Life

‘มอย-สามขวัญ ตันสมพงษ์’ – ปีแห่งการปรับตัวเข้าหา GenZ ของ What The Duck / วิธีทำค่ายแบบมนุษย์เป็ด / คำว่า “อินดี้” ที่ไม่ใช่แค่แนวเพลง

By: GEESUCH November 17, 2025

เคยคิดกันเล่น ๆ มั้ย ถ้าให้นึกถึงวงดนตรีในไทย ที่ทั้ง GenZ ตัวแทนของวัยรุ่นในตอนนี้ และ GenY ผู้ใหญ่ที่เพิ่งผ่านช่วงวัยรุ่นไม่นาน สามารถรวมตัวอยู่ในคอนเสิร์ตเดียวกันได้ จะมีรายชื่อของวงอะไรบ้าง … THE TOYS / BOWKYLION / Mirrr / Whal & Dolph / Landokmai เราเชื่อว่าวงเหล่านี้คือตัวแทนตรงกลางนั้น และสิ่งนี้เองที่ทำให้ค่ายเพลงชื่อ What The Duck ไม่เคยเป็นเป็ดหลงฝูงในวันที่ซีน T-Pop แทบจะเป็นทุกอย่างของวงการเพลงไทยในปี 2025 

ในช่วงเวลาปีที่ 11 ของค่าย What The Duck พร้อมกับเพื่อฉลองให้กับธีมดนตรี ‘UNDER THE RADAR MUSIC’ ของ UNLOCKMEN เราชวนคุยกับ ‘พี่มอย’ สามขวัญ ตันสมพงษ์ (Managing Director & Co-Founder) รีแคปความทรงจำจุดเริ่มต้นในความหลงใหล Music Business กับความเป็นเป็ดของค่ายเป็ด , Multitasking Skill ของศิลปินในยุคนี้ที่แค่ทำเพลงเก่งอย่างเดียวไม่พอแล้ว และ ความหมายของคำว่า ‘อินดี้’ ในฐานะค่ายเพลงหนึ่งที่เป็นตัวแทนของภาพดนตรีนอกกระแสในไทยตลอดมา


ก่อนที่จะเกิด What The Duck ในปี 2017 พี่มอยเคยเป็นหนึ่งในคนเบื้องหลังของ Believe Records ค่ายเพลงที่เริ่มต้นในปี 2007 มีวงที่ทุกคนรู้จักอย่าง 25 Hours, Musketeers, Ten To Twelve แต่นั่นก็ยังไม่ใช่จุดเริ่มต้นที่แท้จริงซะทีเดียว ถ้าจะลงเข็มแผ่นเสียงร่องไทม์ไลน์ชีวิตให้ถูกต้อง ค่ายเพลงแรกที่ผู้ชายคนนี้ได้เริ่มต้นทำงานเพลงจริง ๆ คือ EMI Music

ULM : ทำไมถึงตัดสินใจทำ Music Business เป็นอาชีพ

เป็นคนชอบฟังเพลง ชอบเล่นดนตรีมาตั้งแต่เด็ก แล้วก็อยากเป็นนักดนตรีมาตลอด แล้วเราก็อยู่รายล้อมกับนักดนตรีเก่ง ๆ หลายคนมาตั้งแต่แรก กับ Co-Founder ของ What The Duck พี่บอล (ต่อพงศ์ จันทบุบผา) จริง ๆ รู้จักกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แล้วที่ดีที่สุดเลยคือเราโชคดีที่รู้ว่า “เราไม่เก่งพอจะเป็นนักดนตรี” เราไม่ได้มีความอดทนพอที่จะตั้งใจซ้อมหรือแต่งเพลง แต่เราก็โชคดีเหมือนกันที่รู้ว่า “เราชอบอยู่กับคนพวกนี้” ก็เลยเริ่มไปศึกษาว่าถ้าไม่เป็นนักดนตรีเราจะทำอะไรได้บ้าง 

พบว่าในค่ายเพลงมันมีอีกตั้งหลายตำแหน่ง แต่พูดแบบเมื่อ 30 ปีที่แล้ว วิชาเรียนดนตรีมันก็ยังไม่ได้กว้างขวางในมหาวิทยาลัยไทยเท่าไหร่ ไม่ได้มีวิชาที่สอนเกี่ยวกับธุรกิจดนตรีมากนัก ทำให้เราได้มีโอกาสได้ไปเรียนต่างประเทศเกี่ยวกับ Music Business กลับมา แล้วก็โชคดีอีกที่เมื่อกลับมาไทยพี่บอลเขาเริ่มทำวง Scrubb ละ แล้วก็พอจะรู้จักคนในวงการเพลงบ้าง 

ในตอนนั้นค่าย EMI Music ซึ่งสมัยก่อนมันก็เป็นค่ายสากลระดับ 1 ใน 4 ค่ายเมเจอร์ของโลกกำลังรับสมัครพนักงานตำแหน่ง Promotion Executive ทำ PR วิทยุโปรโมชั่น ผมก็เลยได้เริ่มทำงานแรกในค่ายเพลง หลังจากนั้นมันก็ค่อย ๆ ไล่มาตามลำดับ แต่ก็ไม่เคยคิดนะว่าวันนึงจะได้ทำค่ายเพลง ถึงจะมีความรู้สึกว่าทำงานอยู่ในค่ายเพลงสากลเพื่อเติมเต็มความฝันก็ตาม


ULM : ในฐานะที่ตั้งค่ายเพลงชื่อ ‘เป็ด’ พี่มอยคิดว่าตัวเองมีความเป็นมนุษย์เป็ดที่สามารถทำอะไรได้หลายอย่างอยู่ในตัวบ้างรึเปล่า

ความจริงเลยชื่อ What The Duck ไม่ได้ตั้งมาจากที่เรารู้สึกว่าตัวเองเป็นเป็ดนะ ตอนนั้นเหมือนกับจะต้องจดทะเบียนบริษัทแล้ว ต้องมีชื่อแล้วมันก็หาไม่ได้สักที จนลูกสาวของ ‘พี่ออน’ (ชิชญาสุ์ กรรณสูต) พาร์ทเนอร์อีกคนที่เป็นหลานของเรา อยู่ดี ๆ ก็อุทานออกมาแบบสุภาพนิดนึง เป็น What The Duck เราก็เอาคำนี้มานั่งคุยกัน รู้สึกมันติดหูดี แต่ยังไม่ได้นึกถึงเป็ด ตอนนั้น ‘Duck’ มันอาจจะย่อมาจาก Production 

แต่มาเริ่มรู้สึกว่าเป็นเป็ดตอนที่คนเริ่มเรียก What The Duck ว่า “แก๊งเป็ด” เออ ! พอนั่งคิดจริง ๆ ชีวิตเรามันก็คล้ายเป็ดเหมือนกัน รู้สึกว่าไม่ได้เป็นคนมีอะไรเก่งเลย จริง ๆ ถามว่าทุกวันนี้ทำงานเก่งมั้ย ก็คงไม่ได้คิดว่าตัวเองทำงานเก่ง แต่โชคดีที่มีทีมซัพพอร์ตที่ดี แต่ก็จะเป็นเป็ดที่ทำให้ดีที่สุดในหน้าที่ของตัวเอง 

ย้อนกลับไปยุคแรกของ What The Duck เรามีพนักงานแค่ 4-5 คนเอง ทุกคนต้องทำหลายอย่าง ตอนนี้พนักงานเรามีอยู่ประมาณ 45 คน แต่มีศิลปินรวมแล้วเกือบ 30 คน พนักงานเราก็จะมีความเป็นมัลติฟังก์ชันพอสมควร เพราะว่าตั้งแต่สัมภาษณ์ก่อนจะรับใครเข้ามาทำงาน เราจะบอกอยู่แล้วว่าที่ค่ายอาจจะต้องการคนทำงานในหลายมิติ ซึ่งเราก็จะบอกเสมอว่าถ้าคุณทำได้หลาย ๆ สิ่งมันก็ดีกับตัวน้องเอง วันนึงคุณจะเติบโตใน What The Duck หรือจะเติบโตที่อื่นก็ตาม ความเป็นเป็ดก็เลยเป็นดีเอ็นเอติดตัวของคนทำงานในค่ายนี้ไปแล้ว


ULM : พูดถึงความเป็นเป็ดของคนทำงานหลังบ้าน What The Duck ไปละ แล้วศิลปินในปี 2025 ควรจะมีความเป็นเป็ดด้วยมั้ย 

ตอบยากเหมือนกันนะ … มันต้องแบ่งเป็น 2 เรื่อง 

เรื่องแรก (1) ศิลปินต้องการความเป็นเป็ดมั้ย ? ต้องมีหลายสกิลรึเปล่า-ผมว่าถ้าในเรื่องสกิลการทำงานที่ต้องใช้โซเชียลมีเดียให้เป็น หรือสกิลในการสื่อสารอันนี้ต้องมี ว่ากันด้วยในทุกยุคผมว่าศิลปินต้องมีสกิลเรื่องอื่นด้วยมันเป็นประโยชน์ของตัวเอง โดยเฉพาะศิลปินใหม่ 

(2) แต่ถ้าเป็นเรื่องของการสร้างงานศิลปะผมว่าศิลปินไม่ได้ต้องการความเป็นเป็ดเลย ศิลปินต้องการ ‘ความยูนีก’ คุณต้องเล่าออกมาให้ได้ว่าคุณคือใคร เพราะถ้าบอกว่าเป็นใครก็ได้ผมก็ไม่อยากจะเซ็นกับคุณละ เราไม่รู้จะช่วยคุณยังไง เราต้องการศิลปินที่มีแผนชัดเจน จะเป็นแนวดนตรีร็อก ในปีนึงจะออกกี่อัลบั้ม เพราะว่าเราต้องการความยูนีกของตัวคุณ แต่พอหลังจากสร้างงานเพลงเสร็จแล้ว คราวนี้คนรอฟังเขาไม่ได้ยูนีกเหมือนคุณ คุณก็ต้องมีฟังก์ชันในการนำศิลปะที่คุณสร้างส่งไปให้คนที่คิดว่าเขาจะชอบสิ่งนี้ เป็นสกิลในการที่จะต้องนำผลงานของตัวเองไปอยู่ในที่ถูกต้อง มันต้องมีความยืดหยุ่นนิดนึง บางทีศิลปินอาจจะต้องยอมไปในบางรายการหรือบางสื่อที่เขาอาจจะไม่ถนัด แต่ค่ายคิดว่าแฟนเพลงจะอยู่ตรงนั้น

ULM : เพราะอุตสาหกรรมดนตรีไม่ได้มีแค่เรื่องของการทำเพลงอย่างเดียวใช่มั้ย

โอ๊ย ! การทำเพลงจบมันเพิ่งจะเสร็จงานแค่ครึ่งเดียวเอง ทุกวันนี้ยังพูดกับศิลปินอยู่เลย ทำเพลงก็ยากแล้วอะ พี่ว่าในสมัยนี้มันยากมากเลยที่จะบอกว่าเพลงดียังไงคนก็ฟัง

ทุกวันนี้เราทำงานแปดชั่วโมง กินข้าว อาบน้ำ เราจะมีเวลาไหนที่จะไปหาเพลงใหม่ฟัง ว่างเมื่อไหร่เราก็กลับไปฟังสิ่งที่ชอบ Netflix มีหนังใหม่ต้องไปตามดู คอนเทนต์มันโอเวอร์มากเต็มไปหมด คนจะรู้ได้ไงว่าศิลปินปล่อยเพลงใหม่ อาทิตย์นึงเพลงในเมืองไทยปล่อยออกมาประมาณ 500-600 เพลง สมมุติเราเป็นศิลปินใหม่ใครเขาจะมาฟังเรา เพราะฉะนั้น การทำแบรนด์ดิ้งของตัวเอง การทำคอนเทนต์ซัพพอร์ต การทำ Music Marketing ในหลายรูปแบบเพื่อพาเพลงเราไปถึงกลุ่มคนฟังให้ได้สำคัญไม่น้อยกว่าการสร้างเพลงเลย 

ULM : ส่วนตัวผมมองว่า Qler เป็นศิลปินที่ทำทั้ง 2 พาร์ทนี้เก่งมาก อยากรู้ว่าค่าย What The Duck มีส่วนร่วมในงานของเขายังไงบ้าง

ใน What The Duck หน้าที่หลักของค่ายเราไม่ได้เป็นคนนำศิลปินในเรื่องของการสร้างงาน แต่วันที่เขาสร้างงานเสร็จแล้ว มันคือหน้าที่ของเราต่อละที่จะทำงานร่วมกับศิลปิน เราจะพยายามคุยกับศิลปินอยู่แล้วว่าคุณต้องพางานออกไปให้ได้มากที่สุด ยิ่งทุกวันนี้มันยากมาก ๆ เลยในการจะทะลุทะลวงอัลกอริทึมของแต่ละแพลตฟอร์ม ซึ่ง Qler ก็เป็นอีกศิลปินคนนึงที่หลายคนเดินเข้ามาบอกเราว่าน้องคนนี้เก่งมากในการสร้างคอนเทนต์ในการทำงาน เราก็ชื่นชมเขามาก เพราะน้องใช้ความพยายามอยู่นานกว่าที่จะเข้าใจจนสร้างคอนเทนต์ถูกใจกับแพลตฟอร์ม ถูกใจกับแฟนคลับของเขา ซึ่งน้องทำมาหลายปีกว่าที่จะเห็นยอดเอ็นเกจเยอะอย่างทุกวันนี้


ULM : ในปี 2025 ค่าย What The Duck มองหาศิลปินแบบไหน

มองหาศิลปินที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง ยูนีกมาก ๆ แล้วก็อีกสิ่งหนึ่งก็คือ เมื่อชวนมาเซ็นสัญญาแล้ว เราสามารถมองเห็นว่าศิลปินคนนี้จะเป็นยังไงต่อ ซึ่งถ้าเรายังมองไม่เห็นผมก็อาจจะยังไม่มั่นใจในการชวนมาทำงาน บางทีหลาย ๆ ศิลปินที่เราชอบอาจจะไม่เหมาะกับเราในการทำงานฐานะคนในค่าย ถึงแม้ว่าเขาจะมีแพลนหรือผลงานมาพร้อมแล้วก็ตาม เขาอาจจะเหมาะกับค่ายอื่นมากกว่า สุดท้ายเวลาเราเซ็นสัญญากับศิลปินต้องอยู่ด้วยกันอย่างน้อย 3-5 ปี มันต้องคลิกกัน

ULM : อยากรู้ว่ามีเหตุการณ์ที่ What The Duck เลือกเซ็นสัญญากับวงที่อาจจะไม่ได้ตรงกับค่ายซะทีเดียว แต่ว่าชอบมาก ๆ แล้วพยายามดันไปด้วยกันบ้างมั้ย 

วงในหมวดนั้นอาจจะไม่ใช่ทาง What The Duck ในตอนแรก แต่สุดท้ายเราเชื่อว่ามีอะไรบางอย่างอาจจะไปได้ จริง ๆ ก็มีหลายวงนะ แต่สุดท้ายมันก็ต้องย้อนกลับมาบอกว่า บางวงเราเซ็นเข้ามาโดยที่รู้อยู่แล้วว่าวงนี้ไม่ได้ Commercial มาก ไม่สามารถจะสร้างรายได้มากขนาดนั้น แต่เราอยากเซ็นอะ ซึ่งพอเราอยากเซ็นเราจะคุยกับศิลปินเลยว่าผมชอบงานคุณมาก แต่ถ้าเซ็นเข้าค่ายมาคุณจะเปลี่ยนมั้ย เป้าหมายคืออะไร

แต่ถ้าเป้าของศิลปินเป็นประมาณว่า “ผมชอบทำในสิ่งนี้อยู่ แต่ผมไม่ได้คิดหรอกว่าผมจะต้องมีงานจ้างเดือนนึง 15 งาน หรือมีรายได้จากตรงนี้” เขาอยากให้ค่ายเข้ามาช่วยเติมในบางจุดให้หน่อย มันก็จะเป็นเรื่องของการเซ็ทเป้าหมายของแต่ละวงเพื่อไปถึงจุดที่พวกเขาวางเอาไว้

ถ้าเราใช้ไม้บรรทัดเดียวกันเมื่อไหร่มันก็คือสิ่งที่เราจะสามารถร่วมงานกันได้ บางวงไม้บรรทัดไม่ตรงกันมันก็ยากแล้วที่เราจะหาสิ่งวัดว่าค่ายทำอะไรให้ศิลปิน มันต้องหาไม้บรรทัดให้เท่ากันก่อนที่จะเริ่มงานกัน มันต้องมีอยู่แล้วในการที่ถกกัน ทะเลาะกัน แต่ What The Duck การตัดสินใจสุดท้ายในเรื่องของการสร้างผลงานเพลงโดยส่วนมากเราจะให้ศิลปินเป็นคนไฟนอลนะ ถ้าเขาต้องการ Input หรือคอมเมนต์จากค่าย เราก็จะใส่เต็มที่ แต่สุดท้ายจะมาตัดสินใจร่วมกัน ถ้าศิลปินเขาบอกว่า “ผมจะเอาแบบนี้” เราก็จะเอาแบบนี้ แต่รับผิดชอบร่วมกันนะ ซึ่งในกรณีที่ลุยเสร็จแล้วเวิร์คหรือไม่เวิร์ค ก็จะต้องมา Reviesd กันหน่อยว่าเป็นเพราะอะไร

ผมว่า Music Marketing มันเป็นเรื่องของ Long Term Game อะ มันไม่ได้วิ่งร้อยเมตรแต่เป็นเกมวิ่งมาราธอน คุณจะปล่อยเพลงดังทุกเพลงน่าจะยากนะ เพราะว่าความสนใจของคนมันเปลี่ยนเร็วมาก มันก็จะมีเรื่องบางอย่างที่เราคอนโทรลไม่ได้เหมือนกัน 

ดังนั้นเรากำลังจะบอกว่า ศิลปินทำเพลงมันไม่ใช่ 1-2 เพลง หรือทำอัลบั้มเดียวจะมาตัดสินใจศิลปินคนนึงได้ว่าไม่รอดแล้ว ผมว่ามันสั้นเกินไป เราเซ็นคุณมาแล้วเราเชื่อในตัวคุณ 100% ในความสามารถของการสร้างงาน “อย่าเพิ่งหมดกำลังใจ” ผมชอบบอกศิลปินน้อง ๆ หลายคนที่ทุกวันนี้ยังต้องสู้กันอยู่ อย่าเพิ่งหยุดนะ หลาย ๆ ศิลปินที่เราเห็นประสบความสำเร็จ เราอาจจะไม่ได้เห็นตอนที่เขาพยายาม ละทุกวันนี้ผมว่าไม่มีใครน้อยกว่าห้าปีอะ ทุกคนผ่านจุดที่เหนื่อยมาก จุดที่แบบจะไม่เอาแล้วกันทั้งนั้น


ULM : ในปัจจุบัน ถ้าเราพูดกันถึงคนฟังกลุ่ม GenZ ที่ฟังเพลงแบบไม่จำกัดแนวเพลง ไม่ได้ยึดติดกับตัวศิลปิน แต่ฟังเป็นเพลง ๆ ไป มีผลกับการทำ Music Marketing ของ What The Duck แค่ไหน

มีผลชัดเจน ซึ่งมันก็เป็นอย่างงี้มาสักพักนึงแล้ว เด็กสมัยนี้ก็จะมีพฤติกรรมการฟังเพลงแบบที่ UNLOCKMEN ว่ามาเลยครับ ฟังเพลงของ Landokmai ที่อินดี้เลย ก็สามารถฟังเพลง K-Pop ได้ด้วย โลกมันเป็นแบบนี้แล้ว เหมือนกับว่าเด็กทุกคนชอบอะไรที่มันหลากหลาย 

ถ้าจะตอบคำถามว่าทำ Music Marketing ยากขึ้นมั้ย-ผมว่าทุกศิลปินมีความยากขึ้น แต่ต้องตอบออกเป็น 2 ประเด็น ‘เรื่องการโปรโมทเพลง’ เวลาเราทำงานกับศิลปินคนนึง มันไม่ใช่แค่โปรโมทแต่เพลง ทุกวันนี้เราต้องทำตัวแบรนด์ดิ้งของศิลปินด้วย เพลงมันเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์ดิ้งของเขา การที่เราทำมาร์เก็ตติ้งหรือศิลปินปล่อยเพลงนึงมามันต้องตอบให้ได้ว่าเราทำเพื่ออะไร เช่น เพลงที่ทำเพื่อจะบ่งบอก Attitude ของศิลปิน / เพลงที่จะบอกว่าศิลปินคนนี้กำลังเข้าสู่ New Chapter เป็นต้น

ถ้าเพลงดังเราแฮปปี้อยู่แล้ว แต่โดยหลักแล้วการทำแบรนด์ดิ้งของตัวศิลปินผมว่าสำคัญกว่าเพลง หลาย ๆ วงทุกวันนี้ก็ยังต้องปรับอยู่ เรามองศิลปินเป็นโปรดักส์ถูกไหมฮะ ซึ่งบางครั้งแต่ละศิลปินที่เราทำก็จะเปลี่ยนไปตามการเติบโตของเขา สมมุติเซ็นสัญญาปีแรก เป็นเด็กซนมาเลย ค่ายก็จะพยายามเอา Key Message ตัวตนตรงนี้ของศิลปินออกไปให้คนฟังเห็น แต่พอได้ทำงานไปเรื่อย ๆ ออกทัวร์ เจอสิ่งต่าง ๆ ประมาณปีนึง เริ่มโต Attitude เปลี่ยนทำให้แบรนด์ดิ้งเปลี่ยนไปด้วย มันก็เป็นข้อยากเหมือนกันเพราะว่าโปรดักส์ของเราเป็นสิ่งมีชีวิต

แต่สิ่งที่ What The Duck พยายามจะทำ คือจะบอกเขาโดยเฉพาะศิลปินใหม่ว่าควรจะยึดมั่นกับสิ่งที่คุณอยากจะเล่าปีครึ่ง – 2 ปีให้ได้ก่อน ให้จบ EP. หรืออัลบั้มก่อน ว่าช่วงนี้คุณจะเล่าเรื่องนี้นะ คุณอยากจะพูดเรื่องนี้นะ ตัวตนคุณเป็นแบบนี้นะ เพราะถ้าเมื่อไหร่ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ มันก็จะย้อนไปกลับไปคำถามแรกที่ถามว่า “ศิลปินควรจะเป็นเป็ดมั้ย ?” ในตัวตนกับผลงานถ้าเป็นเป็ดตลอดมันไม่ไหวเหมือนกัน คนฟังก็งง คนทำงานด้วยก็งง เราก็ทำงานลำบากในการพาเขาไปเจอคนฟังของตัวเอง โดยเฉพาะศิลปินใหม่ Attitude, Character หรือเพลงอยากให้เกาะกลุ่มเป็นสิ่งเดียวกันไปก่อนในระยะแรก เรียกว่าจะต้องอยู่กับที่สักนิดนึงก่อนในการหาที่ของตัวเองให้ได้ ไม่งั้นคุณจะไม่สามารถมีที่ยืนเลยอะ เป็นอันนี้นิด เป็นอันนี้หน่อยจนคนก็ไม่รู้ว่าคุณเป็นใคร 

ULM : ถ้าสมมุติพูดถึงศิลปินที่อยู่กับ What The Duck มานาน ประมาณ 3 ปีแล้วเขาเริ่มจะเปลี่ยนแบรนด์ดิ้งเป็นอย่างอื่น ค่ายมีวิธีคุยหรือปรับกันยังไงให้การเปลี่ยนเป็นสิ่งใหม่ใช่กับศิลปินจริง

เราจะคุยกันในค่าย มันเหมือนกับการเข้าเกียร์รถ สมมุติทำอัลบั้มที่ 1 เริ่มเข้าเกียร์ 1 พอจะขยับไปเกียร์ 2 มันจะยังไงต่อ ? 

ยกตัวอย่าง BOWKYLION เราทำงานกับน้องมานานมาก โบกี้เป็นตัวอย่างของศิลปินที่ชัดเจนมากในการพัฒนาตัวเอง พัฒนาแบรนด์ดิ้ง แล้วก็อดทน โบกี้เซ็นสัญญากับ What The Duck มาตั้งแต่ปีแรกเลยนะ แล้วก็ใช้เวลาประมาณ 4 ปีกว่าจะเริ่มมีที่ของตัวเอง เพราะใน 3 ปีแรกไม่มีใครรู้จักเลย มีรู้จักบ้างในฐานะ ‘โบกี้ The Voice’ พอปล่อยเพลงแรกออกมา รู้สึกว่าเหมือนเขาจะหายไปพักนึง อาจจะเป็นเพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่เขายังหาตัวตนอยู่ ผมจำได้ว่าเขาหาตัวเองอยู่ประมาณ 6-7 เดือนเลย แล้วก็กลับมาพร้อมกับเดโม่เพลงใหม่ 3 เพลง ในขณะเดียวกันโบกี้ก็ค่อยๆ เริ่มพัฒนาคาแรคเตอร์ของตัวเองให้ชัดขึ้น จนเขามี “ลงใจ” พอหลังจากลงใจเริ่มแมสก์ขึ้น ตัวเขาพร้อมที่จะขยับตัวเองไปต่อจากอินดี้ป็อป ซึ่งจะเห็นในชุดที่ 2 (CHERRY) โบกี้พัฒนาทั้งตัวเพลง พัฒนาแบรนด์ดิ้ง สไตล์ลิ่ง จะเห็นว่าศิลปินจะย่ำอยู่กับที่ไม่ได้ ต้องขยับตัวเองแล้วค่ายก็จะเป็นคนคอยช่วยเข้าเกียร์ในทุกเกียร์ที่เขาควรจะไป


ULM : ในฐานะที่เป็นค่ายเพลงผลิตศิลปินที่มีความอินดี้ สำหรับ What The Duck คำว่า ‘อินดี้’ หมายความว่าอะไร

พี่ว่าอินดี้ของเราไม่ได้มองเรื่องแนวเพลง อินดี้ของเราคือ ‘Independent’ เรามองวิธีการทำงานมากกว่าที่ไม่ได้ต้องมีหลักการหรือขั้นตอนอะไรเยอะ ค่ายทำงานกับศิลปินที่เลือก แล้วเราสองคนทำงานร่วมกันแล้วก็ลุย คิดว่าเป็นอะไรประมาณนั้น

ULM : คำว่า “อินดี้ = ยูนีก” มั้ย เพราะว่าดูเหมือนการ Selected วงของ What The Duck ที่มีทั้ง Plastic Plastic, Chanudom, JOYE , Sujipuli แต่ละวงดูมีความไม่เหมือนใครเลย

ก็อาจจะเป็นอย่างงั้นด้วย อินดี้อาจจะมาจากพวกเราด้วยในการที่ชอบและเลือกวงเหล่านี้เข้ามาทำงาน ทีมงานของเราทุกคนต้องชอบก่อน ที่ยกตัวอย่าง JOYE หรือ Sujipuli ที่เราเพิ่งเซ็นสัญญาเข้ามา เป็นวงที่ค่อนข้างอินดี้ ด้วยวิธีการด้วยวิธีเล่าเรื่องหรือซาวด์ แต่เราเชื่อแล้วเราก็ชอบ

ULM : อยากชวนคุยถึงยูนิต MILK! BKK กับ CCORE Records ที่สร้างขึ้นมาเพื่อซัพพอร์ตซีนดนตรีอินดี้ เหมือนกับว่ามุมหนึ่งซีนดนตรีนี้มีความเป็นดีเอ็นเอที่มีความสำคัญกับ What The Duck ด้วยรึเปล่า

ผมว่าสำคัญ จริง ๆ นอกจาก What The Duck เรามีทั้งหมด 4 ยูนิต ในช่วง 4-5 ปีแรกที่ทำ What The Duck ขึ้นมาเป็นช่วงที่มี THE TOYS, BOWKYLION, กอล์ฟ-F.HERO มันก็กลายเป็นว่าดีเอ็นเอของค่ายเรา ศิลปินใหม่ ๆ อาจจะมองว่า “โห ค่ายไปทางแมสก์แล้ว” ทั้ง ๆ ที่ศิลปินทุกคนทำงานด้วยดีเอ็นเอเดิมเลย แต่มันกลายเป็นว่าตอนนั้นตลาดต้องการดนตรีแบบของเรา ก็เลยทำให้ค่ายโตขึ้นมา เราก็ไม่ได้มีปัญหานะ แต่มันมีปัญหาต่อพี่บอลเวลาจะเซ็นศิลปินเพิ่มมันก็รู้สึกว่ายากขึ้น เพราะว่าศิลปินอินดี้หรือศิลปินใหม่มองว่าไม่ได้อยากจะเป็นเมนสตรีมขนาดนั้น

มันก็เลยเป็นที่มาของการสร้างยูนิตเพิ่มขึ้นมาเพื่อเป็น Sub Label รองรับศิลปินบางประเภท อย่าง MILK! BKK จำได้เลยตอนตั้งเป็นช่วงก่อนโควิด เป็นค่ายที่ทำขึ้นมาเพื่อรองรับศิลปินใหม่ที่ Independence มาก ๆ ที่เพิ่งเริ่มทำงานเพลงประมาณ 2-3 เพลง ตอนที่เราตั้งใจจะเปิด MILK! BKK มันเหมือนเราทำทีมฟุตบอลเป็น Academy ทีมเยาวชน 

เราซัพพอร์ตทุกอย่าง ทำมาร์เก็ตติ้ง หางานให้ แล้วก็ลองดูว่าศิลปินคนไหนที่เริ่มเติบโตจาก Academy ได้บ้าง ตอนนั้นก็จะมีวงอย่าง Loserpop, Uncle Ben, Purpeech, Varis พอเขาจบจากตรงนี้ไปบางทีก็เติบโตขึ้นไปอยู่ What The Duck บ้าง บางคนมีค่ายอื่นชวนไปทำงานต่อด้วย

หลังจาก MILK! BKK เรามีสองค่ายย่อยขึ้นมา คือ CCORE Records กับ Whoop Music เป็นค่ายที่เราทำงานร่วมกับ 2 ศิลปิน อย่าง Whoop Music เป็นค่ายของ THE TOYS ที่เขาเป็น Executive Producer และ A&R ในการเลือกและคัดสรรศิลปินเข้าค่ายด้วยตัวเอง ก็จะมี YourMOOD , WANWANWAN (ว่าน วันวาน), Marc Tatchapon, Copterxmurf. แล้วก็ล่าสุด เรามีบอยกรุ๊ปวงแรกในเครือของเรา ภายใต้การดูแลของ THE TOYS ที่ทำงานกับ What The Duck ชื่อวงว่า ‘VVV (TRIPLEV)’

(ปัจจุบันทั้ง 3 หนุ่ม เจนัส-จูเนียร์-จีวัท ได้เปิดตัวให้ทุกคนเลือกปักเมนกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงปล่อยซิงเกิลแรกชื่อว่า “ตัวปัญหา (Envy)) ส่วน CCORE Records ดูแลโดย BOWKYLION ที่มีคอนเซ็ปต์เดียวกันเลยก็คือโบกี้เป็น Executive Producer และ A&R เหมือนของ THE TOYS ศิลปินในสังกัดตอนนี้มีอยู่ 2 คน ก็คือ PURDIE กับ Arabelle อันนี้จะออกแนวอินดี้หน่อยตามสไตล์ของโบกี้

ล่าสุดต้นปี 2024 เรามีค่ายใหม่ขึ้นมาเป็นยูนิตชื่อว่า SAUCE BKK เป็นค่ายที่เราตั้งใจทำขึ้นมาเพื่อ GenZ จะเห็นว่าแนวเพลงมันขยับอยู่ตลอดเวลา มันก็เลยมีค่ายนี้ขึ้นมาที่เรายังยึดหลักดีเอ็นเอเดิมของ  What The Duck ทุกคนต้องทำงานเองได้แต่งเพลงได้ แต่ก็จะลดอายุหน่อย ตอนนี้มีอยู่สามศิลปิน 2Ectasy, Kakagoesbackhome และ jeffy 


ULM : อยากรู้เคล็ดลับการทำงานของ SAUCE BKK ที่ตอนนี้สามารถเข้าไปอยู่ในเพลย์ลิสต์ของ Genz ทุกคนเรียบร้อยแล้ว

เราก็ต้องหาคน Genz มาทำงานไง (หัวเราะ) เราสามารถเข้าไปช่วยได้ เราก็ศึกษาเขาได้ แต่เราก็สู้ Genz ของแท้ไม่ได้ วิธีการเล่าเรื่อง วิธีการพูด วิธีการตั้งแคปชั่น ศิลปินน้อง ๆ คุยตัวย่อตัวอะไรก็ไม่รู้เต็มไปหมด (หัวเราะ) แต่เราเองเราก็พยายาม เพราะแบรนด์ดิ้งอาจจะไม่ตรง ก็เลยตั้งแบรนด์ SAUCE BKK ขึ้นมา เพราะมันน่าจะสนุกในการทำงานกับวัยรุ่น ขอแตะขาเข้าไปหน่อยซิว่า GenZ เป็นยังไง

ซึ่ง 3 ศิลปินน้องใหม่ก็โคตร GenZ เลย วิธีการทำงานก็โคตรจะ GenZ เช่นกัน มันเหมือนทำให้ทั้งค่ายทุกคนก็ดู GenZ กันขึ้นไปเอง เดี๋ยวนี้พนักงานผมก็แต่งตัวกัน GenZ ก็สนุกดีครับมันทำให้เราได้อัพเดท พี่ ๆ ในค่ายก็ต้อนรับน้อง ๆ อย่างดี เวลาเราจัดงานภายในมันก็กลายเป็นส่วนผสมที่ดี บางที GenZ ก็สามารถเข้าไปเรียนรู้บางอย่างจากพี่รุ่นใหญ่ได้ พี่รุ่นใหญ่ก็สามารถเรียนรู้อะไรจากน้อง ๆ ในการสร้างงานศิลปะ มันทำให้ค่ายกลมกล่อมมากขึ้น 


ในขวบปีที่ 11 ของแก๊งเป็ด มันทำให้คนฟังเพลงตั้งแต่ยุคของ ‘ก่อนฤดูฝน’ อย่างเรา เข้าใจว่าเป็ดตัวนี้สามารถว่ายไปในแม่น้ำแบบไหนก็ได้ที่พวกเขาสนใจ จริง ๆ การมียูนิตที่มากขึ้นจากวันแรกที่ก่อตั้ง What The Duck เมื่อปี 2017 ก็อาจจะเป็นความเป็นเป็ดของพวกเขาก็ได้ ที่อยากเข้าไปลงมือทำเพลงแบบที่ตัวเองคิดว่ามันน่าสนใจจริง ๆ 

GEESUCH
WRITER: GEESUCH
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line