Life

BURN OUT SIGNS: สัญญาณหมดไฟของคนทำงาน ทำยังไงให้ไฟกลับมาลุกโชนอีกครั้ง

By: april October 29, 2018

สิ่งที่เรา Spend เวลาไปกับมันเป็นส่วนใหญ่ของชีวิต คงไม่พ้นการทำงาน เพื่อให้ตัวเรามีเงินไป Spend สิ่งอื่นในชีวิตประจำวันได้ เราใช้เวลาไปกับงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ใช้เวลาตั้งแต่พระอาทิตย์ขึ้นจนพระอาทิตย์ตกในแต่ละวัน ไปกับการเดินทางไปทำงานและเดินทางกลับ ถ้าเราได้เจอกับงานที่ดีจนวันจันทร์ไม่ได้เป็นศัตรูตัวร้ายของเราถือว่าเป็นเรื่องที่น่าอิจฉา เพราะยังมีอีกหลายคนที่ต้องสู้รบตบมือกับวันทำงานกันตั้งแต่เริ่มสัปดาห์ เพราะพวกเขาไม่ได้มีงานที่ตอบสนองความต้องการเขาได้ในทุกด้าน 

อาการหมดไฟ ห่อเหี่ยวกันตั้งแต่วันจันทร์ ไปจนถึงตอนหย่อนร่างกายลงบนเก้าอี้ในออฟฟิศ ยิ่งปรากฏชัดขึ้นทุกวัน หากเรารู้สึกว่าตัวเองเริ่มไม่มีความสุขกับสิ่งที่เคยทำแล้ว UNLOCKMEN อยากให้หนุ่ม ๆ ลองสังเกตตัวเองกันหน่อยว่าเริ่มหมดไฟแล้วหรือยัง กับสัญญาณของคนหมดไฟในการทำงาน พร้อมทางออกเจ๋ง ๆ ให้ไฟแห่ง Passion กลับมาลุกโชนอีกครั้ง

 

ไม่มีไอเดียใหม่ เลย

ยิ่งคิดเท่าไหร่ก็ยิ่งคิดไม่ออก เหมือนสมองกลายเป็นซอยตันที่ไม่รู้ว่าจะกลับรถออกไปยังไงด้วยซ้ำ แม้เราจะเคยชำนาญในเรื่องนี้ชนิดที่ว่าหลับตาทำก็ยังได้ แต่พอมาถึงวันนี้กลับคิดอะไรไม่ออก มักจะเกิดในงานที่ต้องครีเอตอะไรใหม่ ๆ อยู่เสมอ บางครั้งคุณก็รู้ตัวเองด้วยซ้ำว่ายิ่งขุดลึกลงไปตอนนี้ก็ยังไม่เจออะไรหรอก แต่ก็สุดจะหาทางออกให้ตัวเอง ก็ได้แต่คิดซ้ำ ๆ เรื่องเดิมไปทั้งที่รู้ผลของมันอยู่แล้ว โดยเฉพาะถ้าหากอยู่ในตำแหน่งหน้าที่เดิมอยู่เป็นเวลานาน อาจทำให้รู้สึกหมดไอเดียกับสิ่งที่ทำ ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร แต่สเต็ปสำคัญคือการก้าวให้พ้นไอเดียตันแบบนี้ไปให้ได้

 

ทำเป็นเห็นด้วย ถึงแม้ความคิดจะไม่ใช่แบบนั้นก็ตาม

ในตอนที่ก้าวเข้ามาทำงาน หากเรายังไม่สามารถรู้ได้ในทันทีว่าในองค์กรนี้เป็นยังไง สิ่งหนึ่งที่เราสามารถสังเกตชนิดที่ว่าไม่สามารถโกหกกันได้ นั่นคือ “โอกาสในการแสดงความคิดเห็นและการรับฟัง” สิ่งนี้จะบอกถึงวัฒนธรรมองค์กรได้เป็นอย่างดี เราไม่สามารถให้ใครมาแกล้งรับฟังเราได้ เพราะอะไรที่มันไม่จริงใจมันดูออกง่ายมาก แล้วมันทำให้หมดไฟยังไงน่ะหรอ ?​ ก็เพราะถ้าหากเสียงของเราไม่ได้มีความหมายอะไรเลย เราก็เริ่มที่ไม่อยากจะพูดออกไรออกไปแล้ว เรากลัวการถูกปฏิเสธ กลัวโดนเพิกเฉย เลยดันตัวเองเข้าไปอยู่ใน Safe Zone ที่ไม่ต้องเสียความรู้สึกกันทั้งสองฝ่าย พอไม่มีความคิดเห็นอะไรออกไป หรือคิดแต่ไม่กล้าพูดแล้ว เราก็ได้แต่พยักหน้าเห็นด้วยไปกับความคิดของคนอื่น เพียงเพราะเราไม่อยากที่จะพูดความคิดของเราออกไปนั่นเอง

 

เราไม่ได้พัฒนาตัวเอง

หากก่อนหน้านี้เราคือคนที่ไฟแรง มีไอเดียที่อยากทำยาวไปถึงสิ้นปี แต่พอถึงเวลาจริงเรายังคงอยู่ในขีดจำกัดเดิม ๆ ไม่ได้ทำอะไรให้ตัวเองเก่งขึ้น ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของเวลา หรือกลัวความผิดพลาด แต่นั่นหมายความว่าเรากำลังยืนอยู่ใน Safe Zone นานเกินไปแล้ว เราหลีกเลี่ยงที่จะรับความเสี่ยงจากการลองทำอะไรใหม่ เราทำแต่สิ่งที่เรามั่นใจว่าเราทำมันได้อยู่ในระดับเดิมไปตลอด จนสุดท้าย ขีดจำกัดของเรามันอยู่แค่นั้น ทำให้เราไม่มีโอกาสได้พัฒนาตัวเอง ไม่ได้ทำอะไรในระดับที่สูงขึ้นจากสิ่งที่ทำ 

 

ความคิดเห็นของเราไม่ใช่สิ่งสำคัญ

ไม่ว่าจะเสนอไอเดียอะไรไป ถ้ามันออกจากปากของคุณ กลายเป็นว่ามันดูจะไม่เข้าท่าอยู่เสมอ จนรู้สึกเหมือนถูกตั้งแง่อยู่ตลอดเวลา หรือแม้แต่คำแนะนำเล็กน้อยของเรากลายเป็นเสียงจิ้งหรีดเรไรที่ส่งไปไม่ถึง หรือร้ายแรงกว่านั้นคือมันไม่สำคัญจนไม่มีใครถามความคิดเห็นของเราแล้ว เราไม่ได้รับอนุญาตให้พูดหรือตัดสินใจในหน้าที่การงานของเรา แม้จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเราโดยตรงก็ตาม จนเรารู้สึกเหมือนตัวเล็กเหลือเกินเวลาอยู่ในออฟฟิศ 

 

หากเรามีอาการเหล่านี้ไม่ว่าข้อไหนก็ตาม มันเป็นสัญญาณอ่อน ๆ ของคนหมดไฟแล้ว ไม่ว่าสาเหตุของมันมาจากอะไร จากตัวเราเอง หรือจากปัจจัยภายนอกที่ไม่อาจควบคุมได้ สิ่งแรกที่แก้ได้คือตัวเราเอง ลองเริ่มมองปัญหา แล้วลงมือแก้ด้วยตัวเองก่อน ดูจะเป็นทางออกที่ทำได้ง่ายและไวที่สุด ลองมาดูวิธีเหล่านี้ ที่จะช่วยปลุกตัวเองให้กลับมามีไฟอีกครั้ง แม้จะไม่ได้เป็นวิธีที่หวือหวา ชวนฮึกเหิมอะไร แต่มันเป็นการมองปัญหาบนความเป็นจริง แก้ปัญหาด้วยวิธีที่เราทำได้ง่ายทำได้จริง

 

จำความรู้สึกแรกในตอนที่ได้ทำงานที่นี่

เรียกคืนความทรงจำดี ๆ ในวันที่มาเริ่มงานกันหน่อย วันที่เรายังมีไฟลุกโชน มีไอเดีย อยากทำนู่นนี่เต็มไปหมด แม้ว่าตอนนี้เราจะรู้แล้วว่าหลายอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เราเห็นในตอนนั้นก็ตาม ไม่ใช่เพื่อโกหกตัวเองไปวัน ๆ เพื่อให้อยู่ต่อที่นี่ได้ แต่เพื่อเรียกคืนตัวตนของเราในตอนนั้นกลับมา ไม่ใช่แค่ความรู้สึก แต่รวมไปถึงวิธีคิด วิธีวางแผนการทำงาน การหาไอเดีย ว่าตอนนั้นเราทำเรื่องพวกนี้ยังไงบ้าง แล้วลองเอามาใช้กับตัวเองอีกสักครั้ง เพราะบางครั้งอาการหมดไฟมันอาจจะเป็นแค่อาการอิ่มตัวในหน้าที่การงานก็ได้

 

มาถึงจุดนี้ได้ก็เก่งมากแล้ว

ถ้าจุดที่ยืนอยู่มันยาก มันทำให้เราลำบากใจ แต่เราก็ยังยืนอยู่ตรงนี้ใช่มั้ยล่ะ ? นั่นหมายความว่าเราสามารถชนะตัวเองได้แบบเด็ดขาด เรายืนในจุดที่ตัวเองไม่ต้องการ จุดที่เราบอกตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าเราลำบากใจ แต่เราก็ไม่เคยเดินหนีมันไปไหน ให้กำลังใจตัวเองในทั้งในสิ่งที่เราทำได้ดี สิ่งที่อยากทำ รวมถึงสิ่งที่ไม่อยากทำก็ต้องชมตัวเองด้วยเช่นกัน เพราะมันทำยากที่สุด เรื่องที่อยากทำยังไงมันก็มีแรงทำอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ไม่อยากทำนี่สิ เราผลักดันตัวเองให้เดินบนเส้นทางนั้นมาจนถึงตรงนี้ได้ ถือว่าเราเอาชนะความต้องการของตัวเองได้ระดับนึงเหมือนกัน

 

มองหาต้นตอของปัญหาจริง  

หากสิ่งที่ทำให้เราหมดไฟ ไม่ใช่แค่ตัวเราเอง แต่มันมาจากปัจจัยภายนอก เราก็สามารถจัดการสิ่งนั้นได้เหมือนกัน แต่ในวิธีที่เราพอจะทำได้ ลองมองหาถึงต้นตอความหงุดหงิดใจของเราในยามทำงานว่ามันมาจากหัวหน้า จากงานที่ไม่ตรงความต้องการ จากออฟฟิศที่บรรยากาศชวนประสาทเสีย หรือจากเพื่อนร่วมงานตัวแสบ ที่มักจะสร้างปัญหาให้เราอยู่เสมอ ถ้าปัญหาไหนที่เราแก้ได้ก็ลองแก้กันไปก่อนก็ไม่สาย แต่ถ้ารู้สึกว่ามันเกินที่เราจะไปเปลี่ยนแปลงใครได้ การเดินถอยออกมาก็ไม่ได้เป็นวิธีที่แย่นักหรอก

 

พูดคุยกับเพื่อนร่วมงานมากขึ้น

อย่างที่บอกว่าชีวิตการทำงานมันกินเวลาส่วนใหญ่ของชีวิตเรา ลองมีเพื่อนร่วมงานที่สามารถคุยได้ทั้งเรื่องส่วนตัว เรื่องทั่วไป และเรื่องงานเอาไว้สักกลุ่มหนึ่ง เอาไว้เป็น “เพื่อน” จริง ๆ ที่สามารถปรับทุกข์ ปรึกษา หรือขอความคิดเห็นได้ โดยเฉพราะเรื่องงานที่มันกำลังกวนใจเราในตอนนี้ ยิ่งอยู่ในออฟฟิศเดียวกัน ยิ่งเจอปัญหาเหมือนกัน ต้องอยู่ร่วมในสถานการณ์นั้น ก็สบายใจได้ว่า ความเฮงซวยที่หล่นใส่เรานี้ อย่างน้อยก็ยังมีคนที่เข้าใจว่าเราซวยขนาดไหนอยู่ หรือหากเรามีข้อผิดพลาดอะไรที่ต้องปรับปรุง ก็ลองคุยกับเพื่อนร่วมงานให้มากขึ้น เปิดใจกัน เพราะปัญหาอาจจะอยู่ที่ทัศนคติของเราด้วยเช่นกัน ลองมองปัญหาจากมุมของคนอื่นบ้าง อาจได้ทางออกเจ๋ง ๆ ที่เรานึกไม่ถึงก็ได้

หลายครั้งที่ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไขเพราะเราไม่ได้หาสาเหตุของมันอย่างจริงจัง และไม่ยอมลงมือแก้ไขมันอย่างถูกต้อง แต่ปัญหาเรื่องอาชีพนี้มันเกี่ยวพันถึงปากท้อง ถึงความเป็นอยู่ของเราจริง ๆ จึงไม่ควรเป็นปัญหาที่เรามองข้ามหรือเอาไว้แก้ทีหลังได้ มองมันอย่างถูกจุด แล้วค่อย ๆ แก้ปัญหาไป เพราะแค่การหมดไฟมันไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องจบกับการทำงานตรงนี้ไปแล้ว มันเป็นเพียงด่านเล็ก ๆ ที่เราต้องเจอเท่านั้น

april
WRITER: april
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line