ถ้าคุณเป็นสาย purist แบบเข้มจัด ชื่อของ Porsche 911 GT3 S/C น่าจะทำให้คิ้วขมวดตั้งแต่ยังไม่เห็นรถ เพราะ GT3 สำหรับหลายคนคือของศักดิ์สิทธิ์ในโลก 911 รถที่ควรจะคม กริบ แข็ง ตึง และเกิดมาเพื่อสนามเป็นหลัก แต่ Porsche เลือกทำสิ่งที่ดูย้อนแย้งสุด ๆ ด้วยการเอา GT3 มาเปิดประทุน แล้วไม่ใช่เปิดแบบแฟชั่น หรือเปิดแบบ grand touring นุ่ม ๆ ด้วยนะ แต่เปิดแล้วพยายามรักษา soul ของ GT car เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์คือ GT3 คันแรกที่มี fully automatic convertible roof และเป็นรุ่นผลิตจริง ไม่ใช่ limited-run gimmick แบบแป๊บเดียวหายด้วย แก่นของคันนี้คือการเอาแนวคิด lightweight จาก 911 S/T
หลังหายไปนานถึง 14 ปี Cartier ตัดสินใจพา Roadster กลับมาอีกครั้ง พร้อมเปิดตัวถึง 7 เวอร์ชัน ใน 2 ขนาดตัวเรือน โดยยังเก็บ DNA สำคัญของรุ่นนี้ไว้ครบ ทั้งทรง tonneau ที่ลื่นไหลเหมือนตัวถังรถ เส้นวง chapter ring แบบซ้อนชั้นที่ชวนให้นึกถึงมาตรวัดความเร็ว ช่อง date magnifier ที่กลืนไปกับตัวเรือน และเม็ดมะยมที่ให้กลิ่นอายไฟท้ายรถยุค 1950s แบบชัดมาก รุ่น Large Size มาในขนาด 47 x 38 มม. หนา 10.06 มม. กันน้ำ 100 เมตร มีให้เลือกทั้ง steel, two-tone steel and yellow gold, และ yellow gold โดยหน้าปัดมีทั้งโทน
Panerai เปิดตัว Luminor 31 Giorni PAM01631 ในงาน Watches and Wonders 2026 พร้อมยกระดับจุดแข็งเรื่อง long power reserve ของแบรนด์ไปอีกขั้น เพราะนี่คือ Luminor รุ่นแรก ที่เดินได้นานถึง 31 วันเต็มจากการไขลานครั้งเดียว ไม่ใช่แค่ 8 วันหรือ 10 วันแบบที่แฟน Panerai คุ้นเคยกันมาก่อน ตัวเรือนมาในขนาด 44 มม. ผลิตจาก Goldtech™ วัสดุเฉพาะของ Panerai ที่เป็นทองผสม copper เพื่อให้โทนสีอุ่นเข้ม และเติม platinum เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ตัวเรือนใช้ผิว brushed ตัดกับ polished bezel มาพร้อมกระจก sapphire ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบ screwed caseback และกันน้ำได้ 100 เมตร
Patek Philippe ขยับ Cubitus ไปอีกระดับด้วย Cubitus Perpetual Calendar 5840P-001 ซึ่งเป็น Grand Complication รุ่นแรก ของคอลเล็กชัน และยังเป็น Cubitus รุ่นแรกที่ใช้ shaped movement ตามรูปทรงของตัวเรือน ไม่ใช่กลไกทรงกลมแบบรุ่นก่อนหน้า ตัวเรือนยังคงมาในขนาด 45 มม. แบบ platinum case และเพิ่มความหนาจากรุ่น platinum เดิมเพียงเล็กน้อยเป็น 10 มม.จากเดิม 9.6 มม. ตามธรรมเนียมของ Patek ตัวเรือนแพลทินัมจะมี diamond ฝังที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาบน bezel ซึ่งรุ่นนี้ใช้เป็น baguette-cut diamond หน้าปัดยังคงโทน blue and platinum แต่เปลี่ยนบุคลิกชัดเจนด้วยงาน skeletonized dial ที่ตัดลาย ribbed pattern
สำหรับคนที่ไม่ได้เล่นนาฬิกาลึกมาก การเรียก Rolex รุ่นหนึ่งว่า “Pepsi” อาจฟังเหมือนชื่อเล่นเท่ ๆ จากวงการนักสะสม แต่จริง ๆ แล้วนี่คือหนึ่งในรหัสสีที่สำคัญที่สุดของ GMT-Master เพราะต้นทางของมันย้อนกลับไปถึง ref. 6542 ในปี 1954 รุ่นที่สร้างขึ้นมาเพื่อการเดินทางข้าม time zone โดยเฉพาะ ขอบ แดง-น้ำเงิน 24 ชั่วโมง ไม่ได้มีไว้แค่ให้เด่น แต่มันถูกออกแบบมาเพื่อแยกช่วงกลางวันและกลางคืนให้คนใช้งานอ่านเวลาอีกประเทศได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะในยุคที่ GMT-Master ถูกพัฒนามาเพื่อโลกของนักบิน Pan Am และการบินระยะไกลที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว นั่นคือเหตุผลว่าทำไม Pepsi ถึงไม่ใช่แค่ “สีหนึ่งของ Rolex” แต่มันคือ visual identity ที่ฝังอยู่ในประวัติศาสตร์ของแบรนด์แบบลึกมาก เห็น bezel แดง-น้ำเงินเมื่อไร คนที่รู้เรื่องก็ดูออกทันทีว่านี่คือหนึ่งในตระกูล tool watch ที่สำคัญที่สุดของศตวรรษที่ 20 และยิ่งในช่วงประมาณปี 2007 ถึง 2014 ที่
ถ้าปกติ Daytona เหล็กคือของที่โลกคุ้นเคยกับสูตรเดิมมาตลอด ระหว่างหน้าขาวตัดดำหรือหน้าดำตัดขาว รุ่นใหม่รหัส 126502 คือจังหวะที่ Rolex ตัดสินใจเขย่าเกมแบบเงียบ ๆ แต่แรงมาก เพราะนี่คือ Cosmograph Daytona เวอร์ชัน Rolesium ที่จับคู่ Oystersteel กับ platinum แล้วใส่ของที่ไม่ค่อยมีใครคิดว่าจะได้เห็นใน Daytona สาย “เข้าถึงได้กว่า precious metal” ไม่ว่าจะเป็น white enamel dial, bezel สี anthracite เทาเข้มที่มีกลิ่นอายวินเทจ, และที่สำคัญคือ open caseback ให้เห็นเครื่องข้างในแบบเต็มตา พื้นฐานของนาฬิกาเรือนนี้ยังยืนอยู่บนแพลตฟอร์ม Daytona รุ่นล่าสุดแบบเดียวกับ 126500LN ดังนั้นสัดส่วนหลักยังเป็นทรงที่แฟน Rolex คุ้นมือ คุ้นตา ตัวเรือนขนาด 40 มม. กันน้ำ 100 เมตร ใช้กระจก sapphire พร้อมเม็ดมะยมและปุ่มกดจับเวลาแบบขันเกลียวตามสูตรเดิมของ
ถึงเวลาที่ชื่อ Land Cruiser จะกลับมาขยับหัวใจคนรักรถอีกครั้ง แต่คราวนี้ในร่างที่เล็กลง สนุกขึ้น และโคตรน่าหลงใหลแบบ “Baby Land Cruiser” ที่ใครเห็นก็ต้องหลุดปากว่า damn that’s cool. หลังจากปล่อยให้ข่าวลือวนอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตอยู่นานหลายปี ในที่สุด Toyota ก็เปิดตัว Land Cruiser FJ รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ เตรียมวางขายกลางปี 2026 สำหรับบางตลาดทั่วโลก รถคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อชุบชีวิตจิตวิญญาณของ Land Cruiser รถที่เป็นสัญลักษณ์ของความอึด ถึก ทน และพร้อมพาเราไปถึงทุกที่บนโลก ให้กลับมาโลดแล่นในโลกยุคใหม่ที่ต้องการความกะทัดรัดแต่ยังต้อง “จริง” อยู่เสมอ Toyota เลือกวาง FJ ตัวนี้ไว้บน IMV platform ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Hilux และ Fortuner ซึ่งหมายความว่ามันไม่ได้แค่หน้าตาเท่ แต่ยังโหดในเชิงโครงสร้างจริงจัง เครื่องยนต์รหัส 2TR-FE ขนาด 2.7 ลิตร 4 สูบ ให้พลัง
ถ้า Miura คือ supercar คันแรกของโลก Lamborghini Miura Roadster คือเวอร์ชันที่กล้าบ้าบิ่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของมัน ทั้งในแง่ดีไซน์ ความตั้งใจ และบทสรุปที่ไม่มีใครคาดคิดว่าค่ายกระทิงดุจะกล้าปล่อยให้เกิดขึ้นจริง มันเปิดตัวในปี 1968 ที่งาน Brussels Motor Show แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีแคมเปญ ไม่มีตัวแทนขาย มีแค่ Bertone และ Marcello Gandini ยืนอยู่ข้างๆ เหมือนจะพูดว่า “เรารู้ว่าพวกคุณไม่พร้อมสำหรับสิ่งนี้… แต่มันเกิดขึ้นแล้ว” คันที่จอดอยู่ตรงนั้นคือ Miura เวอร์ชันเปิดประทุนเต็มตัว ไม่ใช่ Targa ไม่ใช่ถอดหลังคาชั่วคราว แต่มันคือการรื้อเส้นสายของ Miura ใหม่หมด ลดความสูงหลังคาลง 30 มิลลิเมตร รีโปรไฟล์กระจกหน้า เปลี่ยนท้ายรถใหม่ ตัดฝาเครื่องแบบ slats ออก ขยายช่องดักอากาศทั้งสองข้าง เสริมแชสซีให้รับแรงบิดมากขึ้น และตัดกระจกข้างกับหลังคาทิ้งไปอย่างไม่ลังเล ใครที่เคยเห็น Miura coupe มาแล้ว จะรู้ว่านี่มันไม่ใช่แค่รถเปิดประทุน
เปิดตัวในปี 2017 – Terzo Millennio ถูกพัฒนาโดย Centro Stile Lamborghini ร่วมกับ MIT (Massachusetts Institute of Technology) คงความ “ดิบ” และ “โหด” แบบที่ใครเห็นก็ต้องรู้ว่ามาจาก Sant’Agata Terzo Millennio ไม่ได้ใช้แบตเตอรี่ lithium-ion แบบที่รถ EV ใช้กันทั่วไป แต่เลือกพัฒนาเทคโนโลยี supercapacitor รุ่นใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในตลาด ชาร์จเร็ว พลังแรง และรองรับการ regenerate พลังงานได้ดีกว่าระบบแบตเตอรี่เดิมมาก จุดที่โหดกว่านั้นคือการฝัง nanotechnology ลงในเนื้อ carbon fiber ของตัวรถ ให้กลายเป็นระบบเก็บพลังงานได้โดยตรง พูดอีกอย่างคือ ตัวถังทั้งคันสามารถสร้างไฟฟ้าให้นแบตเตอรี่ได้ด้วย ระบบขับเคลื่อนคืออีกไฮไลต์ที่ไม่มีใครทำได้ในตอนนั้น มอเตอร์ไฟฟ้าถูกฝังในล้อทั้ง 4 ข้าง แบบ independent wheel motors สามารถคุมแรงบิดแต่ละล้อได้อย่างอิสระ รถทั้งคันใช้วัสดุเบาที่สุดในโลกเพื่อลดน้ำหนักและ
เมื่อการเปิดประทุนมันธรรมดาเกินไป ในปี 2005 Lamborghini เลยเปิดตัวรถต้นแบบสุดโหดชื่อว่า Concept S หน้าตาเหมือน Gallardo เปิดประทุน แต่ไม่ใช่แบบที่เราเคยเห็น เพราะมัน “แยก cockpit” ฝั่งคนขับกับฝั่งคนนั่งเหมือนรถแข่ง single-seater เริ่มจากรถ prototype โชว์ใน Geneva ตอนนั้นยังเป็นเพียงรถโชว์คาร์ที่ขับไม่ได้ (Static model) เอาไว้อวดดีไซน์เฉย ๆ แต่กระแสตอบรับมันแรงมาก จน Lamborghini ตัดสินใจทำเวอร์ชัน ที่ขับได้จริง (Functional version) ขึ้นมาอีกคันในปี 2006 ใช้พื้นฐานจาก Gallardo เครื่อง V10 5.0L 520 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ คันนี้ถูกทำขึ้นแค่คันเดียวในโลก จากแผนตอนแรกที่จะผลิต 100 คัน สำหรับลูกค้า VIP แต่สุดท้ายแผนก็ถูกพับไป เพราะต้นทุนผลิตมันสูงเกินไป และดีไซน์ซับซ้อนจนดูยังไงก็ไม่น่าจะกำไรได้ โชคดีที่มีลูกค้าคนนึง วางจองไปแล้วก่อนโปรเจกต์จะยกเลิก
Lamborghini ไม่เคยเป็นแบรนด์ที่เดินตามคนอื่น มันคือยักษ์จาก Sant’Agata ที่เกิดมาเพื่อโลดแล่นทั้งในสนาม ทั้งบนถนน แต่ครั้งหนึ่งในปี 2014 พวกเขาเลือกทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน สร้างรถ GT พลัง Hybrid ที่หรูหรา เงียบ และขับแบบ EV ล้วนได้ และมันมีชื่อที่งดงามไม่แพ้ดีไซน์ ในยุคที่ทั้ง Ferrari และ Porsche กำลังทดลองระบบ hybrid กับ LaFerrari และ 918 Spyder ทาง Lamborghini ไม่วิ่งตามแบบ performance-focused hybrid แต่กลับสร้างบางอย่างที่ใกล้เคียง Electric Grand Tourer มากกว่า Supercar สายโหด มันเป็นรถที่ออกแบบให้ขับในเมืองได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ในอีกคลิกเดียวก็เรียกพลัง V10 ได้เต็มร้อยแบบ NA ไม่มีเทอร์โบ ไม่มีไฮบริดโมเดิร์นที่ลดทอนความรู้สึกของการขับ เครื่องยนต์คือหัวใจหลัก: V10 ขนาด 5.2 ลิตรจาก Huracán
ถ้ามีใครพูดถึง “Lamborghini 4 ประตู” เมื่อสิบกว่าปีก่อน แฟนพันธุ์แท้คงขำพรืดออกมาพร้อมบอกว่า “ไม่จริงหรอก มันต้องทรงลิ่ม เครื่องกลางประตูเฉียงประตูปีกนกเท่านั้น” แต่ในปี 2008 ณ งาน Paris Motor Show กลับมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนแนวคิดของ Lamborghini ไปตลอดกาล มันมีชื่อว่า Estoque (เอส-โต-เก้) ชื่อที่ฟังดูคมกริบแบบภาษาสเปนก็สมควรอยู่ เพราะมันแปลว่า “ดาบปลายเรียวสำหรับจบชีวิตวัวกระทิงในการสู้วัว” และแน่นอน มันยังคงธีม Bullfighting tradition แบบเดียวกับ Countach, Murcielago, Aventador ที่แฟน ๆ คุ้นเคย เพียงแต่คราวนี้ Lambo ไม่ได้แค่จะฆ่า bull ตัวอื่น แต่มันจะเปลี่ยนวิธีที่โลกมองแบรนด์กระทิงดุไปโดยสิ้นเชิง Estoque คือ Lamborghini 4 ประตูแบบ front-mid engine ที่มาพร้อมความ Practical อย่างเหลือเชื่อ มีพื้นที่เก็บของจุใจ


