Advertisement
Life

ทำความรู้จัก Hedonic Treadmill เมื่อความสุขค่อย ๆ จางไปตามกาลเวลา

By: BAO September 9, 2021

ความสุขของผู้ชายมักมีที่มาจากความสำเร็จในชีวิตของพวกเขา เช่น หน้าที่การงานก้าวหน้า (ได้เลือนขั้น หรือ ธุรกิจประสบความสำเร็จ) ได้ซื้อรถยนต์คันใหม่ หรือ เจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้กลายเป็นเศรษฐีในชั่วข้ามคืนอย่างการถูกลอตเตอรี่ เป็นต้น

แม้เหตุการณ์เหล่านี้จะทำให้ชีวิตเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขยาวนานเลย นานวันไป ความรู้สึกดีก็ค่อย ๆ ลดลงไปตามกาลเวลา จนสุดท้ายเราก็รู้สึกเฉยชากับมันในที่สุด เราเรียกปรากฎการณ์ที่ความสุขค่อยลดลงตามกาลเวลาว่าเป็น ลู่วิ่งแห่งความสุข (Hedonic Treadmill)

 

Hedonic Treadmill เกิดขึ้นได้อย่างไร ?

ในช่วงยุค 1970s สองนักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียง ได้แก่ Philip Brickman และ Donald Thomas Campbell ได้แนะนำให้โลกได้รู้จักกับคอนเซ็ปท์ของ Hedonic Adaptation หรือ ความสามารถของมนุษย์ในการปรับตัวให้เข้ากับความสุขที่ตัวเองได้รับ จนรู้สึกไม่ยินดียินร้ายกับมันในที่สุด กล่าวคือ เวลาที่เราเจอกับเหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจเราพองโต อารมณ์และความรู้สึกจากเหตุการณ์นั้นจะค่อย ๆ จางหายไป จนสุดท้าย เราจะรู้เฉยชาเหมือนก่อนเกิดเหตุการณ์นั้นในที่สุด

สาเหตุที่ทำให้กลไกนี้อยู่คู่กับมนุษย์ อาจเกี่ยวข้องกับการเอาตัวรอด ถ้าเรามีความรู้สึกที่มากเกินไป เช่น ดีใจเกินไป หรือ เสียใจเกินไป ความรู้สึกเหล่านี้อาจทำให้เราตกอยู่ในอันตรายได้ ลองนึกถึงมนุษย์ยุคหินที่ต้องออกล่าสัตว์หาอาหารด้วยตัวเอง ความสุขสำราญที่มากเกินไปอาจทำให้พวกเขาไม่ระวังตัวเอง และถูกสัตว์ร้ายที่อยู่ในป่าทำร้ายเอาได้ Hedonic Adaptation จึงยังคงอยู่ เพื่อให้มนุษยชาติอยู่รอด

Hedonic Adaptation ได้พัฒนาเป็น Hedonic Treadmill ในช่วงปี 1990s โดย นักจิตวิทยาชาวอังกฤษชื่อว่า Michael William Eysenck ซึ่งได้เปรียบเทียบ Hedonic Adaptation ว่าเหมือนกับวิ่งบนลู่วิ่ง (Treadmill) เมื่อเราเจอกับเหตุการณ์ที่สร้างความสุขมาเป็นเวลาระยะหนึ่ง อารมณ์และความรู้สึกของเราจะค่อย ๆ กลับคืนสู่จุดความสุขพื้นฐาน (set point) เพื่อให้เราวิ่งตามหาเป้าหมายและความต้องการใหม่ซ้ำไปซ้ำมา เหมือนการวิ่งบนลู่วิ่ง ซึ่ง set point ของแต่ละคนจะแตกต่างกันไปตามบุคลิกภาพและพันธุกรรมเฉพาะของแต่ละคน

ผู้เชี่ยวชาญบอกว่า set point ส่งผลต่อความสุขของเราถึง 50% บางคนที่มี set point ต่ำจึงมักซึมเศร้าและทุกข์ร้อนได้ง่ายกว่าคนอื่น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะควบคุมความสุขความทุกข์ของตัวเองไม่ได้เลย เพราะอีก 40% ที่เหลือขึ้นอยู่กับ การกระทำ ความคิด ทัศนคติ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราสามารถปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมันได้ด้วยตัวเอง


เราจะรักษาความสุขไว้ได้อย่างไร เมื่อความสุขค่อย ๆ หายไปตามกาลเวลา

 

ความสุขเปรียบเหมือนเสบียงที่ล่อเลี้ยงจิตใจมนุษย์ให้คงสภาพอยู่ได้ หากความสุขเกิดขึ้นได้ยาก หรือ อยู่ได้ไม่นาน เราอาจอยู่ในห่อเหี่ยวบ่อย และขาดกำลังใจในการใช้ชีวิตได้ เราจึงอยากมาแนะนำสิ่งที่จะช่วยให้ทุกคนมีความสุขยาวนานมากขึ้น และเป็นทุกข์น้อยลง

ฝึกทำสมาธิ (mindfulness) – การเล่นโยคะ นั่งสมาธิ หรือ ฝึกการหายใจ มีส่วนช่วยในการลดภาวะซึมเศร้า และช่วยให้เรารู้สึกถึงพลังบวกมากขึ้น ถ้าเราทำสมาธิบ่อย ๆ เราจะมีความสุขบ่อยขึ้นได้

หมั่นพัฒนาตัวเอง – การได้เห็นตัวเองพัฒนาขึ้นมักทำให้เรามีความสุขอยู่เสมอ ดังนั้น อย่าหยุดทำตามเป้าหมายของตัวเอง พยายามจินตนาการถึงอนาคตที่สดใส และพยายามทำกิจกรรมที่ทำให้เรา flow อยู่บ่อย ๆ เช่น เล่นกีฬา หรือ ฟังเพลงที่ชอบ

จริงจังกับความสัมพันธ์มากขึ้น – ความสัมพันธ์เป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขได้ยาวนาน ดังนั้น การออกเดทกับคนที่ชอบ หรือ คุยกับคนในครอบครัวมากขึ้น ล้วนช่วยป้องกันอาการขาดความสุขได้

เลิกทำอะไรหลายอย่างพร้อมกัน – โฟกัสที่กิจกรรมหรืองานเพียงชิ้นเดียว มันจะช่วยให้ชีวิตเราง่ายขึ้น และมีความสุขมากขึ้นตามมา

เปิดรับทุกความรู้สึก – การยอมรับอารมณ์ลบ (acceptance) เช่น ความกังวล ความกลัว ไม่พยายามหลีกหนี หรือ เก็บมันเอาไว้ในใจ จะช่วยให้เรารู้สึกพอใจกับตัวเองมากขึ้น และมีความทนทานต่อเหตุการณแย่ ๆ มากขึ้นเช่นกัน

แม้ความสุขจะสำคัญต่อชีวิตเรามากก็จริง แต่ถ้าเราพยายามมีความสุขตลอดเวลา เราก็อาจเครียดได้เหมือนกัน เพราะบางเวลาการมีความสุขก็เป็นเรื่องที่ทำได้ยากเกินไป เราควรใส่ใจกับความรู้สึกของตัวเอง และแสดงมันออกมาอย่างตรงไปตรงมา สิ่งนี้จะช่วยให้เราเข้าถึงความสุขที่แท้จริงได้


Appendix: 1 / 2

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line