Life

ปัญหาใหญ่ทำเอาไปไม่เป็น ลองใช้ Hope Theory เพิ่มแรงจูงใจในการฝ่าฟันอุปสรรค์

By: BAO April 30, 2021

เราจำเป็นต้องมีความหวังในทุกสถานการณ์ เพราะมันจะทำให้เราฝ่าฟันอุปสรรค์และความยากลำบากที่เราเจอไปได้ แต่ความหวังเป็นสิ่งที่หายไปได้ง่าย โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกไร้อำนาจในการควบคุม หรือ เปลี่ยนแปลง เมื่อเราอยู่ในสถานการณ์นั้นนาน ความหวังมันก็จะหดหายไปพร้อมกับความสุขได้ UNLOCKMEN เลยอยากให้ทุกคนได้รู้จักกับ ทฤษฎีแห่งความหวัง (Hope Theory) ซึ่งเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการพิชิตอาการหมดหวัง และเหมาะกับนำไปใช้ในเวลาที่มองไม่เห็นอนาคตของปัญหา

WHAT IS HOPE THEORY

ทฤษฎีแห่งความหวัง (Hope Theory) เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่เกิดขึ้นจาก Charles Richard Snyder นักจิตวิทยาและผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวกชาวอเมริกัน ซึ่งเขาได้อธิบายถึง 3 องค์ประกอบทางความคิดที่จะทำให้มนุษย์สามารถรักษาความหวังไว้ได้ อันประกอบไปด้วย

  • Goals Thinking หรือ การมีเป้าหมายในการทำสิ่งต่าง ๆ ที่ชัดเจน
  • Pathways Thinking หรือ ความสามารถในการสร้างกลยุทธ์ที่จะช่วยบรรลุเป้าหมาย
  • Agency Thinking หรือ ความสามารถในการสร้างและรักษาแรงจูงใจในการทำตามกลยุทธ์ให้ลุล่วง

จาก 3 องค์ประกอบนี้ สามารถสรุปได้ว่า เวลาทำอะไรก็ตาม ถ้าเรามีเป้าหมาย แผนการที่จะทำให้เป้าหมายเหล่าสำเร็จ รวมถึงแรงจูงใจในการทำตามแผนให้สำเร็จลุลวง แม้จะเจออุปสรรค์ขวากหนามที่ยิ่งใหญ่สักเพียงใดก็ตาม เราก็จะรักษาความหวังไว้ได้เสมอ

HOW TO FIND HOPE IN DIFFICULT TIMES

ความหวังเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ต่อเราในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น ช่วยให้มีสุขภาวะที่ดีขึ้น ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ช่วยลดความเครียดและวิตกกังวลเวลาเจอปัญหา ช่วยให้เรามีแรงจูงใจในการทำตามแผนต่อไปได้แม้จะเจอกับปัญหาที่แก้ได้ยาก แถมยังช่วยเพิ่มความสุขในชีวิตด้วย

ดังนั้น ถ้าเรารู้วิธีสร้างความหวัง ชีวิตจะเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือได้ จึงอยากแนะนำวิธีสร้างความหวังที่ทุกคนสามารถนำไปใช้กันได้ง่ายดาย

เริ่มจากกำหนดเป้าหมายที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเป้าหมายที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ได้แก่ มีความชัดเจน เป็นไปได้จริง ไม่กว้างจนเกินไป และไม่โอเวอร์จนเกินไป หากเรามีเป้าหมายที่เหมาะสมแล้ว เราจะมองเห็นอนาคตที่มีความชัดเจน เหมือนเรารู้สถานที่ที่เราจะเดินทางไป ซึ่งจะช่วยให้เราไม่หลงทางเวลาเจอกับอุปสรรค์ที่ไม่คาดฝัน และสามารถไปต่อกับสิ่งเราทำได้อย่างต่อเนื่อง

ต่อมา คือ การสร้างกลยุทธ์หรือแผนการบรรลุเป้าหมายที่มีประสิทธิภาพ โดยกลยุทธ์หรือแผนของเราควรสามารถวัดความคืบหน้าได้ตลอดเวลา และมีกำหนดกรอบเวลาในการทำตามแผนที่ชัดเจน เพราะถ้าเราไม่วัดผล และไม่กำหนดเดดไลน์ แม้เราจะมองเห็นเป้าหมายแล้ว การทำตามแผนก็สามารถก่อให้เกิดความรู้สึกเคว้งคว้าง และทำให้ท้อแท้เวลาเจอปัญหาได้อยู่ดี

ในระหว่างที่เผชิญหน้ากับปัญหา สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กับ เป้าหมาย แผน หรือ กลยุทธ์ คือ แรงจูงใจ หากเราไร้แพสชั่นในการทำเป้าหมายให้เสร็จสิ้นแล้ว ความหวังในการบรรลุเป้าหมายมันก็จะลดน้อยถอยลงตามมา วิธีการรักษาแรงจูงใจแบบหนึ่ง คือ เชื่อมั่นในความสามารถตัวเอง มันจะช่วยให้เราไม่เกิดความกังวลเวลาเจอกับปัญหาที่ไม่คาดฝัน และเกิดความราบลื่นในการทำงานต่อไป

การเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อปัญหาก็ช่วยให้เรารักษาความหวังได้เช่นกัน หากเราเคยมองว่าปัญหาเป็น “ภัยคุกคาม” หรือ “ตัวทำลายชีวิต” ลองมองมันเป็นเรื่อง “ท้าทาย” ที่จะทำให้เราได้เรียนรู้และพัฒนาตัวเองดู มุมมองใหม่นี้จะช่วยให้เรามีแรงเผชิญหน้ากับปัญหาได้ยาวนาน และไม่ท้อถอยกับการไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ได้สำเร็จ

สุดท้าย เราต้องอย่าสับสนระหว่าง “มองโลกในแง่บวก” และ “มีความหวัง” สองอย่างนี้มีความคล้ายกันมาก แต่ก็มีความแตกต่างกันอยู่ ดังนี้ การมองโลกในแง่บวก คือ การมีทัศนคติที่ดีต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต (หรือ โลกสวย) ส่วนการมีความหวัง คือ การคิดมาแล้วว่าเหตุการณ์ที่คาดหวังไว้ในอนาคตสามารถเกิดขึ้นได้ เวลาเจอปัญหา คนที่มองโลกในแง่บวก อาจไม่สามารถยอมรับได้ ส่งผลให้หมดกำลังใจในท้ายที่สุด ส่วนคนที่มีความหวัง คือ คนที่ทำใจไว้แล้วว่าปัญหาสามารถเกิดขึ้นได้ แต่เนื่องจากพวกเขามีแผน หรือ แนวทางในการบรรลุเป้าหมายที่ชัดเจน ปัญหาที่เกิดขึ้น จึงไม่สามารถบั่นทอนกำลังใจในการทำตามเป้าหมายของพวกเขาได้

ทั้งหมดนี้ก็เป็นคำแนะนำที่จะทำให้ทุกคนสามารถนำ Hope Theory ไปใช้สร้างความหวังในยามวิกฤตได้ง่ายยิ่งขึ้น แล้วความสุขในการใช้ชีวิตก็จะมีมากขึ้นตามมา


Appendix: 1 / 2 

 

 

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line