Guide

GUIDE : LONE WOLF STUDIO ร้านสักที่รวมลายเส้น 5 สไตล์จากช่างสัก 5 คนไว้เป็นหนึ่งเดียวกัน

By: april May 15, 2018

ศิลปะอย่างการ Painting บนวัสดุต่าง ๆ อย่างผืนผ้าใบ หรือกระดาษ คงจะเป็นที่คุ้นหูคุ้นตาเป็นอย่างดี แต่กับบนวัสดุที่มีชีวิตอย่างผิวหนังของคนอย่างการสัก (Tattoo) หลายคนกลับนึกถึงภาพของความก้าวร้าว รุนแรง มากกว่าการเป็นศิลปะในอีกรูปแบบหนึ่ง แม้จะผ่านมาจนถึงศตวรรษที่ 21 ก็ยังมีบางอาชีพที่ไม่สามารถมีรอยสักได้เนื่องจากต้องอาศัยภาพลักษณ์ในการประกอบอาชีพ แม้จะเป็นบนร่างกายของเขาเองก็ตาม มันก็ยังสะท้อนอะไรบางอย่างถึงทัศนคติที่มีต่อคนที่มีรอยสัก

UNLOCKMEN จะพามาทำความรู้จักกับร้านสักที่รวมลายเส้น 5 สไตล์ภายใต้ชื่อ Lone Wolf Studio และพร้อมพูดคุยกับช่างสัก เจ้าของลายเส้นที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง หลายคนอาจคิดว่าช่างสักจะต้องมาพร้อมความเฮ้ว ความแสบ แต่ลองมารู้จักพวกเขาพร้อม ๆ กับเรา แล้วจะรู้ว่าพวกเขามาพร้อมมุมมองดี ๆ ที่แฝงอยู่ในภาพลักษณ์สุดเฮี้ยวของเขา

มาเริ่มกันที่ผู้ก่อตั้งร้านสัก Lone Wolf Studio อย่างพี่ต้น จริง ๆ ร้านนี้เปิดมากว่า 3 ปีแล้ว ในตอนแรกพี่ต้นเปิดร้านเองคนเดียวในชื่อ “สักกะหมา” และเนื่องจากเหตุผลของทำเลที่ตั้ง พี่ต้นเลยตัดสินใจขยับขยายมาอยู่ที่ปัจจุบัน ซึ่งเดินทางสะดวกกว่ากันมาก สามารถเดินทางโดย BTS มาลงที่สถานีปุณณวิถี เดินเข้าซอยสุขุมวิท 101 มาได้แบบชิล ๆ ส่วนชื่อ Lone Wolf เองก็มาจากการคิดและลงมือทำด้วยตัวคนเดียวของพี่ต้นเอง และอยากเอากิมมิกอย่าง “หมา” จากร้านเดิมมาด้วย เลยได้เป็นชื่อ Lone Wolf Studio

กว่าจะรวมตัวเป็น Lone Wolf ในปัจจุบัน

“มีช่างป็อปครับที่ทำกับผมตั้งแต่ร้านเก่า และตามมาทำที่นี่ด้วย ส่วนปาล์มเป็นทีมงานคนแรกในร้านใหม่นี้ ก็มีสองคนแล้ว สักพักก็มีน้องไฮกับน้องแอ๋ม ตอนแรกก็มาขอฝึกก่อน พอทำไปสักพัก ผมเห็นว่าโอเค จนทุกวันนี้จากเด็กที่มาฝึกเฉย ๆ เขามีลูกค้าเป็นของตัวเองที่รีเควสต์ไปหาช่างคนนั้นตรง ๆ เลย”

ก่อนจะมาเป็นช่างสัก

“ผมเปิดร้านสักมากเรื่อย ๆ แหละครับ สักมา 16 ปีแล้ว ก่อนหน้านี้เรียนศิลปะมา เรียนถ่ายภาพที่เพาะช่าง ตอนนั้นได้เรียนรวมหมดทุกอย่าง วาดรูปด้วย เพนท์ด้วย”

อะไรที่ทำให้หันมาสนใจการเป็นช่างสัก ?

“เป็นคุณย่าด้วยแหละครับ ก่อนหน้านี้ผมรู้จักรุ่นพี่คนนึงให้ลองมาทำดูในช่วงปิดเทอม พอเปิดเทอมแล้วก็ไม่ได้ทำต่อ คุณย่าก็ถามไม่ทำต่อแล้วหรอ มันเป็นอาชีพให้เราได้นะ ผมก็บอกว่าอยากทำแต่ไม่มีทุน เขาก็ให้เงินมาลงทุน ซื้อของ จนมาถึงทุกวันนี้แหละครับ”

“เคยพยายามเอาตัวเองไปทำอย่างอื่น เคยทำงานในร้านป้าย ร้านไวนิล ช่วงเรียนมันก็ทำสนุก ๆ แล้วก็ได้มาถ่ายรูป แต่พอมาถ่ายในสตูดิโอแรงกดดันมันเยอะ เราเป็นคนช้าไง พอได้ทำสักมันเป็นพื้นผิวใหม่ ๆ จับต้องมันได้ ผิวคนมันเป็น Texture ที่แปลก เหมือนเราหลงเสน่ห์มันเข้าไป แล้วมันผิดไม่ได้ด้วย”

กว่าจะเจอลายเส้นที่ถนัด

“สมัยนั้นมีไม่กี่แนวทางหรอก ตอนเป็นช่างใหม่ ๆ ก็ลองมันทุกอย่าง เกือบทุกแนวแล้วแหละ พอช่วงปีหลัง ๆ ก็ลองศึกษาทางอินเทอร์เน็ต ได้มาเห็นงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้ ก็เลยไม่ค่อยทำแนวเดิมแล้ว ลองปรับมาเรื่อย ๆ จนเป็นแนวแบบที่เห็นทุกวันนี้ Old School, New School, Portrait งานชนเผ่า ก็ลองมาหมดแล้ว พอทำมานาน ๆ มันก็เบื่อ เรายังอยากพัฒนาขึ้นไปอีก รู้สึกว่าทำมานานกว่าคนอื่นที่ทำแนวนี้ แต่เขาแซงหน้าไปไกล เลยอยากลองเปลี่ยนเป็นอะไรที่ดีกว่านี้ ก็เลยค่อย ๆ เปลี่ยนแนวมาเรื่อย ๆ ทุกวันนี้ก็ทำแต่เส้นขาวดำ Dot งาน Geometric”

เคยเจอลูกค้าขอให้ทำลายเส้นที่ไม่ถนัดบ้างมั้ย ? แล้วตอนนั้นทำยังไง ?

“ไม่เชิงว่าไม่ถนัดหรอก แต่มันคือลายเส้นที่บอกว่าเบื่อแล้ว เราก็จะเอางานใหม่ ๆ เข้าไปไม่ได้ พอมันอยู่ใกล้ ๆ กัน มันก็จะ Contrast กัน เราก็จะทำงานสไตล์นั้นให้จบก่อน แล้วก็บอกว่าจบงานนี้ไม่ทำแนวนี้แล้วนะ อีกแบบนึงคือ เขาเคยเห็นงานเก่า ๆ เรา เราก็จะปฏิเสธเลยว่าไม่ทำแล้ว อาจจะออกมาไม่โอเคเท่าไหร่ ลองทำกับคนที่ถนัดแนวนั้น ๆ ดีกว่า ถ้าอยากทำจริง ๆ ลองมาปรับแบบกันหน่อยมั้ย แบบที่โอเคกันทั้งคู่”

ความยากของการเป็นช่างสัก

“คงเป็นการสื่อสารกับลูกค้า บางทีเราตีโจทย์เขาไม่แตก ส่วนเรื่องสกิล พอเราได้ทำบ่อย ๆ มันจะเพิ่มขึ้นเอง แต่การสื่อสารเนี่ยสำคัญกว่า บางทีคุยกันว่าแนวนี้ แต่พอออกแบบมามันไม่ใช่ก็มี”

“แม้ว่าจะเป็นงานที่ไม่อยากทำ แนวที่ไม่ถนัด เพราะรู้สึกว่าคนที่เขาเข้ามา เขาให้เกียรติเรา เลือกที่จะให้เราสัก ทุกชิ้นมันคือ Masterpiece หมด”

ลูกค้าส่วนมากคือกลุ่มไหน

“มีหมดครับ ยกเว้นเด็กที่อายุไม่ถึง 20 อายุเยอะที่สุดก็เป็นฝรั่งอายุ 70 สักลายแรกด้วย ขนาดเกือบ A4 ตอนแรกกลัวมาก กลัวเขาไม่แข็งแรง เรื่องเนื้อผิวไม่ค่อยมีปัญหาอะไร เวลาสักลูกค้าที่ออกมาสวย ๆ ผิวค่อนข้างขาว แต่ผิวคนเอเชียนี่แหละที่สักสนุก ผิวฝรั่งที่ต้องปรับเทคนิคเล็กน้อย”

“ทุกวันนี้โลกมันเปลี่ยนแล้ว ไม่จำเป็นต้องสักลายใหญ่ ๆ น่ากลัว ๆ แล้ว บางคนสักนอกร่มผ้า ลาย Minimal เล็ก ๆ น่ารัก หรือบางคนเป็นหมอเป็นพยาบาลก็มี อาชีพหลาย ๆ อาชีพที่ไม่คิดว่าเขาจะมาสัก เขาก็มา แสดงว่าโลกมันเปลี่ยนแล้ว ก็มีแค่บางกลุ่มบางคนที่ยังยึดติดอยู่ ทุกวันนี้มีลูกค้าบางคนพาแม่มาสักก็มี เวลาเราดูในทีวี ศิลปิน ดารา นักร้อง เขาทำแค่นี้เขาเท่นะ ก็มีคนทำตาม โดยที่มันค่อย ๆ เปลี่ยนยุคไปเรื่อย ๆ จากสื่อที่เราเห็น บางคนที่เขาไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ไม่ใช่ล้าหลังหรอก เขามีอคติเราก็เปลี่ยนแปลงเขาไม่ได้”

มาต่อกันที่ช่างป็อป ผู้ที่อยู่กับพี่ต้นมาตั้งแต่ร้านสักกะหมา หลังจากนั้นได้ไปเปิดร้านเป็นของตัวเอง ก่อนที่กลับมาแจมกับพี่ต้นที่ร้านนี้อีกครั้ง

ก่อนจะมาเป็นช่างสัก

“ทำที่นี่มาปีครึ่งครับ ตอนเราอยู่คนเดียวที่บ้าน เราไม่ได้เห็นคนอื่นทำงาน เราคิดว่าเราแน่แล้ว เจ๋งแล้ว แต่พอมาเจอคนอื่น เราคิดว่ามันมีอะไรมากกว่านั้นที่เราน่าจะเรียนรู้จากคนอื่นได้ด้วย ได้ดูเทคนิคคนอื่นด้วย”

ลายเส้นที่ชอบที่สุด

“ผมชอบงานเส้นที่มันดิบ ๆ อย่าง Woodcut, Sketching พวกนี้ครับ ก่อนหน้านี้ก็ลอง New School, old School แต่ชอบตอนนี้ที่สุด ชอบความดุดัน ความดิบมากกว่า บางทีเจองานไม่ถนัดก็ต้องดูงานก่อน ถ้าพอทำได้ก็ทำ แต่ก็ต้องบอกเขาก่อนว่าอาจจะไม่ได้ดีเท่าคนที่ถนัด ถ้าอันไหนไม่ไหวจริง ๆ ก็ต้องบอกเขา”

งานที่คิดว่าเป็น Masterpiece ของตัวเอง

“งานที่ชอบที่สุดก็เป็นงานที่ส่งประกวดเมื่อสองปีที่แล้ว เราวาด เราออกแบบเองทั้งหมด”

รู้สึกว่าสังคมเปิดกว้างเรื่องสักมากขึ้นมั้ย ?

“ทุกวันนี้เปิดกว้างกว่าแต่ก่อนมาก มีหลากหลายอาชีพมาก ก่อนหน้านี้ที่ยังไม่เปิดกว้างขนาดนี้ ลูกค้าก็ไม่ได้เยอะ เราเองไม่ได้มีปัญหาอะไร อาจจะมีปัญหาที่ลูกค้าเองมากกว่า ว่าสักไปแล้วจะมีผลกระทบอะไรกับเขาไหม”

มาต่อกันที่ช่างปาล์ม ที่มาในลุคสุดแสบ ชนิดที่ว่าเป็นขวัญใจด่านตรวจทีเดียว แต่พอได้ลองคุยแล้วกลับเป็นคนขี้อายซะอย่างงั้น โดยช่างปาล์มเป็นช่างสักคนแรกที่เข้ามาสมทบกับร้านใหม่ของพี่ต้นที่มาเริ่มเปิดที่นี่เป็นคนแรก

ก่อนจะมาเป็นช่างสัก

“เริ่มสักมา 5 ปีแล้วครับ เคยฝึกอยู่คนเดียวก่อนครับ พอฝึกมาปีนึงแล้วก็มาอยู่กับพี่ต้น ตอนนั้นเจอพี่ต้นตั้งแต่ร้านเก่าครับ เลยชวนมาทำด้วยกัน ได้พูดคุยได้แลกเปลี่ยนกันเลยมาทำกับแก เรียนจบมาก็จริงจังกับงานสักเลยครับ จริง ๆ อยากขายงานที่ตัวเองสร้างขึ้นมา พอมาเจองานสักแล้วโอเคกับมันก็เลยยาวเลยครับ”

“ตอนนี้ยังไม่พอใจกับตัวเองครับ ตอนนี้ยังเด็กน้อยมาก ๆ ยังอยากพัฒนาตัวเองมากกว่านี้”

ลายเส้นที่ถนัดที่สุด

“ตอนนี้เป็นงาน Abstract งาน Graphic พวกนี้ครับ ที่ช่วงนี้ชอบและอินกับมัน พอเจอลูกค้าที่ให้ทำงานไม่ถนัดก็ลองทำก่อน แต่ก็บอกเขาว่าไม่ถนัดนะ หลังจากนั้นก็ไม่ทำอีกเลย”

ลูกค้าไม่รู้จะสักอะไรแต่อยากสัก ให้เราช่วยคิด มีบ้างมั้ย ?

“มีครับ ก็ช่วยเขาคิด ออกแบบ จนกว่าจะเจอที่เขาชอบจริง ๆ”

สังคมเปิดกว้างกับเรื่องสักมากขึ้นมั้ย ?

“ใช่ครับ เปิดกว้างขึ้นมาก ๆ หลายอาชีพก็สักกัน พวกวัยรุ่นดูจากศิลปินมา สักตามศิลปินกันก็เยอะครับ จริง ๆ ทำงานยากขึ้นนะครับ พอความชอบคนมันหลากหลายขึ้น งานมันก็เลยกว้างขึ้นและยากขึ้นไปด้วย”

ปิดท้ายกันด้วยช่างไฮ และช่างแอ๋ม ที่ตามมาแจมร้านนี้เป็นสองคนสุดท้าย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ตั้งใจเพียงจะมาฝึกกับพี่ต้นเท่านั้น แต่สุดท้ายก็หลงเสน่ห์ศิลปะบนผิวหนังจนยึดอาชีพช่างสักเป็นอาชีพประจำของตัวเอง และยังคงทำอยู่เรื่อย ๆ จนถึงวันนี้

ก่อนจะมาเป็นช่างสัก

ช่างไฮ : ก่อนหน้านี้เป็นกราฟิกมาทั้งคู่เลยครับ ผมทำพวกโฆษณา ตอนแรกคิดว่าจะได้วาดรูป แต่มันไม่มี (หัวเราะ) มันต้องสายภาพประกอบครับถึงจะได้วาด ตอนแรกลังเลระหว่างช่างสักกับคนวาดภาพประกอบ มันต้องมีขายงานก่อน ความเสี่ยงมันต่างกัน เรา Pitching แพ้ เราก็เสียงานไป แต่งานสักมันเสร็จงานต่องานไป

ช่างแอ๋ม : ก่อนหน้านี้ก็ทำงานออฟฟิศ วันละแปดชั่วโมง เวลาก็หมดไปวัน ๆ จริง ๆ ชอบสักมาตั้งนานแล้ว เริ่มจากอยากเป็นคนโดนสักก่อน ตอนแรกเป็นลูกค้าที่นี่ สักกับพี่ต้น สักไปสองสามลายเลยรู้สึกว่าเนี่ย อาจารย์เรานี่แหละ เลยมาขำฝึกกับพี่ต้น

ช่างไฮ : ชอบงานพี่ต้นเหมือนกันกับ มันมีการออกแบบผสมเข้าไปเยอะ ถ้าเทียบกับร้านอื่นที่เป็นงานสักหนัก ๆ ไปเลย

ลายเส้นที่ถนัดที่สุด

ช่างไฮ : งานเส้นตรง เส้นบาง จะไม่เกร็งเท่าไหร่ พอเป็นเส้นหนาก็จะเกร็งนิดนึง (หัวเราะ)

ช่างแอ๋ม : ส่วนตัววาดรูปไม่ได้เก่ง ตอนเรียนก็สู้เพื่อนไม่ได้ แต่เป็นคนมองแสงได้แตกต่าง ตอนทำเราก็เพลิน ไม่เหนื่อยไม่กดดัน พวกงานเงา รูปสัตว์ พวกนี้ค่ะ

งานที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ

ช่างไฮ : จริง ๆ อยากลองคอมโพสใหญ่ ๆ ด้วยความที่ผมสักช้ายังต้องฝึกอีกเยอะ

ช่างแอ๋ม : ตอนแรกก็ทำขาวดำมาก่อน มีวันนี้ที่ได้ทำแสงเงาแบบหลาย ๆ สี จริง ๆ อยากทำงานแบบนี้มาตั้งนานแล้ว สีจัด ๆ งานเสมือนจริง

พออ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนคงสัมผัสได้ถึงความเป็นกันเอง และทัศนคติที่เป็น Positive มาก ๆ ของช่างสักทุกคนที่นี่ อาจเพราะด้วยเหตุผลนี้ ที่คนประเภทเดียวกันมักจะดึงดูดกัน ทั้งห้าคนจึงได้มาอยู่ด้วยกันตรงนี้ แม้ว่าจะมีสไตล์ บุคลิกและความชอบ แตกต่างกันออกไปเป็นของตัวเองทั้งหมดก็ตาม และยังอยู่ร่วมกันด้วยจุดร่วมที่สำคัญที่สุดคือความรักในศิลปะบนผิวหนังอย่างการสัก ที่เป็นทั้งอาชีพและความชื่นชอบที่เปี่ยมไปด้วย Passion ของทุกคน

เมื่อการสักได้รับการยอมรับมากขึ้น เราจะได้เห็นลวดลายหลากหลายสไตล์อยู่กับคนหลากหลายอาชีพ หลากหลายสถานะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คุณพ่อลูกอ่อน นักดนตรีอะคูสติกเสียงหวาน หรือแม้แต่สาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้ม เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าพวกเขามีรอยสักสุดเจ๋งซ่อนไว้ตรงไหนบ้าง

เราไม่อาจตัดสินใครจากภาพลักษณ์ได้อีกต่อไป เพราะสุดท้ายแล้วการสัก มันขึ้นอยู่กับความชอบและรสนิยม ที่เราไม่อาจเอาไม้บรรทัดใด ๆ ไปวัดคุณค่าของมันได้เลย

หากใครสนใจอยากจะเพิ่มลวดลายบนผิวหนังให้ตัวเองกับร้าน Lone Wolf Studio สามารถเดินทางได้ง่าย ๆ ตามแผนที่ในรูป หรือหากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถติดต่อกับร้านได้ทาง Facebook Fanpage Lone wolf studio

april
WRITER: april
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line