลังบาดเจ็บ .. ความรู้สึกแจ้งเตือนกับตัวเราเองแบบนั้นหลังฟังจบ เพราะเคยมีความรู้สึกร่วมและเข้าใจดี ว่ามันจะต้องเป็นคนที่เจ็บมาไม่น้อยถึงจะสามารถเขียนประโยคที่ว่า “เธอก็คงจะลืมใช่ไหม ตรงนี้ที่เธอได้จากไป จบลงทันทีไม่มีเรื่องราวจากนี้” กรีดเปิดแผลของตัวเองได้ลึกซึ้งขนาดนี้

คิดถึงความเจ็บปวดของตัวละคร Percy เด็กหนุ่มที่ที่บ้านจ้าง Maddie มาให้เป็นคนรักของเขาขึ้นมา ซีนที่เด็กหนุ่มพยายามเล่าความเจ็บปวดในชีวิตที่ไม่มีใครจะรักคนแบบเขาได้จริง มันยิ่งตอกย้ำประโยค “สุดท้ายไม่มีใครจดจำ แค่หวังให้เธอนั้นต่างไป” มากเหลือเกิน


SONG : แค่ปล่อยให้เป็นแบบนี้ (AIGHT)
MOVIE : Beautiful Boy (2018)

มาเพลง 2 ไม่มีการสนแล้วว่าอัลบั้มนี้จะต้องวางกราฟยังไงให้คนฟัง เป็นการจัดการปลดชนวนปล่อยระเบิดให้ชุดนึงเลยละกัน แล้วเป็นเพลงช่างแม่งความรู้สึกแย่ที่โคตรสวยงาม เล่าแบบ Slow Burn ค่อย ๆ จุดไฟเผาไหม้ความรู้สึกจนกว่าจะมอดลง

ว่ากันด้วยอะเรนจ์ ถึงแม้ว่าจะเป็นสูตรสำเร็จ Original Form แบบเพลง Post Rock แต่พอวงทำให้มันมีความ Pop ด้วยเมโลดี้กีตาร์ เมโลดี้ร้อง มีลูกเล่นของ Sound Design ก็ทำให้มันกลายเป็นไวบ์แบบที่ทีวีปิดเท่านั้นถึงจะมีได้ แล้วอะเรนจ์ดนตรีซิงก์กับเนื้อหาจัด ๆ แบบว่าความสัมพันธ์ของเราก็ประมาณนี้ล่ะ แก้ไขไม่ได้ละ ไม่ต้องคิดหาทางออกหรอก ถ้ามันจะไม่มีความหมายก็ปล่อยให้มันหายไปเลย เราเป็นแฟนคลับ Verse2 ที่อัดเสียง Distortion ของกีตาร์เข้ามามาก โคตรถูกต้อง !

ความเจ็บปวดที่แก้ไขไม่ได้ คงไม่ต่างอะไรกับความสัมพันธ์ที่เติมเท่าไหร่ก็ไม่เต็มระหว่าง Nic กับ David ทั้งคู่ต่างรู้ดีว่าการเยียวยาอีกฝ่ายเป็นเรื่องที่อาจแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว ถึงแม้ว่าจะดูมีความหวังแค่ไหนก็ตาม


SONG : คิดยาว (YOUR DESK)
MOVIE : Sideways (2004)

เพลงที่เรารักเป็นพิเศษของอัลบั้มนี้ ขอบคุณทีวีปิดที่โอบกอดด้านมืดที่สุดของทุกคนด้วยเพลงนี้

ปกติ Television Off เป็นวงที่ทำเพลงอยู่ในเฉดสีของความเศร้าแทบจะทุกแทร็ค แต่ที่ผ่านมามันจะเป็นเรื่องที่ตอนจบก็แค่ใครบางคนแยกย้ายกันไป แต่เพลงนี้เฉดเข้มกว่านั้นมาก ๆ แล้วพวกเขาเล่าในมุมมองที่เข้าใจว่าคนที่ต้องการจะไปคิดมาอย่างดีแล้ว คนที่ต้องอยู่ต่อทำได้แค่เคารพการกระทำนั้น (ถึงจะไม่เข้าใจเลย) และสิ่งที่เขาทิ้งเอาไว้เท่านั้น ไม่มีการเปลี่ยนใจใครที่จะไปได้อีก … อะเรนจ์ดนตรีที่เรียบง่ายซัพพอร์ตกับเนื้อหาของเพลงนี้ถูกต้องที่สุด

เราใจหายกับประโยค “ยังรอฟังเหตุผลที่มี ในสักวันที่เธอย้อนมา ว่าเพราะอะไร เหตุผลที่เธอต้องไป” แต่ถูกปลดปล่อยให้เข้าใจทุกอย่างในประโยค “เธอคงมีเหตุผลดี ๆ ที่ทำให้เธอยอมทิ้งทุกอย่าง” เป็นเวลาเกือบ 4 นาทีที่ทำให้เติบโตขึ้นมากเลย

Sideways เล่าเรื่องของคนที่แตกสลายที่สุดอย่าง Miles Raymond ที่เขาทำ Wine Trip ก่อนคืนวันแต่งงานของเพื่อนสนิทที่เป็นดารา เพื่อหนีความรัก ความไม่สำเร็จในการอยากเป็นนักเขียน หนีจากความเกบลียดในตัวเอง Miles น่าจะเข้าใจดีว่าเพลงนี้มีไว้เพื่อคนแบบเขา คนที่ไม่มีใครมาสามารถเปลี่ยนใจกันได้อีกแล้ว ถึงจะเข้าใจว่าคนอื่นหวังดีขนาดไหนก็ตาม


SONG : ฉันถึงคุณ (REAL LOVE SONG)
MOVIE : When Harry Met Sally (1989)

เพลงรักหวานสุดแต่ทิ้งความเท่ของตัวเองไม่ได้ มันก็จะออกมาเป็นเพลงของผู้ชายที่การบอกความรู้สึกข้างในมันต้องบอกเองตรง ๆ ดิวะ ฝากไปกับใครความหมายก็ไม่ตรงกับที่ต้องการจะบอกหรอก แนะนำให้ดู When Harry Met Sally ให้จบ เพื่อพบช่วงเวลาต้องมนต์ที่ความรักค่อย ๆ ก่อตัวในไดนามิกที่เท่ากัน เหมาะกับการดูต่อหลังจากฟังเพลงนี้สุด

ยังเป็นอีกเพลงที่ตอกย้ำความเก่งของวง Guitar Band ที่ใช้ Sound Design จนสามารถสร้าง Ambient ที่เหมือนว่าเป็นลมห่อหุ้มคำพูดที่เก็บเอาไว้จะบอกกับใครสักคนได้แบบชัดมาก ๆ เป็นหนึ่งในเพลงร็อกที่ทำ Atmosphere ที่เราชอบมากที่สุดเพลงหนึ่งเลย

รักอะเรนจ์เมโลดี้ร้องของเพลงนี้ ที่ให้เสียงของเฟิร์สมีความ Gentle อาจจะไปถึง Feminine ด้วยซ้ำ (เท่าที่ผู้ชายและเสียงจะทำได้) ท่ามกลางดนตรีที่ถึงแม้จะยังคงสาดใส่อย่างรุนแรง แต่ก็รู้สึกว่ามันเหมือนโอบอุ้มเราอยู่ท่ามกลางอากาศยังแผ่วเบา


SONG : 22 I’ll BE MISSING YOU
MOVIE : Dazed and Confused (1993)

“ถึง วัยเยาว์ ตอนอายุ 22 พวกเราทำอะไรอยู่กันนะ ?”

เป็นเพลงที่ตอกย้ำความเป็นวงตัวแทนช่วงเวลาวัยรุ่นของเด็กเศร้าในสมัยนี้ได้เลย เล่าผ่านเด็กหนุ่ม 5 คนที่เพิ่งผ่านช่วงเวลานั้นมาไม่นาน สำหรับเราคำว่า ‘เธอ’ ใน 22 I’ll BE MISSING YOU ที่ให้มองย้อนกลับ เราไม่เคยรู้สึกว่าคือคน แต่เป็น ‘ช่วงเวลา’ ที่ไม่หวนกลับมาอีกแล้ว แต่ก็ยังคงมีผลต่อความเป็นตัวตนของเรามากที่สุดจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งบางครั้งเราอาจจะลืมไปในวันที่เดินทางมาไกลมาก

จับได้แล้วว่าทีวีปิดเขาพยายามทำ Intro Part ให้พันช์คนฟังทุกเพลงเลย (โคตรเก่ง) แล้วไลน์กีตาร์ปะสานของโชคกับลาภคือเคมีมาก พอมันคือเพลง Nostalgia Song ก็ยิ่งต้องการพลังของพาร์ทกีตาร์ที่วิ่งวนอย่างสวยงามในหูแบบนี้

คิดว่าเพลงที่เข้ากับหนังเรื่องนี้ของทุกคนก็ต่างกันไปตามช่วงเวลาวัยรุ่น แต่สำหรับเรามันคืออะไรป่วน ๆ แบบ Dazed and Confused ที่มีภาพของรุ่นพี่ตัวป่วนที่ทั้งโรงเรียนรู้จัก เพื่อนรุ่นเดียวกันตัวป็อปของโรงเรียนที่เราไม่เคยคุยด้วยแต่รู้จักเขาจากเรื่องราวเล่าข่าวลือต่อกันมา มีกลุ่มเด็กเนิร์ดที่เรียนแบบไม่ได้สนใจความสนุกของความขบถเหล่านั้น นี่ล่ะคือภาพที่ไม่มีอยู่แล้วสำหรับเราตอนอายุ 22


SONG : TV SHOW
MOVIE : Everybody Wants Some (2016)

ตรวจพบเพลงคลั่งรักอีกเพลงของทีวีปิด ที่เปิดทีวีเพื่อจะรอเจอกับเธอทุกวัน เก่งจัดเลยที่ใช้รายการทีวีพูดถึงการเจอกันในช่วงเวลาซ้ำ ๆ ในระยะเวลาเท่าเดิม และมันเป็นชั่วโมงที่เป็นของเธอเท่านั้น !

อะเรนจ์พอพลิกกลับมาใช้ Bass Line ดิ้น ๆ มานำเพลงแทนกีตาร์ มันยิ่งชัดมากว่านี่คือวงที่ Express Signature ของตัวเองได้เก่งมาก ๆ เพลงร็อกกีตาร์แบนด์ของวงมันไปได้อีกทาง มีความเป็น Pop มากขึ้น เชื่อเลยว่าอัลบั้ม 2 ที่วงเคยพูดว่าจะมีท่าสนุก ๆ มาให้ฟังอีกแน่

ฉากที่ Jake คุยโทรศัพท์กับ Beverly เป็นอะไรที่สื่อถึงความคลั่งรักแต่ก็ยังเท่ของทีวีปิดได้ตรงมากในเพลงนี้ ตลอดทั้งเรื่องพวกเขาเจอกันในช่วงเวลาที่จำกัด ต่างเฝ้ารอจะได้เจอกัน และเจอกันเมื่อไหร่ก็ไม่ต่างจากการที่ได้ใช้เวลาไปกับช่องทีวีที่รัก


SONG : เปลี่ยนไปเหมือนกัน (Vesper)
MOVIE : Café Society (2016)

เพลง Release Song ปลดปล่อยความรู้สึก จริง ๆ เพลงของทีวีปิดทำหน้าที่นี้ให้คนฟังอยู่ตลอดเวลาเหมือนกันนะ เราเรียกสิ่งนี้เอาเองว่า ‘Nude Feeling Song’ เพลงที่พยายามให้เราถอดเสื้อผ้าอารมณ์ ทิ้งบางอย่างที่เปลี่ยนไปหรือพังแล้วไว้ข้างหลัง

ส่วนเพลง ‘เปลี่ยนไปเหมือนกัน’ เป็นเพลงของคนแพ้แต่แน่วแน่แล้วว่ายังไงก็คงไม่กลับไปรู้สึกเสียใจอีก ชอบประโยคที่โคตรจะเคลียร์ของคนที่อ่อนแอมาตลอดในท่อน Chorus มากเลย

“และรู้วันหนึ่งฉันคงจะต้องเปลี่ยนไป
เป็นทางสุดท้ายที่เคยคิดไว้ให้เปลี่ยนไปไม่รักเธอเหมือนกัน”

คิดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง Bobby กับ Vonnie ไม่ว่าจะเริ่มต้นเหมือนว่าจะเป็นคู่แท้ต่อกันแค่ไหน แต่ในวันที่ไม่ใช่ แค่ได้ลองห่างกันดูก็จะรู้ว่าความรู้สึกเราต่างเปลี่ยนไปได้เหมือนกันทั้งคู่


SONG : Mantis
MOVIE : The Florida Project (2017)

เอาไปเลย Pure Guitar Band เราเรียกเพลงแบบนี้ว่า Road Trip Song เอาไว้เปิดเวลาขับรถออกจากเมืองใหญ่ที่สายลม แสงแดด และไออุ่นจากทะเลพาดผ่านร่างกาย ในช่วงเวลาที่เรากำลังต้องการหนีจากอะไรบางอย่าง (เป็น Special Vibe ของเพลงที่ทีวีปิดทำให้ทุกคนได้ตลอดเลยเนาะ) แล้วปิดท้ายด้วยโซโล่ซ่าส์สะใจให้มันรู้ไปเลยว่าเสียใจวันนี้ไม่เป็นไร ยังไงดวงอาทิตย์ก็ขึ้นอยู่ดี

แต่เพลงนี้มันเป็นเพลงของ Bad Girl ที่เราทั้งเห็นความงดงามของดวงตาคู่นั้น แต่ก็มองเห็นพฤติกรรมที่ไม่ได้งดงามข้างในเหมือนกัน มันเป็นเพลงที่หน่ายใจแบบ Bobby ผู้ดูแลอพาร์ทเมนต์ที่พยายามจะดึงให้ชีวิตของแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่าง Halley ดีขึ้นมา เพราะรู้ว่าเธอมีดีมากกว่าที่ใครต่อใครรวมถึงเขาก็รู้ว่าเธอมีมุมที่ไม่ดีเหมือนกัน


SONG : ไม่เคยอ่อนแอแบบนี้มาก่อนเลย (Blindfold)
MOVIE : Sound of Metal (2019)

ไม่แน่ใจว่าวงตั้งใจคิดมารึเปล่า แต่เพลงนี้เหมือนถูกวางเอาไว้ให้เป็นเพลงก่อนสุดท้ายแน่ ๆ มันเป็นเหมือนเพลงที่ดวงอาทิตย์กำลังจะตก ท้องฟ้ากำลังมืดลง แล้วความอ่อนแอก็เข้าครอบงำคนที่กำลังพ่ายแพ้โดยทันที

ชอบมากที่มันเป็นเพลง Fast Storytelling เล่าเรื่องเร็ว ไม่ปูนาน เข้าใจง่าย (ปกติเพลงของทีวีปิดจะเล่าแบบอ้อมปล่อยให้เราคิดกับเนื้อเพลงนิดนึง) แต่ปิดเพลงด้วย Brass Section (ได้ไงวะ !) ก่อนเข้า Solo โคตรจะเก่ง และไม่นานก็เข้าท่อนฮุกพันช์เลยว่า “แต่ตอนนี้แค่ฉันทิ้งตัวลงนอนยังทำไม่ไหว เพราะเสียงที่มันแผ่วเบายังคอยทำร้าย”

เพลงของความอ่อนแอที่มืดบอดไม่รู้จะทำยังไง เหมือนชีวิตของ Ruben ที่กำลังจะจบลงเพราะว่าภาวะหูหนวกจากการใช้งานหนักเข้าแทรก


SONG : ให้เราเดินช้าลง (Take The Long Way Home)
MOVIE : Nothing Hill (1999)

และเชื่อเหมือนกันว่านี่คือเพลงที่วงตั้งใจวางเอาไว้เป็นเพลงสุดท้าย มันคือ Meditation Song เอาไว้ฟังทบทวนกับตัวเองหลังเวลา 00:00 ให้ทุกอย่างช้าลง

“ผู้คนเริ่มจาง ดอกไม้ข้างทางก็เริ่มเหี่ยวลง
แล้วเธอถามมา ว่ายังฟังกันอยู่รึเปล่า
ฉันแค่คิดอะไรนิดหน่อย แค่นั้นเอง”

เป็นเนื้อเพลงที่เล่าเรื่องฉากต่อฉากงดงามเหลือเกิน แค่ยังไม่ต้องมีดนตรีเนื้อเพลงก็สวยงามในตัวมันเองมากแล้ว ละพอเจอท่อน Chorus ที่เป็นการ Release พาเราไปเดินช้าลงก็สมบูรณ์แบบแล้ว เราว่ามันคือ Wedding Song มอบให้แก่ความรักที่เป็นนิรันดร์ได้แค่ในจินตนาการ

ไม่ใช่แค่เนื้อเพลงที่ดีที่สุดของทีวีปิดสำหรับเราในเวลานี้ อะเรนจ์ร้องก็ดีที่สุดด้วย เป็นเพลงที่ค่อย ๆ นวดเราให้อยู่กับตัวเอง แม้แต่ท่อน Solo ครึ่งแรกเองก็ตั้งใจที่จะไม่ใช้เมโลดี้บาด ๆ หรือกีตาร์แรง ๆ มากลบ Ambient ของเพลง โอยยย ทำไมเข้าใจ Music กันได้ดีขนาดนี้นะ

ก็ฉากเดินพร้อมหัวเราะไปด้วยกันของ William กับ Anna หลังกินข้าวเสร็จ มันไม่มีอะไรที่เวลาจะหยุดหมุนได้เท่านั้นอีกแล้วมั้ย แล้วถ้าใครเคยดู Nothing Hill ว่าด้วยเรื่องของดาราสาวระดับประเทศตกหลุมรักชายหนุ่มขายหนังสือเดินทางเล็ก ๆ ในอังกฤษ เชื่อว่าในหัวจะต้องมีคำถามว่า “ความรักครั้งนี้เป็นไปไม่ได้หรอกมั้ง” และเรื่องราวที่พยายามลุ้นให้เราคอยเชียร์ทั้งคู่ว่าจะเป็นไปได้มั้ย มันไม่ต่างกันเลยกับความลังเลในการจับมือพากันเดินช้าลงของเพลงนี้เพื่อทบทวนความสัมพันธ์


GEESUCH
WRITER: GEESUCH
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line