ถ้าพูดถึงค่ายรถผู้เชี่ยวชาญด้านงานคาร์บอนไฟเบอร์อย่าง Pagani (ปากานี) หลายคนคงรู้จักพวกเขาผ่านสุดยอดยนตรกรรมอย่าง Pagani Zonda (ปากานี ซอนด้า) ไฮเปอร์สายตัวเบาซึ่งเป็นเหมือนจุดขาย แต่ดูเหมือนว่า Pagani จะยังต้องการรถที่มีน้ำหนักเบามากขึ้น ขณะเดียวกันก็ต้องแข็งแกร่งพอที่จะวางเครื่องยนต์กำลังโหด ๆ เอาไว้ได้จนท้ายที่สุดก็ออกมาเป็น Pagani Huayra Roadster BC คันนี้ ทุกวันนี้ซูเปอร์คาร์และไฮเปอร์คาร์ของค่ายรถยนต์ระดับโลกมากมาย ต่างหันมาใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์เป็นโครงสร้างหลักของตัวรถกันหมดแล้ว ด้วยคุณสมบัติที่ทั้งน้ำหนักเบาและแข็งแรง แต่มันก็อาจไม่ใช่วัสดุที่ดีที่สุด Pagani Huayra Roadster BC นอกจากจะดีไซน์ใหม่ทั้งคันแล้ว ยังเปลี่ยนมาใช้วัสดุที่เบาและแข็งแรงกว่าที่เรียกว่า Carbotanium (คาร์บอนไฟเบอร์ + ไทเทเนียม) ที่ใช้ในเครื่องบินแอร์บัส A380 รวมถึงพาหนะพิเศษต่าง ๆ ที่ทำให้มันแข็งแรงพร้อมต้านแรงลมด้วยน้ำหนักเพียง 1,250 กิโลกรัมเท่านั้น Carbotanium พัฒนาโดย Pagani เมื่อเทียบกับวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์แบบเดิมจะแข็งแรงมากกว่าถึง 12 เปอร์เซ็นต์ แต่ยืดหยุ่นมากกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ คุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของมันก็ทำให้ราคาค่าวัสดุของ Pagani Huayra คันเพิ่มสูงขึ้นขึ้นถึง 450 เปอร์เซ็นต์เลยเช่นกัน
หลังจากเปิดตัว 7 Series คันใหม่ไปได้ไม่นาน ดูเหมือน BMW จะต้องการเพิ่มทางเลือกให้กับแฟน ๆ ของ THE 7 มากขึ้นด้วยการเปิดตัวสายพันธุ์แรงที่มีพื้นฐานมาจาก 7 Series อย่าง BMW Alpina B7 ตามออกมาติด ๆ ว่ากันว่ามันคือซีดานที่แรงที่สุดของค่ายจากแคว้นบาวาเรียแห่งนี้ หนุ่ม ๆ ที่ชื่นชอบในรถยนต์ของ BMW คงจะรู้จักและคุ้นเคยกับรถยนต์ของ BMW ที่มีตราสัญลักษณ์ Alpina ซึ่งเป็นค่ายปรับแต่งรถยนต์สมรรถนะสูงที่ทำงานรวมกับค่ายใบพัดสีฟ้ามานานกว่า 50 ปี ในปีนี้พวกเขาเตรียมต่อยอด สายการผลิตรถยนต์ซีดานตัวแรงอย่าง Alpina B7 รหัสตัวถัง G12 ที่คราวนี้มาพร้อมเครื่องยนต์ตัวพัฒนาใหม่ล่าสุดของค่าย BMW Alpina B7 ปี 2020 ถูกพัฒนามาจากยนตรกรรมสายพันธุ์ซีดานอย่าง BMW 7 Series โดยดีไซน์ภายนอกของรถคันนี้ยังมีกระจังหน้าทรงไตคู่ขนาดใหญ่ รวมถึงช่องอากาศที่อยู่ต่ำลงมา ก่อนจะแปะคำว่า Alpina ไว้ที่ด้านล่างสุด ซึ่งเข้ากันได้ดีกับดีไซน์ของไฟหน้าที่มีขนาดบางลง ส่วนท้ายมาพร้อมกับ
Porsche 991 เจเนอเรชัน 992 และ Carrera ที่มาในโมเดล สองประตู (Coupe) และ เปิดประทุน (Cabriolet) เผยโฉมและปล่อยสเปคคร่าว ๆ ออกมาให้หนุ่มทั่วโลกได้ทำความรู้จักกันแล้ว โดยเตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการภายในต้นปี 2020 พร้อมราคาที่ลดลงเล็กน้อยจากจากรุ่นก่อนหน้า หลังจากทิ้งช่วงจากการเปิดตัว Carrera S ไปเกือบ 8 เดือน ในที่สุดค่ายรถยนต์จากเมืองสตุ๊ตการ์ตอย่าง Porsche ก็ตัดสินใจเผยโฉมรถรุ่นมาตรฐานของเจ้าชาย เจเนอเรชันล่าสุด (992) กับ Porsche 911 Carrera ในสองโมเดลที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีอย่าง Coupe และ Cabriolet ที่มีราคาถูกกว่า Carrera S รุ่นก่อนหน้า ถึงจะเว้นช่วงไปนาน แต่ความแตกต่างด้านดีไซน์ทั้งภายในและภายในของ Carrera และ Carrera S แทบจะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงไป ยกเว้นท่อไอเสียที่ Carrera เปลี่ยนมาใช้ดีไซน์ท่อแบบเดี่ยว และขนาดของยางที่ด้านหน้าใช้ขนาด 19 นิ้วและยางหลังขนาด 20 นิ้ว
Chevrolet Corvette Stingray 2020 คือบทสรุปของการทดลองใช้เครื่องยนต์วางกลางที่ยาวนานมากว่า 60 ปี คอร์เวทท์ เจนเนอเรชั่นที่ 8 ไม่เพียงสะท้อนความยิ่งใหญ่ด้านสมรรถนะที่ได้รับการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดมาจากเจนเนอเรชั่นที่ 7 เท่านั้น แต่ยังรวมกับบทเรียนที่ได้จากโครงการพัฒนาระบบวิศวกรรมในอดีต อาทิ รถยนต์เพื่อการวิจัยของเชฟโรเลตหรือ CERV ทั้งสามรุ่น (Chevrolet Experimental Research Vehicles) แอโรเวทท์ (Aerovette) และรถต้นแบบรุ่นอื่น ๆ โซรา อาร์คัส-ดันตอฟ ผู้ซึ่งได้รับการขนามนามว่าเป็นบิดาของคอร์เวทท์ ได้พบกับรถที่ใช้เครื่องยนต์วางกลางครั้งแรกตั้งแต่เขายังหนุ่ม ไม่ว่าจะเป็นรถแข่ง Auto Union Types C และ D Grand Prix ดันตอฟมีความรู้และเป็นผู้เชี่ยวชาญในระบบขับเคลื่อนรถยนต์ เขาปรารถนาที่จะเป็นนักแข่งรถและที่ปรึกษาด้านวิศวกรรมยานยนต์และการบิน เขาเข้ามาทำงานกับจีเอ็มเนื่องจากมีความหลงใหลในรถต้นแบบ คอร์เวทท์ รุ่นแรก ซึ่งเขาเห็นที่งานโมโตรามา ปี 1953 ในโรงแรมวอร์ดอล์ฟ แอสโตเรีย มหานครนิวยอร์ก ดันตอฟเริ่มต้นทำงานกับจีเอ็ม ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1953
Chevrolet สานต่อตำนานความสำเร็จที่ยาวนานของคอร์เวทท์ ด้วยการเผยโฉม Corvette Stingray รุ่นปี 2020 ครั้งแรกของคอร์เวทท์รุ่นโปรดักชั่นเครื่องยนต์วางกลาง สติงเรย์ รุ่นปี 2020 เป็นการสร้างจินตนาการใหม่เพื่อส่งมอบอีกระดับของสมรรถนะ เทคโนโลยี ความประณีต และความหรูหรา จากเครื่องยนต์วางหน้าสู่เครื่องยนต์วางกลาง –ภายในเวลาราว 3 วินาที คอร์เวทท์แสดงถึงความเป็นสุดยอดนวัตกรรมและการผลักดันของจีเอ็มออกจากกรอบเดิมได้เสมอ รถสมรรถนะสูงที่มีเครื่องยนต์อยู่ด้านหน้าได้ถึงขีดจำกัดของสมรรถนะแล้ว จึงมีความจำเป็นต้องพัฒนารูปแบบใหม่ คอร์เวทท์รุ่นใหม่ยังคงมีรูปลักษณ์และความรู้สึกที่ให้ความสะดวกสบายและความสนุกสนานสไตล์คอร์เวทท์ แต่มีการขับขี่ที่เหนือกว่ารถทุกรุ่นในประวัติศาสตร์ของคอร์เวทท์ ลูกค้าจะได้สัมผัสความตื่นเต้นเร้าใจจากการให้ความใส่ใจในรายละเอียดและสมรรถนะในทุกมิติ เครื่องยนต์วางกลางทำให้สติงเรย์ รุ่นปี 2020 มีคุณสมบัติ ดังนี้ • การกระจายน้ำหนักที่ดียิ่งขึ้น โดยถ่ายเทน้ำหนักไปทางด้านหลังเพื่อเพิ่มสมรรถนะบนทางตรงและบนสนามแข่ง • ตอบสนองได้ดียิ่งขึ้นและให้การควบคุมที่แม่นยำด้วยตำแหน่งผู้ขับขี่ที่ใกล้กับเพลาล้อหน้ามากขึ้นจนเกือบจะอยู่บนล้อหน้า • อัตราเร่ง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงที่เร็วที่สุดสำหรับคอร์เวทท์รุ่นเริ่มต้น – ประมาณ 3 วินาทีเมื่อมาพร้อมกับแพ็กเกจ Z51 • ทัศนวิสัยเสมือนนั่งอยู่ในรถแข่งด้วยการปรับตำแหน่งฝากระโปรง มาตรวัดและพวงมาลัยต่ำลง ทำให้การมองเห็นผู้ขับขี่และผู้โดยสารมีความชัดเจน • พัฒนาจุดแข็งด้านการใช้งานของคอร์เวทท์ด้วยพื้นที่เก็บสัมภาระใต้ฝากระโปรงสองตำแหน่ง ที่มีความจุรวม 12.6 ลูกบาศก์ฟุต เหมาะสำหรับกระเป๋าสัมภาระหรือถุงกอลฟ์ซัก 2
ดูเหมือนว่าค่ายผลิตมอเตอร์ไซค์สุดเก๋าอย่าง Curtiss Motocycles จะกำลังให้ความสำคัญกับรูปแบบรถพลังงานไฟฟ้าของตัวเองอยากต่อเนื่อง ล่าสุดปล่อยคอนเซ็ปต์รถมอเตอร์ไซค์แห่งอนาคตกับ Curtiss ‘Hades ที่มาในดีไซน์มินิมัล แต่ด้านสมรรถนะถือว่าโหดไม่แพ้มอเตอร์ไซค์คันไหนในโลกแน่นอน ก่อนหน้านี้ไม่นาน Curtiss Motocycles เปิดตัวมอเตอร์ไซค์สายพันธุ์ EV ออกมาในชื่อ Zeus ซึ่งนอกจากจะมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 140 KW (190 แรงม้า) ที่ให้อัตราเร่ง 0-100 กิโลเมตร/ชั่วโมงในเวลาต่ำกว่า 3 วินาทีแล้ว ยังเลือกใช้โครงสร้างจากคาร์บอนไฟเบอร์และ Aluminum 6061-T6 เพื่อความเบาและแข็งแรงของตัวรถ ขณะเดียวรถคอนเซ็ปต์คันล่าสุดอย่างรุ่น Hades ก็ไม่น้อยหน้า เพราะมากับโครงสร้างตัวรถที่ใช้เป็น Titanium ขนาด 1.75 นิ้วและวัสดุอย่างเหล็กผสม Chromoly Tubular รวมถึง Aluminum 6061 ที่สร้างออกมาในรูปทรงครุยเซอร์สไตล์คลาสสิกที่มาในโทนสีดำตัดขาว และสีน้ำตาลที่เข้ากับเบาะหนังดีไซน์เฉียบ พร้อมล้อหน้าขนาด 110/80 mm ล้อหลังขนาด 160/60 mm ที่ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งสองเส้น แม้ดีไซน์จะเรียบง่ายแต่ Hades ก็มีระบบป้องกันการสั่นสะเทือนแบบจัดเต็ม
ถือเป็นข่าวดีโดยเฉพาะหนุ่ม ๆ ที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของรถยนต์สายพันธุ์อเมริกันมัสเซิลอย่าง Chevrolet Corvette เมื่อทางค่ายประกาศเปิดตัวการผลิต Chevrolet Corvette ปี 2020 เจเนอเรชันใหม่ รหัสเครื่อง C8 ที่ถึงแม้จะเปิดเผยรายละเอียดออกมาเพียงบางส่วน แต่มันก็ทำให้เราเฝ้ารอดูสเปคเต็มอย่างใจจดใจจ่อกันแน่นอน หลังจาก Corvette รหัสเครื่อง C7 ที่ผลิตขึ้นระหว่างปี 2014-2019 ใช้แพลตฟอร์มเป็นเครื่องยนต์วางหน้าที่ส่งกำลังขับเคลื่อนไปยังล้อหลัง มาในรหัสเครื่อง C9 ก็มีการเปลี่ยนมาใช้แพลตฟอร์มแบบ Mid-Engine แต่ยังคงการขับเคลื่อน แบบ RWD เช่นเคย ดีไซน์ภายนอกเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร งานออกแบบเฉียบคมมากขึ้นโดยเฉพาะฝากระโปรงที่นำเอาช่องอากาศขนาดใหญ่ออกไปแทนที่ด้วยเส้นสายที่ตัดกลางตัวรถลงมาบรรจบกันด้านหน้า แต่มีการเพิ่มช่องลมไว้ด้านล่างของไฟหน้ารถของตัวรถเป็นการทดแทน รวมถึงช่องอากาศด้านข้างตัวรถที่ย้ายจากด้านหลังล้อหน้าเพื่อลดอุณหภูมิเครื่องยนต์ที่ถูกเปลี่ยนตำแหน่งการวางไป ดีไซน์ของไฟท้ายยังมีลักษณะคล้ายเดิม แต่เปลี่ยนจุดวางท่อไอเสียให้ออกมาอยู่ด้านข้าง ด้านดีไซน์ภายในคาดว่าห้องโดยสารจะใช้สีดำตัดด้วยเส้นสายสีแดง โดดเด่นด้วยคอนโซลกลางขนาดใหญ่และแผงควบคุมที่วางพาดยาวขนานลงมา แน่นอนว่าจอแสดงผลทั้งตำแหน่งคนขับและตรงส่วนของคอนโซลมาในแบบดิจิทัลที่สามารถปรับระดับได้ พลิกโฉมดีไซน์ไปแล้ว ด้านขุมกำลังก็ต้องพัฒนาไปอีกขั้นกับเครื่องยนต์ V8 ขนาด 6.2 ลิตรตัวใหม่ที่ให้พลัง 490 แรงม้าและแรงบิดที่ 630 นิวตันเมตร ทำงานร่วมกับชุดเกียร์ Dual-Clutch 8-Speed ที่ทาง Chevrolet เคลมว่าให้อัตราเร่ง
“แม้พวกเขาจะไม่ได้อยู่บนโลกนี้แล้ว แต่ผมเป็นหนี้บุญคุณพวกเขาเสมอ ขอบคุณพ่อและจูลส์สำหรับทุกอย่าง ผมจะไม่มีวันลืมพวกคุณที่สนับสนุนและเชื่อในตัวผม” ประโยคข้างต้นคือคำกล่าวขอบคุณของชาร์ล เลอแคลร์ (Charles Leclerc) ถึงผู้เป็นพ่อและพี่ชายผู้ล่วงลับ ผู้ต่างเคยสนับสนุนและเป็นแรงบันดาลใจให้ตัวเขาฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ จนก้าวขึ้นมาเป็นนักแข่งรถสูตร 1 ของทีมเฟอร์รารี่ (Ferrari) ด้วยวัยเพียง 21 ปี ซึ่งทำให้เขาคนนี้กลายนักขับตัวจริงของทีมที่มีอายุน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปี 1961 ถ้าพูดภาพจำของกีฬามอเตอร์สปอร์ตอย่าง Formula 1 เชื่อว่าหนึ่งในภาพแรกที่สอดแทรกเข้ามาในหัวของทุกคน คงต้องเป็นรถแข่งคันสีแดงของทีมเฟอร์รารี่ หนึ่งในทีมรถสูตรหนึ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ที่เคยคว้าแชมป์โลกร่วมกับยอดนักขับมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนิกิ เลาดา (Nikki Lauda), คิมิ ไรโคเนน (Kimi Räikkönen) และตำนานอย่างมิชาเอล ชูมัคเกอร์ (Michael Schumacher) ที่ผ่านมาแฟน ๆ ของยอดทีมจากอิตาลี ล้วนเคยชินกับการที่ทีมรักของพวกเขาพร้อมไปด้วยนักขับที่เต็มเปี่ยมทั้งด้านฝีมือและประสบการณ์ แต่ทว่าก่อนฤดูกาล 2018 จะจบ เฟอร์รารี่ก็ตัดสินใจทำสิ่งที่หลายคนไม่คาดคิด ด้วยการเซ็นสัญญากับนักขับหน้าใหม่ที่มีประสบการณ์ในการแข่งขัน Formula 1 เพียงแค่ปีเดียว นั่นคือวันที่หลายคนต่างตั้งคำถามว่า ไอ้หนูที่ชื่อชาร์ล เลอแคลร์ นี่มันใครกันวะ ?
เมื่อพูดถึงเรื่องราวของ Kanjozoku นักซิ่งแห่งย่าน Osaka กลุ่มสมาชิกผู้คลั่งไคล้รถยนต์ Honda แต่งซิ่งสไตล์ Group A ราวกับหลุดออกมาจากยุค 80s หรือ 90s ผู้ออกมารวมตัวกันขับรถประชันความเร็วบน Hanshin Expressway ที่ตัดผ่านกลางเมือง Osaka ซึ่งคนที่นั่นเรียกขานกันว่า “Kanjo Loop” ในเวลาปกติ มันคือเส้นทางที่ผู้คนใช้สัญจรไปมา แต่ในยามค่ำคืน ชาว Kanjozoku จะเปลี่ยน Loop ให้กลายเป็นสนามแข่งที่มีเสียงท่อแต่งดังกระหึ่มไปทั่ว เหรียญมี 2 ด้านเสมอ ในมุมของนักแข่งรถและกลุ่มคน Underground ผู้รู้สึกเบื่อหน่ายและต้องการฉีกตัวออกจากความน่าอึดอัดของสังคมญี่ปุ่น Kanjozoku หรือ Kanjo Racers ดูจะเป็นวัฒนธรรมที่มีเสน่ห์ เป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจของคน Osaka / Kansai ผู้เปลี่ยน Kanjo Loop ยามค่ำคืนให้มีสีสัน ซึ่งหลายคนก็ยังคงความเป็น Kanjozoku แม้เวลาจะผ่านไปมากกว่า 20 ปีแล้วก็ตาม มันจึงเป็นอะไรที่มากกว่าแค่รถแต่งหรือการแข่งรถกวนเมือง สำหรับพวกเค้า Kanjozoku
ตำรวจ UAE อ่านข่าวนี้คงไม่รู้สึกตื่นเต้นเท่าไหร่ เพราะพวกเค้ามีแต่ Supercars ทุกอย่างเท่าที่เราจะจินตนาการได้ในครอบครอง ไม่ว่าจะเป็น Porsche, Ferrari, GT-R, Lamborghini หรือแม้แต่ Bugatti แต่สำหรับตำรวจทั่วปะ หรือโจรในประเทศออสเตรเลีย อาจจะดูข่าวนี้แล้วต้องรู้สึกหวั่นไหวอย่างช่วยไม่ได้ เพราะตำรวจเมือง Victoria พึ่งจะได้รถคันใหม่ไว้ประจำกรม และไม่ใช่รถสายตรวจธรรมดา เพราะมันคือ BMW M5 Competition จรวดซีดานที่ไล่ตามได้แม้แต่ Supercar ต้องบอกว่าตำรวจ Australia ก็มีรถแรง ๆ เอาไว้ไล่จับคนร้ายอยู่พอสมควรแล้ว แม้จะไม่เยอะโดดเด่นอะไร แต่ก็ถือว่ามีทีเด็ดไม่แพ้ตำรวจเมืองไหนเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น FPV Falcon GT RSPEC 536 hp, Holden Special Vehicles V8 436 hp, Audi RS4 Avant 450 hp, Mercedes-AMG GLE 63 S Coupe, Polestar Volvo
Bentley สร้างความยิ่งใหญ่ให้ตัวเองด้วยการเป็นเอกลักษณ์แบรนด์รถยนต์หรูหรามายาวนานครบ 100 ปีแล้ว และดูเหมือนพวกเขาจะยังไม่หยุดอยู่แค่นี้ แต่มุ่งมั่นวางแผนสำหรับก้าวต่อไปในอีก 100 ปีข้างหน้าที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปต์รถยนต์ฉลองครบรอบหนึ่งศตวรรษของพวกเขาในชื่อ Bentley EXP 100 GT นับตั้งแต่ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 18 มกราคม 1919 ในที่สุดค่ายรถยนต์สายพันธุ์ Luxury สัญชาติอังกฤษอย่าง Bentley ก็มีอายุครบหนึ่งร้อยปี ซึ่งพวกเขาก็ฉลองวาระสุดยิ่งใหญ่ครั้งนี้ด้วยคอนเซ็ปต์รถยนต์ Gran Tourer แห่งยุคอนาคตที่ว่ากันว่าเป็นนวัตกรรมและงานออกแบบยานยนต์ของปี 2035 ซึ่งเราจะได้เห็นความหรูหราและผู้ช่วยอัจฉริยะสุดล้ำที่รวมกันไว้ในหนึ่งเดียว Bentley EXP 100 GT Concept คือแนวคิด EV หรือรถยนต์ไฟฟ้าเต็มรูปแบบที่ค่ายรถยนต์สัญชาติอังกฤษตั้งใจสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยีของอีก 15 ปีข้างหน้า มีดีไซน์สปอร์ตแห่งยุคอนาคตด้วยงานออกแบบของตัวรถที่โค้งมนเข้ากับไฟหน้าทรงกลมที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับส่วนของกระจังหน้าขนาดใหญ่ ส่วนไฟท้ายจะเป็น LED ที่ลากยาวจากด้านนอกเข้ามาบรรจบตรงกลางตัวรถซึ่งมีเป็นโลโก้ พร้อมกับประตูแบบปีกที่ทำให้ออกมาเป็น Gran Tourer ความยาว 19 ฟุตที่มีน้ำหนัก 1,900 กิโลกรัม ดีไซน์ภายในตัวรถเป็นห้องโดยสาร4 ที่นั่งที่ออกแบบมาอย่างล้ำสมัยโดยเบาะโดยสารด้านหลังจะพับเก็บได้เมื่อไม่ใช้งานทำให้ห้องโดยสารมีพื้นที่ใช้สอยมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีระบบอัจฉริยะที่นอกจากจะเพิ่มความสะดวกสบายในการขับขี่แล้ว ยังสามารถตรวจสอบข้อมูลทางชีวภาพของผู้ขับขี่และผู้โดยสารได้ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวของร่างกาย ศรีษะและสายตา รวมไปถึงระดับความดันเลือดในร่างกาย แม้
หากพูดถึงรถยนต์กันกระสุนผู้ชายอย่างเราคงนึกภาพรถยนต์ประเภท SUV คันใหญ่ที่มาพร้อมลุคสุดแกร่งหรือรถเก๋งซีดานขนาดใหญ่ที่เหล่าทูตหรือผู้นำประเทศใช้งานกันซึ่งก็ดูจะทำความเร็วหนีกระสุนได้ไม่ดีนัก บริษัทอย่าง AddArmor เลยปรับแต่ง Audi RS7 คันแรงให้ออกมาเป็นรถกันกระสุนที่วิ่งเร็วที่สุดในโลกเสียเลย AddArmor เป็นบริษัทที่รับดัดแปลงรถยนต์ปกติให้เป็นรถกันกระสุนที่ก่อตั้งโดยกลุ่มคนสุดแข็งแกร่ง Pate Blaber อดีตผู้บัญชาการหน่วยปฏิบัติภารกิจพิเศษผู้เคยมีประสบการณ์รบในสมรภูมิในประเทศอย่างโคลัมเบีย, โซมาเลีย, บอสเนีย, อิรักและอัฟกานิสถาน Jeff Engen Anderson อดีตผู้ฝึกสอน “Tactical Officer” ของศูนย์ฝึกอบรมบังคับใช้กฎหมายสหรัฐอเมริกา ในขณะที่ Joe Vega ที่เคยเป็นหน่วยปฏิบัติภารกิจพิเศษสหรัฐอเมริกาและเคยทำหน้าที่ในอัฟกานิสถานและอิรักรับหน้าที่รองประธานฝ่ายวิจัยและพัฒนา โดยจุดมุ่งหมายของบริษัทของพวกเขาคือ “Turn Regular Vehicles Into Mobile Safe Rooms” ล่าสุดพวกเขาจับรถคันแรงอย่าง AUDI RS7 มาปรับแต่งให้เป็นยานยนต์ที่แข็งแกร่งและเร็วแรงในคันเดียว Audi RS7 ‘AddArmor’ ถูกเปลี่ยนวัสดุและปรับแต่งออกมาให้กันอาวุธสมัยใหม่ตั้งแต่หัวจรดท้าย เริ่มตั้งแต่ตัวรถที่ถูกหุ้มด้วยแผ่นโพลีคาร์บอเนตเกรดกองทัพ แข็งแกร่งกว่าเหล็ก Ballistic ถึง 10 เท่าด้วยน้ำหนักที่เบากว่าถึง 60 เปอร์เซ็นต์และใช้กระจกที่มีชั้นโพลีคาร์บอเนตผสม Ballistic Glass ซึ่งทนทานต่อกระสุนปืนขนาด .44 Magnum นอกจากนั้นยังใช้ยาง Pirelli


