PORSCHE 935 KREMER K3 รถแข่ง Group 5 ที่ Kremer Racing จับ 935 มาสร้างใหม่ในแทบจะทั้งคัน แต่ยังไม่ถึงขั้น full spaceframe chassi แบบ K4 Porsche 935 Kremer K3 คือ evolution ของ Porsche 935 ตัวแข่ง Group 5 ซึ่งตัว 935 เองพัฒนามาจากพื้นฐานของ 911 Turbo หรือ Type 930 แต่ Kremer Racing เอา platform 935 นั้นไป re-engineer ต่อให้เป็น race weapon สร้างมาเพื่อสนาม endurance ช่วงปลายยุค ’70s ถึงต้น
Honda VFR800FI คือรถที่อธิบายยุคทองของ Honda ได้ดีมาก ยุคที่แบรนด์ยังกล้าใส่วิศวกรรมซับซ้อนลงใน production bike ไม่ใช่เพื่อทำให้ brochure ดูแพง แต่เพื่อให้รถคันหนึ่งขี่ดีขึ้นจริง heritage ของมันโยงกลับไปถึงตระกูล V4 ของ Honda ที่เริ่มสร้างชื่อมาตั้งแต่ VF750S ก่อนจะพัฒนาเป็น VFR และต่อยอดเทคโนโลยีจาก RC45 รถ homologation superbike ของ Honda ในยุค 90s สำหรับรุ่นปี 1998 เครื่องยนต์ 781cc V4 ของ VFR800FI ถูกพัฒนาจากพื้นฐานของ RC45 ใช้ PGM-FI fuel injection, gear-driven cams และ cylinder sleeves แบบ sintered aluminium powder ผสม ceramics กับ
ในโลกที่ Subaru กับ Porsche ต่างยืนหยัดกับเครื่องยนต์ boxer แบบจริงจังมาตลอด มันมีอะไรบางอย่างที่ makes sense แบบประหลาดอยู่ในตัวเอง ว่าสองแบรนด์นี้ควรเคยจับมือกันมากกว่าที่เกิดขึ้นจริง แต่เอาเข้าจริง โปรเจกต์ร่วมกันที่ชัดที่สุดกลับมีน้อยมาก และหนึ่งในชิ้นที่ลึกที่สุดก็คือ Subaru Impreza Sports Wagon TYPE EURO รถพิเศษที่ Subaru เปิดตัวในเดือนมกราคม 2002 โดยระบุชัดว่าเป็นการร่วมพัฒนาชิ้นส่วนภายนอกกับ Porsche Design และเริ่มขายในญี่ปุ่นวันที่ 20 กุมภาพันธ์ปีเดียวกัน หลายคนชอบเล่าว่ารถคันนี้เป็น “Subaru ที่ Porsche ออกแบบทั้งคัน” ซึ่งไม่จริงขนาดนั้น TYPE EURO ไม่ใช่รถใหม่ที่ Porsche มานั่งเขียนใหม่ตั้งแต่โครงสร้าง แต่มันคือ Impreza Sports Wagon เจเนอเรชันสอง ที่ถูกนำมาปรับบุคลิกภายนอกใหม่ผ่านชิ้นส่วนเฉพาะ เช่น กันชนหน้า กันชนหลัง กระจังหน้า และ roof spoiler
ก่อนจะมี Impreza TYPE EURO จริง ๆ แล้ว Subaru เคยเปิดประตูให้ Porsche Design เข้ามาแตะงานของตัวเองก่อนหน้านั้นแล้วกับ Legacy B4 Blitzen รถพิเศษที่เปิดตัวครั้งแรกในญี่ปุ่นช่วงต้นปี 2000 และต่อยอดต่อเนื่องเป็น Blitzen 2001 model, Blitzen 2002 model, BLITZEN6 และ BLITZEN 2003 model ในช่วงไม่กี่ปีถัดมา นี่ไม่ใช่โปรเจกต์ที่ Porsche เข้าไปยุ่งกับวิศวกรรมหลักของรถแบบสร้างใหม่ทั้งคัน แต่มันคือการเอา Legacy ที่ดีอยู่แล้ว มาทำให้มี character ที่คมกว่า แพงกว่า และยุโรปกว่าเดิมผ่านงานออกแบบร่วมกับ Porsche Design อย่างเป็นทางการจากฝั่ง Subaru เอง Blitzen ไม่ได้มีรุ่นเดียวจบ และนี่แหละที่ทำให้มันน่าสนใจกว่า Type Euro เพราะตัวแรกเริ่มจาก Legacy B4 BLITZEN
มาแล้ว Mercedes-Benz C-Class EV ไฟฟ้าล้วนคันแรกในประวัติศาสตร์แบรนด์ พร้อมตัวเลขที่เรียกความสนใจได้ทันทีด้วยระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งสูงสุด 760 กิโลเมตร จากแบตเตอรี่ขนาด 94kWh จุดขายของมันไม่ใช่แค่เรื่องระยะทาง แต่คือการมาของภาษาการออกแบบใหม่ที่พยายามทำให้ C-Class คันนี้ทั้งลื่น หรู และล้ำในจังหวะเดียวกัน ตัวรถมาในทรงคล้าย coupe หลังคาไหล ท้ายต่ำ และมีบุคลิกแบบ GT ชัดเจน ภาพรวมให้ความรู้สึกเหมือน Mercedes-Benz เอา GLC Electric มาย่อส่วน แล้วเก็บเส้นสายให้เพรียว คม และดูแพงขึ้นอีกขั้น ความล้ำถูกอัดมาแบบไม่กั๊ก โดยเฉพาะกระจังหน้าแบบใหม่ที่ฝังจุดไฟเรืองแสงมากถึง 1,050 จุด เพื่อให้รถคันนี้ดูเป็นรถยุคใหม่ตั้งแต่แรกเห็น ภายในห้องโดยสารมีออปชัน MBUX Hyperscreen จอขนาด 39.1 นิ้วที่พาดเต็มหน้าคอนโซลแบบเต็มความกว้างจริง ๆ เป็นจอความละเอียดสูง พร้อมระบบ backlighting และ LED กว่าพันดวง ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน C-Class ด้านระบบอัจฉริยะ Mercedes-Benz ก็ใส่มาเต็มข้อ
Porsche Cayman generation 987 คือหนึ่งใน Porsche ยุคท้าย ๆ ที่คนเล่นรถจำนวนมากยกให้เป็นจุดพีกของ analog Porsche experience เพราะมันยังขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกมากกว่าระบบช่วยขับที่เข้ามาแทรกทุกอย่างแบบรถรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ layout แบบ mid-engine และพวงมาลัย hydraulic steering ที่ยังถ่ายทอด feedback จากล้อหน้ากลับมาถึงมือคนขับอย่างชัดเจน ต่างจากยุค 981 ที่เริ่มเปลี่ยนไปใช้ electric steering rack และมีบุคลิกที่ผ่านการกรองมากขึ้น ในจักรวาลของ 987 ทั้งหมด ตัวที่เรามองว่าน่าเล่นที่สุดยังคงเป็น Cayman S เพราะมันคือจุดลงตัวที่สุดระหว่างราคา สมรรถนะ และ character ของรถ ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหาและ connection ถึงจริง แน่นอนว่า Boxster Spyder กับ Cayman R คือรุ่นที่น่าสะสมกว่าในเชิง rarity แต่เมื่อราคาขยับไปไกลเกิน 4 ล้านบาท
ถ้า M3 GTS คือเวอร์ชันที่ชัดเจนว่าเกิดมาเพื่อ track day และความดิบแบบไม่ประนีประนอม BMW M3 CRT ก็คืออีกคำตอบหนึ่งของ BMW M ที่ฉลาดกว่า ลึกกว่า และสุขุมกว่า เพราะมันเอาแนวคิด lightweight engineering จากสนามแข่งมาหลอมเข้ากับตัวถังซีดาน 4 ประตู จนกลายเป็นหนึ่งใน M3 ที่หายากและน่าสนใจที่สุดของยุค E90 แบบที่คนเล่น BMW จริงเท่านั้นถึงจะเข้าใจว่ามันพิเศษแค่ไหน CRT ย่อมาจาก Carbon Racing Technology และนั่นไม่ใช่แค่ชื่อเท่ ๆ ที่แปะไว้ข้างรถ แต่มันคือแกนกลางของโปรเจกต์นี้เลย BMW M สร้างรถรุ่นพิเศษคันนี้ขึ้นในปี 2011 โดยใช้เทคโนโลยี CFRP หรือ carbon fibre-reinforced plastic อย่างจริงจังในหลายจุดสำคัญของตัวรถ รวมถึงฝากระโปรงหน้า เพื่อลดน้ำหนักลงจากรถโปรดักชันมาตรฐานราว 70 กิโลกรัม ผลลัพธ์คือรถที่มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ที่ 3.5
ถ้าคุณเป็นสาย purist แบบเข้มจัด ชื่อของ Porsche 911 GT3 S/C น่าจะทำให้คิ้วขมวดตั้งแต่ยังไม่เห็นรถ เพราะ GT3 สำหรับหลายคนคือของศักดิ์สิทธิ์ในโลก 911 รถที่ควรจะคม กริบ แข็ง ตึง และเกิดมาเพื่อสนามเป็นหลัก แต่ Porsche เลือกทำสิ่งที่ดูย้อนแย้งสุด ๆ ด้วยการเอา GT3 มาเปิดประทุน แล้วไม่ใช่เปิดแบบแฟชั่น หรือเปิดแบบ grand touring นุ่ม ๆ ด้วยนะ แต่เปิดแล้วพยายามรักษา soul ของ GT car เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์คือ GT3 คันแรกที่มี fully automatic convertible roof และเป็นรุ่นผลิตจริง ไม่ใช่ limited-run gimmick แบบแป๊บเดียวหายด้วย แก่นของคันนี้คือการเอาแนวคิด lightweight จาก 911 S/T
หลังหายไปนานถึง 14 ปี Cartier ตัดสินใจพา Roadster กลับมาอีกครั้ง พร้อมเปิดตัวถึง 7 เวอร์ชัน ใน 2 ขนาดตัวเรือน โดยยังเก็บ DNA สำคัญของรุ่นนี้ไว้ครบ ทั้งทรง tonneau ที่ลื่นไหลเหมือนตัวถังรถ เส้นวง chapter ring แบบซ้อนชั้นที่ชวนให้นึกถึงมาตรวัดความเร็ว ช่อง date magnifier ที่กลืนไปกับตัวเรือน และเม็ดมะยมที่ให้กลิ่นอายไฟท้ายรถยุค 1950s แบบชัดมาก รุ่น Large Size มาในขนาด 47 x 38 มม. หนา 10.06 มม. กันน้ำ 100 เมตร มีให้เลือกทั้ง steel, two-tone steel and yellow gold, และ yellow gold โดยหน้าปัดมีทั้งโทน
ถ้าพูดถึงนาฬิกาที่ไม่เดินตามกติกาเดิมของโลก watchmaking ชื่อของ Ulysse Nardin Freak คือหนึ่งในตัวจริงมาตลอด และในวาระครบรอบ 25 ปี แบรนด์ก็ปล่อยของด้วย Super Freak รุ่นใหม่ ที่ถูกวางให้เป็น flagship ของตระกูลทันที พร้อมเคลมแบบไม่เขินว่าเป็น “the most complicated time-only watch ever created” ตัวเรือนมาใน white gold ขนาด 44 มม. ซึ่งเล็กลงเล็กน้อยจาก Freak S ขนาด 45 มม. แต่ข้างในกลับซับซ้อนขึ้นอีกระดับ โครงสร้างของนาฬิกาถูกสร้างแบบ seven-plane architecture ทำให้เกิดมิติความลึกแบบสุด ๆ มองผ่านหน้าปัดแล้วให้ความรู้สึกเหมือนกำลังมองลงไปในเครื่องจักรหลายชั้น ตาม DNA ของ Freak ตัว movement คือสิ่งที่ใช้บอกเวลาอยู่แล้ว แต่ใน Super Freak แนวคิดนี้ถูกผลักไปไกลกว่าเดิมมาก
Panerai เปิดตัว Luminor 31 Giorni PAM01631 ในงาน Watches and Wonders 2026 พร้อมยกระดับจุดแข็งเรื่อง long power reserve ของแบรนด์ไปอีกขั้น เพราะนี่คือ Luminor รุ่นแรก ที่เดินได้นานถึง 31 วันเต็มจากการไขลานครั้งเดียว ไม่ใช่แค่ 8 วันหรือ 10 วันแบบที่แฟน Panerai คุ้นเคยกันมาก่อน ตัวเรือนมาในขนาด 44 มม. ผลิตจาก Goldtech™ วัสดุเฉพาะของ Panerai ที่เป็นทองผสม copper เพื่อให้โทนสีอุ่นเข้ม และเติม platinum เพื่อเพิ่มความแข็งแรง ตัวเรือนใช้ผิว brushed ตัดกับ polished bezel มาพร้อมกระจก sapphire ทั้งด้านหน้าและด้านหลังแบบ screwed caseback และกันน้ำได้ 100 เมตร
Patek Philippe ขยับ Cubitus ไปอีกระดับด้วย Cubitus Perpetual Calendar 5840P-001 ซึ่งเป็น Grand Complication รุ่นแรก ของคอลเล็กชัน และยังเป็น Cubitus รุ่นแรกที่ใช้ shaped movement ตามรูปทรงของตัวเรือน ไม่ใช่กลไกทรงกลมแบบรุ่นก่อนหน้า ตัวเรือนยังคงมาในขนาด 45 มม. แบบ platinum case และเพิ่มความหนาจากรุ่น platinum เดิมเพียงเล็กน้อยเป็น 10 มม.จากเดิม 9.6 มม. ตามธรรมเนียมของ Patek ตัวเรือนแพลทินัมจะมี diamond ฝังที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาบน bezel ซึ่งรุ่นนี้ใช้เป็น baguette-cut diamond หน้าปัดยังคงโทน blue and platinum แต่เปลี่ยนบุคลิกชัดเจนด้วยงาน skeletonized dial ที่ตัดลาย ribbed pattern


