Business

5 เหตุผลที่คุณต้องฝึกเป็นผู้นำหรือหัวหน้าเวลาทำงาน บอกลาการเป็น PASSIVE EMPLOYEE

By: BAO September 21, 2020

ตอนนี้หลายคนอาจกำลังเป็น “Passive Employee” คือเป็นพนักงานบริษัทที่ทำงานไปวันๆ และไม่มีความทะเยอทะยานใดๆ ในหน้าที่การงาน ซึ่งภาวะนี้เกิดขึ้นได้จากภาวะผู้นำในองค์กรที่ไม่ดี ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลเสียต่อเราได้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ไม่มีความสุขในการทำงาน หรือ คุณภาพของงานที่ทำตกต่ำ ซึ่งเราเห็นว่าการอยู่ในสถานะของผู้นำจะช่วยทุกคนแก้ไขปัญหานี้ได้ ด้วยเหตุผลต่างๆ ซึ่ง UNLOCKMEN จะอธิบายต่อไป

from The Gangster, the Cop, the Devil

การเป็นผู้นำจะทำให้เรามีความสุขในการทำงาน

คนที่พยายามเป็นผู้นำในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ผู้เสนอไอเดียใหม่ๆ หรือ ผู้ดูแลโปรเจคใหญ่ของบริษัทหรือองค์กร แสดงให้เห็นว่ามีความทะเยอทะยาน ซึ่งเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่จะทำให้พวกเขาเติบโตและประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน นอกจากนี้คนที่มีความทะเยอะทะยานจะมีความสุขมากกว่าคนที่ไม่มีความทะเยอทะยานด้วย

ซึ่งงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ริเวอร์ไซด์ ได้ทำการศึกษาเปรียบเทียบคนสองกลุ่ม ได้แก่ 1.คนที่ตั้งเป้าหมายแบบทะเยอทะยาน (ambitious goals) และ 2.คนที่ตั้งเป้าหมายแบบเซฟตัวเอง (conservative goals) และพบว่า คนที่ตั้งเป้าแบบทะเยอทะยานจะมีความสุขในระยะยาวมากกว่าคนอีกกลุ่ม

งานวิจัยชิ้นนี้ทำการทดลอง 2 ครั้ง โดย ครั้งแรกจะให้ผู้เข้าร่วมการทดลองเล่นเกมเลือกหุ้น (stock-picking) และการทดลองครั้งสุดท้ายจะให้ผู้เข้าร่วมการทดลองแก้ไขปริศนา (puzzles) ในการทดลองแรก ผู้เข้าร่วมการทดลองทั้งหมด 134 ราย จะต้องกำหนดอัตราผลตอบแทน (target rate of return) ที่ตัวเองอยากได้โดยมีให้เลือกตั้งแต่ 6 – 20% ซึ่งทีมวิจัยได้นิยามว่า คนที่ตั้งเป้าไว้ที่ 14% หรือต่ำกว่า เป็นคนที่ตั้งเป้าต่ำ (หรือตั้งเป้าแบบเซฟตัวเอง) ส่วนคนที่ตั้งเป้าสูงกว่า 14% จะเป็นคนตั้งเป้าสูง (หรือตั้งเป้าแบบทะเยอทะยาน)

จากนั้นทีมวิจัยจะขอให้ผู้เข้าร่วมการทดลองบริหารเงินทุน 5,400 เหรียญฯ โดยการเลือกเล่น ‘หุ้นจำลอง’ จำนวน 3 หุ้น จากทั้งหมด 20 หุ้น และหลังจากนั้นเป็นเวลา 10 นาที พวกเขาจะได้รับผลตอบแทนจากหุ้นจำลองที่พวกเขาเลือกเล่น (ซึ่งผลตอบแทนก็ได้ตรงตามที่แต่ละคนตั้งไว้ และพวกเขาถูกทำให้เชื่อด้วยว่าจะได้รับผลตอบแทนจริงๆ ด้วย) จากนั้นทีมวิจัยจะถามพวกเขาว่ารู้สึกพอใจแค่ไหนกับผลตอบแทนที่ได้รับกลับมา

การทดลองแรก และการทดลองที่สอง ให้ผลการทดลองไปในทางเดียวกัน คือ ผู้ที่ตั้งเป้าไว้สูง (ambitious goals) จะมีความสุขในระยะยาวมากกว่า คนที่ตั้งเป้าต่ำ (conservative goals) ซึ่งนักวิจัยได้อธิบายผลการทดลองว่า การตั้งเป้าแบบปลอดภัย (safe bets) มักไม่ค่อยมีคุณค่า ดังนั้น เมื่อเราทำเป้าหมายง่ายๆ สำเร็จ จึงเป็นธรรมชาติที่เราจะรู้สึกพึงพอใจกับมันน้อยกว่า


แพสชั่นในการทำงานของหัวหน้าส่งต่อมายังลูกน้องได้

ตอนนี้หลายคนอาจกำลังบ่นว่า “งานที่ทำอยู่ช่างน่าเบื่อเหลือกเกิน” หรือ “รู้สึกไม่มีแพสชั่นในการทำงานเลย” บางทีที่รู้สึกแบบนี้อาจเป็นเพราะเรามีหัวหน้างานที่ไม่ดีก็ได้ ซึ่งงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ‘แพสชั่นในการทำงานของหัวหน้า’ และ ‘แพสชั่นในการทำงานของลูกน้อง’ จากการรวบรวมข้อมูลพนักงานทั้งหมด 364 คน และหัวหน้าของพวกเขา

ซึ่งผลการวิจัยพบว่า แพสชั่นในการทำงานของหัวหน้า อาจส่งต่อมายัง ลูกน้องได้ ผ่านการติดต่อทางอารมณ์ (emotional contagion) และกระบวนการติดต่อทางอารมณ์ถูกควบคุมด้วยความสอดคล้องกันในเป้าหมายของหัวหน้าและลูกน้อง กล่าวคือ ถ้าหัวหน้ามีแพสชั่นในการทำงาน และเป้าหมายในการทำงานของหัวหน้าและลูกน้องตรงกัน ลูกน้องก็อาจมีการแพสชั่นในการทำงานตามหัวหน้าได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้น ถ้าเราอยากรักษาแพสชั่นในการทำงานของเราให้อยู่กับเราไปนานๆ เราอาจจำเป็นต้องรับงานในตำแหน่งหัวหน้า แต่ก็ไม่ใช่แค่เป็นหัวหน้าธรรมดา แต่ต้องเป็นหัวหน้าที่ดีและเข้าใจลูกน้องด้วย (สามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้นำที่ดี ได้ที่: https://www.unlockmen.com/6-personality-traits-of-a-great-leader/)


ตำแหน่งผู้นำทำให้เราควบคุมการทำงานได้มากขึ้น

ถ้าเราอยู่ในตำแหน่งของผู้นำ ในการทำงานเราก็จะมีอิสระมากกว่าอยู่ในตำแหน่งผู้ตาม เพราะตำแหน่งนี้มีทั้งอำนาจและตัวเลือกมากกว่า ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความพึงพอใจในการใช้ชีวิตของเราด้วย งานวิจัยชิ้นหนึ่ง พยายามหาคำตอบว่า หากขาดความสามารถในการควบคุมไปอย่างหนึ่ง จะทำให้เราโหยหาอีกแหล่งหนึ่งมากขึ้นหรือไม่ (เช่น ถ้าเราไม่มีตัวเลือกมาก เราจะต้องการอำนาจมากขึ้นหรือไม่) โดยนักวิจัยได้ใช้วิธีการทำการทดลองหลายๆ ครั้ง เพื่อหาคำตอบของคำถามนี้

ในการทดลองหนึ่ง ผู้เข้าร่วมการทดลองจะได้อ่านข้อมูลเกี่ยวกับหัวหน้า หรือ นายจ้าง และต้องจินตนาการว่าหากตัวเองได้รับหน้าที่นั้นจะรู้สึกอย่างไร ? (เป็นการควบคุมให้ผู้เข้าร่วมการทดลองบางกลุ่มรู้สึกไร้อำนาจ และบางกลุ่มรู้สึกมีอำนาจ ) จากนั้นทีมวิจัยจะให้สิทธิผู้เข้าร่วมการทดลองในการซื้อแว่นตา หรือ ไอศกรีม จากร้านค้าที่มีสินค้าให้เลือก 3 อย่าง หรือ ร้านค้าซึ่งมีสินค้าให้เลือก 15 อย่าง

ผลการทดลองพบว่า คนที่รู้สึกไร้อำนาจ จะเต็มใจไปยังร้านที่มีตัวเลือกมากกว่า แม้จะต้องขับรถไปไกลขึ้น หรือ ต้องรอนานขึ้นก็ตาม ตรงนี้แสดงให้เห็นว่า ความไร้อำนาจทำให้คนโหยหาตัวเลือกที่มากขึ้น และในการทดลองอีกชุดหนึ่งพบว่า เมื่อคนไม่มีตัวเลือก พวกเขาจะโหยหาอำนาจมากขึ้น เช่น ปราถนาในตำแหน่งหน้าที่การงานที่มีอำนาจ และงานวิจัยยังพบด้วยว่า คนสามารถพอใจในอำนาจ หรือ ตัวเลือก หรือ พอใจทั้งคู่ได้ แต่ไม่สามารถพึงพอใจได้เลย หากไม่มีทั้ง 2 อย่าง


ผู้นำได้รับความเคารพและการสนับสนุนจากคนอื่น

พอเราเป็นเจ้าคนนายคนแล้ว เวลาทำอะไรจะได้รับการเคารพจากคนอื่นๆ มากขึ้น และไม่ค่อยเจออุปสรรค์ในการทำงานร่วมกับคนอื่นมาก เพราะไม่ค่อยมีใครกล้าหือกับเรา! แต่แน่นอนว่า ยิ่งเรามีอำนาจมากขึ้นเราต้องมีความรับผิดชอบมากขึ้นเช่นกัน (with great power comes great responsibility) เพราะหากหัวหน้าตัดสินใจผิดพลาด ก็อาจทำให้บริษัทหรือองค์กรเสียหายได้มากกว่าคนอื่น ดังนั้น ถึงแม้เราจะเป็นหัวหน้าแล้วก็ตาม เราก็ไม่สามารถทำงานแบบขอไปทีได้ แต่ต้องตั้งใจทำงานให้ถึงที่สุด อีกทั้งต้องรับฟังลูกน้องในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาที่พบเจอในการทำงาน หรือ ปัญหาส่วนตัว เพื่อให้เกิดทีมเวิร์ก และ ป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคตต่อไป

 

ตำแหน่งผู้นำได้รับเงินเดือนสูง

ตำแหน่งที่ต้องใช้ภาวะผู้นำ อาทิ ผู้บริหารระดับสูง  ได้รับเงินเดือนสูงกว่าตำแหน่งอื่นๆ ซึ่งหากเราอยู่ในตำแหน่งนั้น เราก็อาจมีความพึงพอใจในรายได้ของตัวเองมากขึ้นด้วย พอมีรายได้มากขึ้น เราก็อาจเกิดความพึงพอใจในการทำงานมากขึ้นด้วย เพราะงานวิจัยชี้ให้เห็นว่าพนักงานที่พอใจในรายได้ของตัวเองจะมีแรงจูงในใจและความโปรดักทีฟในการทำงานมากกว่าคนกลุ่มอื่น


 

Appendix: 1 / 2 / 3 / 4

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line