Style

BRIT SUB-CULTURE วัฒนธรรมวัยรุ่นอังกฤษที่เคยรุ่งเรือง และมีอิทธิพลต่อสังคมโลก

By: Thada August 8, 2018

ปฎิเสธไม่ได้เลยประเทศอังกฤษนั้นเต็มไปด้วยเรื่องราวและวัฒนธรรมมากมาย ที่ล้วนเป็นส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนโลกใบนี้ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะช่วงหลังยุค 50’s ได้เกิดวัฒนธรรมของวัยรุ่นที่เรียกว่า Sub-Culture ซึ่งชาว UNLOCKMEN คงจะคุ้นเคยกับ Sub- Culture อย่างเช่น Punk, Mods, Madchester เป็นต้น วันนี้เราจะขอหยิบยกเอาวัฒนธรรมอื่น ๆ ที่อาจจะไม่คุ้นหูมากนัก แต่ถือว่ามีส่วนต่อการผลักดันซีนต่าง ๆ รวมถึงแนวดนตรีให้เป็นเช่นนี้

Teds

Image via The Cut

Teds หรือ Teddy Boy เป็นหนึ่งใน Sub-Culture ซึ่งเกิดขึ้นใน London ช่วงยุค 50’s ที่หนุ่ม ๆ ชนชั้นWorking Class อยากจะอัพเกรดสถานะตัวเองทางสังคมให้เป็นที่ยอมรับ โดยจำลองการแต่งกายย้อนยุค ระหว่าง ค.ศ.1891-1910 เน้นไอเทมสุภาพบุรุษแบบผู้ดีอังกฤษ อาทิ สูทปกใหญ่กระดุมแถวเดียว ชายยาว รองเท้าหนังทรงโต เหมือนกับในยุคสมัยพระเจ้า Edward VII แต่ทำผมทรง Pompadour โดยส่วนมากกลุ่มคนแนว Teddy จะนิยมฟังเพลง Rock n’ Roll ที่รับอิทธิพลมาจากอเมริกา

มีหลายคนที่สงสัยความสับสนระหว่าง Ted กับ Mods และ Ted กับ Rockabilly ซึ่งอันที่จริงแล้วทั้งหมดมีจุดร่วมเรื่องการแต่งตัวที่ไม่ได้หนีจากกันมาก แต่ตัววัดตัดสินคงจะเป็นเรื่องแนวเพลงและไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่ต่างกันออกไป โดย Ted เป็นกลุ่ม youth culture กลุ่มแรกของอังกฤษที่มีความชัดเจนในสไตล์มากที่สุดก็ว่าได้ แถมมีชื่อเสียงในการก่อเรื่องทะเลาะวิวาทอื้อฉาวมากมายในยุค 50’s ก่อนที่ในเวลาต่อมาวัฒนธรรม Ted จะค่อย ๆ สูญพันธ์ุไป

Skinheads

Image via The Guardian

เป็นอีกหนึ่งกลุ่มคนที่เกิดขึ้นในยุค 60s และโดยส่วนมาเป็นชนชั้นแรงงานของประเทศอังกฤษ ซึ่งคำว่า Skinhead ในความหมายของพวกเขาคือความคิดที่อยากแสดงออกถึง ความรุนแรง ก้าวร้าว และเหนือกว่าทางเชื้อชาติ ทำให้คนกลุ่มนี้จะมีการเหยียดผิว พวกรักร่วมเพศ ฮิปปี้ และจะใช้ความรุนแรงในการตัดสิน

Image via Daily Mail

กลุ่ม Skinheads มีการแต่งตัวที่เป็นเครื่องแบบมากที่สุดกลุ่มหนึ่งโดยการแต่งตัวของพวกเขามักประกอบไปด้วยทรงผมเกรียนเท่ากันทั้งหัว เสื้อเชิ้ตมีกระดุมปก ลายตาราง Checkboard สีแดง-ขาว ที่ฮิตที่สุดก็จะเป็นแบรนด์ Ben Sherman กางเกงยีนส์ซีด ๆ ตัดขาให้เห็นรองเท้าบู๊ท Dr. Martens ซึ่งพวกเขานิยมฟังดนตรี Reggae และ Jamaica Music ภายหลังกลุ่ม Skinheads มีการแตกแขนงออกเป็นกลุ่มเล็ก ๆ อีกเช่น Suedeheads

Glam Rock

โดยส่วนมากหากทุกคนสังเกตจะพบว่า Sub-Culture ต่าง ๆ ล้วนถูกพัฒนามาจากแนวดนตรีเป็นหลัก เช่นเดียวกับ Glam Rock ที่แตกไลน์ถูกพัฒนามาจากดนตรีร็อค และเพิ่มเติมแต่งในเรื่องของ Make Up การแต่งตัวให้มันเหนือกว่าคนฟังเพลงร็อคธรรมดาทั่วไป มีการทากลิตเตอร์บนผิวหน้า จนมีการเรียกสลับกันไปมาระหว่าง Glam Rock และ Giltter Rock

Image via Dazed

สำหรับช่วงเวลาที่เฟื่องฟูของวัฒนธรรม Glam Rock คือระหว่าง ค.ศ.1970 – 1990 ในอังกฤษเองมีหัวหอกสำคัญอย่าง Iggy Pop, Def Leppard, Poison, Roxy Music และ Mott The Hoople  นอกเหนือจากนี้ วัฒนธรรมแบบ Glam ยังถือเป็นรากฐานต่อยอดไปจนถึงการเป็น Punk Rock และ Gothic Rock อีกด้วย

New Romantic

เมื่อ Steve Strange และ Rusty Egan ได้กลายเป็นที่โด่งดังในประเทศอังกฤษยุค 70’s ก็ได้เกิด Sub-Culture อย่างหนึ่งตามมาอย่าง New Romantic ซึ่งว่าด้วยการดึงเอาอิทธิพลการแต่งตัวยุค Romantic (ศตวรรษ 19) ที่มีความเป็นบูติก ในส่วนของแนวเพลงก็จะมีการพัฒนาในเรื่อง Glam Rock ผสมกับ Psychedelic ที่ติดกลิ่นอายของเสียงสังเคราะห์จ๋า ๆ ก่อนที่จะมายิ่งได้รับความนิยมกลายเป็นแมสมากยิ่งขึ้น หลังจาก Duran Duran หรือ David Bowie

แต่ทว่าน่าเสียดายเมื่อ New Romantic อยู่ในกระแสได้ไม่นานเพราะเพียงแค่ 10 ปี วัฒนธรรมนี้ก็ค่อย ๆ ถูกกลืนกินด้วยกระแสความนิยมจนแทบจะไม่มีใครจดจำมันได้อีกต่อไป

Football Hooligans

ขณะเดียวกันช่วงยุค 80’s – 90’s เป็นหนึ่งช่วงที่เศรษฐกิจของประเทศอังกฤษตกต่ำ มีคนจำนวนมากที่ต้องตกงาน ฟุตบอลจึงเป็นสิ่งเดียวที่ได้เยียวยาความสุขให้กับทุกคนในยุคที่ไม่ได้มีอินเทอร์เน็ตหรือโทรทัศน์

การเกิดขึ้นของกลุ่ม Hooligan คือหนุ่ม ๆ ที่บ้าคลั่งฟุตบอลเข้าเส้นเลือด และมีอารมณ์ร่วมกับฟุตบอลขั้นหนัก ถึงขนาดบอลแพ้คนไม่แพ้ พร้อมท้าตีท้าต่อยกับทุกคนที่ขว้างหน้าเลยทีเดียว โดยเครื่องแต่งกายของพวกเขาคืออะไรที่แสนเรียบง่าย แต่บ่งบอกไลฟ์สไตล์ อย่างเสื้อฟุตบอลทีมโปรดและกางเกงยีนส์ หรือขาสั้น ที่ไม่ต้องการความเป็นทางการใด ๆ ในยุคถือเป็นจุดเฟื่องฟูของแบรนด์แฟชั่นสปอร์ตอย่าง Reebok, Umbro, adidas และเกิดแบรนด์แฟชั่นจ๋า ๆ อย่าง Fred Perry ที่ล้วนมีส่วนสำคัญต่อเทรนด์แฟชั่นโลก

Disco and Raves

จริง ๆ แล้ววัฒนธรรม Rave เนี่ยเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงปลายยุค 50’s ซึ่งในขณะเป็นการจำกัดความให้กับพวก Bohemian ที่ชอบจัดปาร์ตี้กันแบบส่วนตัว แต่ทว่าเมื่อถึงปลายยุค 80’s เป็นยุคที่ดนตรีแล้ว Disco และ House กำลังแพร่ความนิยมไปทั่วอังกฤษ จึงได้เกิดกลุ่มคนที่รวมตัวเพื่อจับกลุ่มปาร์ตี้กันอย่างบ้าคลั่งเรียกว่า Acid House ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะขึ้นชื่อในเรื่องการยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด อาทิ Ecstasy และ MDMA เพื่อให้สามารถเข้าถึงเพลง และสนุกสุดเหวี่ยงได้มากยิ่งเมื่อจับกลุ่มกันตามสถานที่ปิด อาทิ Club หรือ Warehouse เป็นต้น

ก่อนที่ในเวลาต่อมาอิทธิพลของ Acid House จะค่อย ๆ ได้รับความนิยมไปทั่วยุโรป เกิดเมืองปาร์ตี้อย่าง Ibiza ไว้เป็นจุดนัดพบสำหรับชาว Rave ให้ไปสนุกปลดปล่อยความเป็นตัวเองกัน

Grime

Image via Timeline

Image via underground-england.co.uk

ถือเป็น Sub-Culture ที่เกิดขึ้นหลังสุด ๆ เพราะ UK Grime เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นในช่วงต้นปี 2000 นี้เอง และได้รับความนิยมอย่างมากสำหรับกลุ่มเด็กวัยรุ่นยุคใหม่ของอังกฤษ เพราะจุดเริ่มมาจากอิทธิพลเรื่องดนตรีที่ผสมผสานอย่าง อิเล็คทรอนิกส์, การาจ รวมไปถึง ฮิปฮอฟ ที่ไม่ได้สะท้อนถึงความจัดจ้านเรื่องสไตล์เหมือนกับต้นกำเนิดเหล่านั้น เพราะคนที่มาหลงใหลใน Grime จะเน้นไปที่ความมินิมอล กางเกง trackpants และรองเท้าสนีกเกอร์ที่เน้นความเรียบง่ายเข้าไว้  โดยถ้าหากใครยังสับสนหน้าตาของวัฒนธรรมนี้ว่าเป็นเช่นไร เราอยากจะมองไปที่ Stormzy แร็ปเปอร์ชาวอังกฤษที่เป็นส่วนผสมของ Grime ในยุคปัจจุบันที่ชัดเจนที่สุด

Source , Source2 , Source3 ,Source4, Source5

Thada
WRITER: Thada
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line