ในบรรดารถสปอร์ตที่สร้างตำนานในยุค 60s ชื่อของ Alfa Romeo Giulia Sprint GTA (Gran Turismo Alleggerita” หรือ Grand Touring, Lightened) เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ออกแบบโดยดีไซน์เนอร์ระดับตำนานอย่าง Giorgetto Giugiaro ผู้อยู่เบื้องหลัง BMW M1, DeLorean DMC-12 และอีกมากมาย ร่วมมือกับทีมจาก Bertone และขัดเกลาโดยทีมแข่ง Autodelta ผลที่ได้คือความงดงามคลาสสิกแบบอิตาเลียนแท้ ๆ ที่มากับความแรงสำหรับสนามแข่งโดยเฉพาะ แต่ในบรรดา GTA ทั้งหลาย ยังมีอัลฟ่าอีกสายพันธุ์ที่โหดจนแทบไม่มีใครคุมได้ นั่นคือ GTA-SA หรือ Sovralimentato เวอร์ชันพิเศษที่ติดตั้ง supercharger แบบ twin centrifugal เพิ่มเข้าไปในเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร DOHC 4 สูบ จนรีดพลังได้ถึง 220 แรงม้า กับน้ำหนักตัวที่เบาแค่
รถประธาน ที่มาพร้อมความบ้าคลั่งด้วยขุมพลัง 5.0-liter 1GZ-FE V12 ถูกวางอยู่ใน second-generaton Toyota Century G50 aka “The Rolls-Royce of the East” เป็นรถบ้าน V12 คันเดียวที่ Toyota เคยผลิตในประวัติศาสตร์ และเป็นรุ่นเดียวสำหรับ production car อีกด้วย เครื่องตัวนี้ให้พละกำลัง 276 แรงม้า แรงบิด 460 นิวตันเมตร ซึ่งเชื่อว่าถ้าวัดจริงน่าจะเกินไปไกล เกียร์อัตโนมัติ 6-speed ขับเคลื่อนล้อหลัง ช่วงล่างถุงลมนุ่มและนิ่ง 0-100 km/h ใน 8 วินาที ความเร็วสูงสุด 210 km/h สังเกตได้เลยว่าตัวรถถูกจูนมาให้เน้น “ความนุ่ม” ไม่ใช่ “ความเร็ว” เหตุผลที่ Toyota วางเครื่อง V12 ลงไปใน G50 ไม่ใช่เพราะอยากอวดแรงม้าเหมือนในสมัยนี้
ก่อนที่เราจะมี Skyline GT-R Autech Version 40th Anniversary ปี 1998 รุ่น 4 ประตูที่ผลิตเพียง 416 คัน ซึ่ง Unlockmen เคยนำเสนอไปในซีรีส์ JDM: CODE RARE ก่อนหน้านี้แล้ว น้อยคนจะรู้ว่า Autech Japan เคยมีอีกหนึ่งรุ่นสุด Rare ที่สร้างมาก่อนหน้านั้นถึง 5 ปี นั่นคือ Skyline Autech Version (1993: HNR32) Skyline Autech Version ใช้พื้นฐานจาก R32 GTS-4 4-Door ซึ่งเป็นรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อของตระกูล R32 แต่สิ่งที่ทำให้มันแตกต่าง คือการที่ Autech ใส่เครื่องยนต์ RB26DE แบบไม่มีเทอร์โบ (NA version ของ
นี่ไม่ใช่ GTT 4 ประตูที่เอามาแต่งเป็น GT-R แต่นี่คือ GT-R 4 ประตูของแท้จากโรงงาน ที่หลายคนยังไม่รู้ว่ามีอยู่จริง เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงาน Tokyo Motor Show ครั้งที่ 32 ช่วงปลายปี 1997 การร่วมมือกันระหว่างสำนัก Autech Japan และ Nissan ความแรร์ที่ถูกผลิตเพียง 416 คันในโลกเพื่อฉลองครบรอบ 40 ปีของชื่อ “Skyline” ภายใต้คอนเซปต์สุดเท่ว่า “Sports sedan of highest performance for grown-ups.” แม้มันจะใช้พื้นฐานจาก Skyline R33 4-door แต่ Autech ไม่ได้เอามาแค่ตัดแปะดีไซน์เข้าไป พวกเขาออกแบบประตูหลังและโป่งซุ้มล้อหลังขึ้นใหม่ เพื่อให้ได้เส้นสายแบบ Blister Fender โป่งนูนสปอร์ต เสริมให้รถมีมิติที่บึกบึนแบบ GT-R 2 ประตูและรับกับตัวถังซีดานอย่างแนบเนียน ดีไซน์ภายนอกสุขุมสมกับตำแหน่ง “Gentleman’s
หลังจากที่เราพาไปรู้จัก Fidel Castro ผ่านภาพจำสุด iconic – ผู้นำผู้สวม Rolex พร้อมกันสองเรือน หลายคนสนใจและส่งข้อความมาพูดคุยกับเราเยอะมาก จึงอยากพาไปดูอีกแง่มุมนึงว่ายังมี Rolex รุ่นไหนอีกบ้างที่ Fidel สวมใส่ในแต่ละช่วงเวลาสำคัญของชีวิต: จากนักปฏิวัติป่าลึก สู่ผู้นำบนเวทีโลก และนี่คือ 4 นาฬิกา Rolex ที่ได้รับการยืนยัน 100% ว่าอยู่บนข้อมือของ Castro จริง ๆ จากการหาหลักฐานข้อมูลภาพถ่ายในแต่ละช่วงของประวัติศาสตร์ 1950s – CUBAN REVOLUTION : Rolex Submariner Ref. 6536 นาฬิกา Tool Watch ในยุคบุกป่าฝ่าดง จากภาพถ่ายปี 1959 เป็นรุ่นตัวเรือน Steel ที่ไม่เน้นความหรูหรา ด้านข้างสังเกตได้ว่าเป็น small crown แบบไร้ Crown Guards หน้าปัด Gilt เคลือบด้วยทอง,
ในจักรวาลของ Rolex นอกจากความหรูหราของนาฬิกา ยังมีความเกี่ยวข้องบนข้อมือของผู้นำและนักปฏิวัติที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลกอยู่หลายคน แต่มีไม่กี่คนที่ใส่ Rolex ไว้บนข้อมือได้ทรงพลังเทียบเท่า Fidel Castro อดีตผู้นำแห่งคิวบา – ชายผู้สวมนาฬิกา Rolex พร้อมกันสองเรือน ภาพขาวดำอันเลื่องชื่อของ Castro ในชุด fatigues สีมะกอก ขณะจับมือ Nikita Khrushchev หรือนั่งอยู่ที่องค์การสหประชาชาติในนิวยอร์ก ภาพเหล่านั้นเผยให้เห็นชัดเจนว่าเขาสวมนาฬิกา 2 เรือนซ้อนบนข้อมือเดียวกัน เรือนแรกคือ Rolex Submariner Ref. 6536 หรือ 5513 ในยุคสมัยที่ยังเป็น tool watch อย่างแท้จริง (mid-1950s – 60s) ที่สร้างขึ้นเพื่อโลกใต้น้ำ มักถูกใช้โดยนักปฏิบัติการทางทหาร, หน่วยรบพิเศษ, และนักปฏิวัติอย่าง Fidel Castro เรือนที่สองคือ ROLEX DAY-DATE ตัวเรือนทองคำ 18k สาย President bracelet ถือเป็น
“เหมือนเปิดแท็บ browser ไว้ 40 อัน แล้วลืมว่ากำลังทำอะไรไว้แต่ละแท็บ…” – ถ้าประโยคนี้โดนใจคุณ… มีโอกาสสูงว่าคุณอาจมีสิ่งที่เรียกว่า Attention Deficit Hyperactivity Disorder อยู่ในตัว และมันไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คนชอบเข้าใจผิด คนที่มี ADHD ส่วนใหญ่มักจะเจอปัญหาเช่น “โฟกัสไม่ได้” ไม่ใช่เพราะไม่ตั้งใจ แต่เพราะสมองรับสิ่งเร้าเยอะเกินไป และ “ความคิดล้น” สมองทำงานพร้อมกันหลาย tasks พร้อมคิดเรื่องอนาคต คิดย้อนอดีตโผล่ขึ้นมาอีก ซึ่งการที่สมองของเราทำงานหลายหน้าที่พร้อมกันมากกว่าคนอื่น ส่งผลให้เราเหนื่อยแบบไม่รู้ตัว เพราะแค่จะนั่งนิ่งๆ ทำงาน ก็ต้องฝ่าความฟุ้งในหัวให้ได้ก่อน ADHD ในหมู่คนทำงาน โดยเฉพาะคนทำอาชีพสายสร้างสรรค์ นักการตลาด เจ้าของธุรกิจ ฟรีแลนซ์ มักไม่ได้แสดงออกแบบ “อยู่ไม่สุข” เหมือนในเด็ก แต่จะกลายเป็น “ความคิดวุ่นวายระดับลึก” ที่จัดการยากกว่าที่คนทั่วไปเข้าใจ เริ่มเร็ว เบื่อง่าย เสพติดไอเดียใหม่ : ตื่นเต้นกับการเริ่มต้นโปรเจกต์ใหม่ๆ แต่พอผ่านไปไม่กี่วัน ความน่าเบื่อมาเยือน ก็อยากจะเริ่มอย่างอื่นต่อ โฟกัสหลุดง่าย ไม่ใช่เพราะขี้เกียจ แต่เพราะสมองไวเกินไป
ผลงานล่าสุดจาก Singer : Porsche 911 Carrera Coupe Reimagined by Singer แรงบันดาลใจจากตำนานสุดแรร์ 911 SSE (Super Sport Equipment) ตัวถังแบบ wide-body ที่โด่งดังเรื่องโป่งข้างหนา ๆ และสปอยเลอร์ท้าย Whale Tail เอกลักษณ์จากยุค 80s พร้อมเพิ่มดีเทลใหม่สุดเท่ – ไฟ pop-up hood-mounted แบบฝังบนฝากระโปรงหน้า เติมกลิ่นอาย retro-futurism ได้อย่างลงตัว Singer จัดเครื่อง 4.0 ลิตร NA flat-six ที่พัฒนาร่วมกับสำนัก Cosworth จัดแรงม้าให้ถึง 420 hp พร้อมเกียร์ธรรมดา 6 สปีด ขับเคลื่อนล้อหลัง และโครงสร้างตัวถังที่เสริมความแข็งแกร่งใหม่ด้วยเทคนิคจาก F1 โดยร่วมมือกับ Red Bull Advanced
หลายคนเคยได้ยินเรื่องเล่าว่า นาฬิกา Cartier รูปทรงที่บิดเบี้ยวเพราะไฟไหม้จากอุบัติเหตุรถยนต์ กลายมาเป็นแรงบันดาลใจให้ Jean-Jacques Cartier สร้าง Crash ออกมา หรืออีกเรื่องเล่าที่ว่ามันมาจากนาฬิกาในภาพเขียนของ Salvador Dalí “The Persistence of Memory (1931)” ฟังดูเป็นเรื่องโรแมนติกดีใช่ไหม? แต่น่าเสียดายที่มันไม่ใช่เรื่องจริง ความจริงคือ Cartier Crash เกิดจาก “การออกแบบอย่างตั้งใจ” Jean-Jacques Cartier และดีไซน์เนอร์ Rupert Emmerson จงใจหยิบ Cartier Baignoire ดีไซน์ทรงรี (oval) ที่เรียบหรู เอามาบิดให้เบี้ยวอย่างตั้งใจกลายเป็น Cartier Crash ตาม request ของ Stewart Granger ดาราชื่อดังชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นช่วง Swinging sixties ที่มีการปฏิวัติทางวัฒนธรรมอย่างกว้างขวางในช่วงยุค ’60s – 70s พูดเหมือนง่าย แต่วิธีทำ Cartier
ในหมู่รถแข่งที่เคยแบกรหัส CSL (Coupe Sport Leichtbau) ของ BMW ไม่มีคันไหน “เกินหน้าเกินตา” รุ่นปี 1975 ที่พุ่งสู่สนามแข่ง IMSA North America ได้อีกแล้ว นี่คือ BMW 3.5 CSL GTO Batmobile สายพันธุ์โหดสุด ที่ไม่ใช่แค่ทำให้โลกรู้จัก BMW Motorsport แต่ยังสร้างตำนานให้ BMW บนแผ่นดินอเมริกาอย่างแท้จริง The Road from ETCC to IMSA แรกเริ่มเดิมที BMW 3.0 CSL ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อชิงแชมป์ European Touring Car Championship (ETCC) ในยุโรปมันครองบัลลังก์ไปแล้วตั้งแต่ปี 1973 แต่ฝั่งอเมริกา BMW ยังเป็น “ผู้มาใหม่” ที่แทบไม่มีใครรู้จัก Bob Lutz และ


