Life

Mental Block: รับมือกับ Functional Fixedness เมื่อสมองยึดติดกับวิธีคิดแบบเดิมมากเกินไป

By: BAO April 23, 2021

สกิลหนึ่งที่จำเป็นอย่างมากต่อทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น การเรียน การทำงาน หรือ การใช้ชีวิต คือ ความคิดสร้างสรรค์ เพราะบางครั้งเราก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาด้วยวิธีแบบเดิมเหมือนที่เคยทำมาได้ แต่ต้องมีการคิดวิธีใหม่ที่ช่วยให้แก้ปัญหาได้ดีขึ้นกว่าเดิม แต่ข่าวร้าย คือ สมองของเรามัก block ความคิดสร้างสรรค์ของเราเอาไว้ โดยการบังคับให้เราคิดแก้ปัญหาภายใต้กรอบที่เราคุ้นเคยอยู่ตลอดเวลา เพราะด้วยวิธีนี้จะช่วยประหยัดพลังงานสมองได้มากกว่าวิธีอื่น ปรากฎการณ์นี้เรียกว่า Functional Fixedness ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลเสียต่อการใช้ชีวิตของมนุษย์ในทุกด้าน

Functional Fixedness คือ ภาวะที่สมองของเราไม่คิดถึงวิธีการแก้ปัญหาแบบอื่น นอกจากวิธีการที่เคยทำมาแล้ว หรือ วิธีการที่คนอื่นบอกมา ซึ่งปรากฎการณ์นี้ค่อนข้างเป็นภัยต่อการทำงาน การเรียน หรือ การใช้ชีวิต เพราะบางครั้งปัญหาใหม่ที่เราเจอ แม้จะคล้ายกับปัญหาที่เราในอดีตก็จริง แต่มีความแตกต่างกันในรายละเอียด ที่อาจทำให้วิธีแก้ปัญหาแบบที่เคยใช้ก่อนหน้าไม่เวิร์กอีกต่อไป และจำเป็นต้องมีการคิดวิธีใหม่มาแก้ปัญหา

ซึ่งผลเสียของ Functional Fixedness ได้รับการศึกษามานานแล้ว โดยในปี 2018 งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Neuropsychologia ได้เช็คความสามารถในการแก้ไขปัญหาเชิงสร้างสรรค์ของผู้เข้าร่วมการทดลอง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มที่ถูกขอให้แก้ปัญหาด้วยเครื่องมือที่พวกเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับมันมาก่อน และ กลุ่มที่ถูกขอให้แก้ปัญหาด้วยเครื่องมือที่พวกเขาได้รับการแนะนำเรื่องวิธีการใช้งานมาแล้ว

ซึ่งผลการวิจัยออกมาว่า ศูนย์กลางทางความคิดสร้างสรรค์ที่อยู่ในสมอง ได้แก่ พื้นที่ส่วนหน้า (Frontal) และ กลีบขมับ (temporoparietal) ของผู้เข้าร่วมการทดลองกลุ่มแรก จะทำงานหนักกว่า กลุ่มที่ได้รับคำแนะนำเรื่องวิธีการใช้อุปกรณ์ จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า Functional Fixedness ส่งผลเสียต่อการแก้ไขปัญหาเชิงความคิดสร้างสรรค์อย่างชัดเจน

นอกจากเรื่องความคิดสร้างสรรค์ในการใช้งานอุปกรณ์แล้ว Functional Fixedness ยังส่งผลเสียต่อการมีความสัมพันธ์อันดีกับคนอื่นอีกด้วย เพราะถ้าเรามองคนอื่นด้วยกรอบบางอย่างตลอดเวลา เช่น มองว่าผู้หญิงต้องทำงานบ้าน เด็กห้ามเถียงผู้ใหญ่ หรือ ผู้ชายต้องทำตัวเข็มแข็ง ฯลฯ ความสัมพันธ์มันก็เปราะบาง และร้าวฉานได้ง่าย เพราะมนุษย์ทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงได้แทบตลอดเวลา และบางครั้งการเปลี่ยนแปลงนั้นก็อาจหลุดจากกรอบของเราได้เหมือนกัน

เมื่อ Functional Fixedness ส่งผลเสียต่อเรามากมายขนาดนี้แล้ว คงถึงเวลาที่เราต้องเรียนรู้วิธีเอาชนะปัญหานี้กัน ซึ่งเราได้ลิสต์วิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ทุกคนสามารถเอาชนะตัวเอง และสามารถปลดล็อกความคิดสร้างสรรค์ให้พุ่งกระฉูดออกมาได้ ลองนำวิธีที่เราบอกไปทำดู รับรองปัง

วิธีแรกที่เราอยากแนะนำทุกคน คือ “ฝึกคิดแตกปัญหาเป็นองค์ประกอบที่ย่อยลงเรื่อย ๆ โดยไม่คำนึกถึงการใช้งานของสิ่งต่าง ๆ ” ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราต้องการตอกตะปูบนแผ่นไม้ อย่าคิดโดยทันทีว่าต้องใช้ฆ้อน แต่ให้เราลองมององค์ประกอบของปัญหาให้ละเอียดขึ้นเรื่อย ๆ อาจลองเปลี่ยนโจทย์ใหม่เป็น เราจะนำแท่งเหล็กแหลมยึดเข้าไปในแผ่นไม้ได้อย่างไรบ้าง จะมีโอกาสที่เราพบวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าได้มากขึ่้น เพราะสาเหตุที่เราแก้ปัญหาหรือคิดวิธีแก้ปัญหาใหม่ไม่ได้ อาจเกิดขึ้นจากการที่เรายึดติดกับฟังก์ชันของสิ่งต่าง ๆ มากเกินไป จนมองข้ามองค์ประกอบสำคัญบางอย่างไป ดังนั้น การมององค์ประกอบของปัญหาให้ครบถ้วนจึงช่วยให้เราแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้นได้

วิธีต่อมา คือ “การคิดให้ช้าลง” เพราะการคิดแก้ปัญหาแบบเร็ว ๆ มักทำให้เราได้วิธีการแก้ปัญหาในแบบที่เราคุ้นชินอยู่แล้ว หรือ เป็นวิธีการแก้ปัญหาที่เราเรียนรู้จากประสบการณ์ ดังนั้น การคิดให้เวลาตัวเองได้ครุ่นคิดถึงวิธีการแก้ปัญหา จึงช่วยให้เรามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นได้มากกว่า

“การฝึก design thinking” ก็เป็นวิธีที่จะช่วยให้เรามีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้นได้เหมือนกัน โดยเราอาจจะเริ่มจากการนำ 5 หลักการนี้มาใช้ในการแก้ไขปัญหาเรื่องความสัมพันธ์ได้ ได้แก่ 1.พยายามเข้าอกเข้าใจคนอื่นรวมถึงปัญหาของพวกเขา 2.ระบุความต้องการของพวกเขา และสิ่งที่เราได้รับจากการคิดถึงมัน 3.คิดวิธีการแก้ปัญหาให้หลากหลายที่สุด 4.สร้างวิธีการแก้ปัญหาที่เป็นไปได้ว่าจะเป็นประโยชน์กับทั้งสองฝ่าย จากนั้น 5.ให้ลองเทสวิธีการแก้ปัฐหาดังกล่าวว่าเวิร์กจริงหรือไม่

การมองปัญหาจากมุมอื่น ก็ช่วยให้เราแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์มากขึ้นได้เหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราแก้ปัญหาบางปัญหาประเภทโดยใช้หลักวิทยาศาสตร์มาตลอด (ซึ่งอาจไม่ได้คำตอบที่เวิร์กเสมอไป) ให้ลองใช้หลักอื่นดูบาง เช่น ปรัชญา ศิลปะ คณิตศาสตร์ หรือ หลักอื่นที่คาบเกี่ยวกับปัญหา จะช่วยให้เราได้วิธีการแก้ปัญหาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นได้เหมือนกัน หากเราไม่มีความรู้ในด้านอื่นเลย เราอาจนำไปปัญหาคุยกับผู้เชี่ยวชาญในด้านที่เราสนใจ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกันก็ได้

วิธีการเหล่านี้ก็เป็นคำแนะนำจากเราในการปลดล็อกตัวเองจาก Functional Fixedness เพื่อให้ทุกคนมีศักยภาพในการคิดสร้างสรรค์มากขึ้น เราหวังว่าถ้าทุกคนนำไปฝึกใช้กันแล้ว จะช่วยให้การทำงาน การใช้ชีวิต ราบรื่นมากขึ่นกว่าเดิม


Appendix: 1 / 2 / 3

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line