Guide

GUIDE : ร้านโปสเตอร์ “หนังคลาสสิค” ที่ไม่ได้ขายแค่โปสเตอร์ แต่ขายความคลาสสิคด้วย

By: april April 11, 2018

“คนชอบเก็บแผ่นหนังมือสองเยอะมาก แต่มีไม่กี่เปอร์เซ็นต์ที่จะสะสมโปสเตอร์ด้วย” คำพูดจากเจ้าของร้านโปสเตอร์ย่านสยามที่คอหนังหลายคนอาจคุ้นเคยกันดีเมื่อเดินผ่านไปมาแถว ๆ ลิโด้ สะกิดใจให้นึกถึงความเป็นจริงในตอนนี้ หลายคนแม้ว่าจะชอบดูหนัง แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะสะสมโปสเตอร์ไปด้วย ของสะสมเกี่ยวกับภาพยนตร์ในทุกวันนี้มีออกมาหลายรูปแบบมากกว่าแต่ก่อนมาก ไม่ว่าจะเป็น แผ่น BOXSET เสื้อ ฟิกเกอร์ หรือจะเป็นของสะสมจากโรงภาพยนตร์ จนโปสเตอร์กลายเป็นเพียงใบปิดโฆษณาหน้าโรงหนังเท่านั้น วันนี้ UNLOCKMEN จะพามาพูดคุยกับคุณ “สันติ ตันติภัณฑรักษ์” เจ้าของร้านโปสเตอร์หนังที่ชื่อ “หนังคลาสสิค” ถึงความเป็นมาเป็นไปของร้านและความยากที่จะต้องทำให้ของสะสมชนิดนี้ยังยืนหยัดอยู่ได้แม้โลกจะเปลี่ยนไปตามกาลเวลาแค่ไหนก็ตาม

ร้านนี้เปิดในปีเดียวกับที่ภาพยนตร์เรื่อง “Titanic” ได้รางวัล “Best Picture” คือปี 1997 หรือพ.ศ. 2540 และยังคงดำเนินกิจการมาจนถึงปัจจุบันนี้ ถือว่าเป็นเวลานานมากสำหรับการเริ่มต้นธุรกิจแรกในชีวิตของใครสักคน ใช่แล้ว นี่เป็นการหันมาจับธุรกิจครั้งแรกของพี่ติ เจ้าของร้าน 

ก่อนจะมาเป็นร้านโปสเตอร์

“ชีวิตก่อนจะมาเปิดร้านนี้เนี่ยค่อนข้างหนักหนามาก ตอนทำงานประจำตอนนั้นเป็นหัวหน้าฝ่ายศิลป์บริษัทนึงแล้วโดนซื้อตัวไปอีกที่นึง เลยซื้อบ้านใหม่ ลงทุนไปกับบ้านแปดแสน แต่เป็นแปดแสนในสมัยนั้นนะ ลองคิดดู พอเดือนเมษายนผมโดนออกจากงาน เลยต้องทิ้งบ้านหลังนั้นไป เพราะมันเป็นภาระ ได้เงินเดือนสี่เดือนที่เขาจ้างออกมาเป็นทุนทำร้านนี้นี่แหละ”

จุดเริ่มต้นที่ทำให้หันมาเปิดร้านโปสเตอร์

“ปี 40 เป็นปีที่เกิดวิกฤติในประเทศไทย บริษัทล้มละลาย ธุรกิจเจ๊ง คนต้องออกจากงาน ผมก็เป็นหนึ่งในนั้น เราก็เรียนมาแค่ปวช. แต่เรารู้ว่าเราชอบดูหนัง ชอบเก็บโปสเตอร์หนัง เลยคิดว่าอยากลองเปิดร้านขาย ลองไปปรึกษาคุณพ่อ คำแรกที่พ่อถามคือ “แล้วมันจะขายได้หรอ?” ผมก็ตอบไปว่าไม่รู้ว่าจะขายได้ไหมแต่ก็อยากลองทำ”

“ได้ไปไหว้ศาลท้าวมหาพรหมขอให้เราอยู่ได้ เพราะก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน ไม่มีเงินทุน เราไม่โอกาสแก้ตัว เริ่มต้นปุ๊บเราต้องเดินหน้า ถ้าเดินไม่ได้ก็เจ๊งเลย โชคดีว่าทำแล้วได้อยู่ยาว บนไว้ว่าจะมาทำบุญทุกอาทิตย์ที่เปิดบิลถึงหนึ่งหมื่น แล้วก็ได้ไปทำบุญทุกอาทิตย์เพราะเปิดบิลได้ตลอด”

ถ้าไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน แล้วการเปิดร้านช่วงแรก ๆ เป็นไงบ้าง ?

“ก่อนหน้าหน้านั้นมันเหนื่อย เราเอาโปสเตอร์มาขายมั่วเลย ระยะทางมันทำให้เรารู้ว่า เหมือนเราขับรถไป เห็นอะไรที่ขายได้ก็เอาขึ้นมาด้วยเลย เพราะเลยไปแล้วเรากลับมาไม่ได้ ทุกวันนี้ผมต้องเช็กอินเตอร์เน็ตทุกวัน วันละหนึ่งถึงสองชั่วโมงเพื่อดูของจากต่างประเทศ แล้วให้น้อง ๆ ทีมงานคอยจัดการสั่งของให้ 

“แต่ก่อนร้านเล็กกว่านี้ แค่ครึ่งเดียวของตอนนี้เอง นั่งคนเดียวก็เต็มแล้ว คือเราไม่ต้องการร้านใหญ่ ค่าใช้จ่ายมันเยอะ ผมไม่สามารถทำให้ร้านใหญ่ดูดี เอาเงินไปทุ่มเรื่องร้านอย่างเดียวได้ ผมกล้าที่จะซื้อโปสเตอร์แพง ๆ มากกว่า”

ตอนเริ่มเปิดร้าน ไปหาสินค้ามาจากไหน ?

“ในตอนแรกเราตั้งชื่อร้านว่า “หนังคลาสสิค” เราต้องการขายโปสเตอร์หนังเก่า ๆ เป็นหลัก สมัยก่อนยังไม่มีอินเตอร์เน็ตให้ดูสินค้าก่อน ต้องสั่งจากเมืองนอกอย่างเดียวผ่านทางอีเมล์ ดำน้ำ ไม่เห็นอะไรเลย แต่ก็ต้องเริ่มต้นจากตรงนั้นกันทุกคน ทุกวันนี้สะดวกมาก อยากให้ลูกค้าดูอะไรก็ให้ดูได้”

ลูกค้าส่วนมากเป็นกลุ่มไหน ?

“ลูกค้าต่างชาติส่วนมากเขามาเที่ยวพอขากลับเขาก็มาแวะซื้อ ลูกค้าไทยส่วนมากจะเป็นนักเรียน แต่ถ้าซื้อเยอะ ๆ ก็จะวัยทำงาน ทุกวันนี้เรามีราคาสำหรับนักศึกษาด้วย อย่างของหน้าร้านราคา 200 นักศึกษาซื้อเหลือ 100 ผมไม่อยากได้เงินจากเด็กนักเรียนเพราะเขายังไม่มีรายได้ เด็ก ๆ ซื้อของกันง่าย ส่วนมากจะขายได้กำไรจากฝรั่ง ที่เห็นราคาตามป้ายแล้วเขาตกลงซื้อ มีลดให้บ้างจากป้าย”

“ทุกวันนี้ลูกค้าที่มาซื้อของร้านเราก็ซื้อหนังที่เขาฝังใจในสมัยเด็กทั้งนั้นแหละ ความประทับใจวัยเด็กมันมีค่ามากเกินกว่าที่เราจะลืม”

ทำไมต้องมีราคานักเรียน/นักศึกษา ?

“ที่ทำราคานักเรียนเพราะแต่ก่อนเคยโดนพ่อค้าโกงเราไง เขาคงเห็นเราเป็นเด็ก สมัยก่อนอยู่อัมพวา ตอนนั้นเดินผ่านร้านเห็นปืนเป็นเหล็ก เราเป็นเด็กผู้ชายก็อยากได้ ไม่กล้าจับ ถามเขาว่าเท่าไหร่ เขาบอกหกสิบบาท หกสิบบาทสมัยเราเด็ก ๆ มันน่าจะหลายพัน เราก็เก็บเงินไปเรื่อย ๆ จนครบ เราก็ดีใจรีบไปซื้อ เราก็ไม่ได้ถามราคา เราก็ให้เงินเลย ต้องมาแอบยิงตอนพ่อแม่ไม่อยู่ กลัวโดนถามราคา พอหลายปีผ่านไปเราก็โตเป็นหนุ่มแล้ว เห็นปืนแบบเดิมวางอยู่ เราก็ลองถามราคาดูว่าเท่าไหร่ เขาบอกสี่สิบบาท เราเลยรู้สึกเสียใจมากจนฝังใจเรา”

สิ่งที่คิดว่าทำให้ร้านยังอยู่ได้ตอนถึงตอนนี้ ?

“ความน่าเชื่อถือ แต่ก่อนเราอยากเปิดร้านโปสเตอร์ แบบถ้าใครอยากซื้อโปสเตอร์ต้องคิดถึงร้านเรา แต่ก่อนเราทำไม่ได้ ตอนนี้เราทำได้ โดยที่คนอื่นทำให้เราด้วย ลูกค้าที่เคยมาเขาก็บอกกันปากต่อปากว่าไปร้านนี้สิ”

เพราะความชอบส่วนตัวด้วยหรือเปล่า ?

“การทำธุรกิจ ถ้าเราทำธุรกิจที่เรารัก ที่เราชอบ เราจะไม่รู้สึกเบื่อ มันเป็นความสุขที่เราทำแล้วมีรายได้ด้วย ถ้าทำงานประจำจะรู้ถึงความกดดันของมัน ถ้ามีปัญหาบ่อย ๆ ก็อยู่ไม่ได้ พอมาทำร้านไม่มีใครกดดันเราเพราะเราเป็นเจ้าของ เช้าขึ้นมาผมมีเวลาออกกำลังกาย มาร้านจัดของ ตอนเย็นกลับบ้านกินข้าวดูทีวี ดูอินเตอร์เน็ต นอน”

“คนที่ชอบสิ่งเดียวกันคุยกันง่าย เหมือนคนที่มาร้าน เขาชอบโปสเตอร์ เราก็ชอบ ก็คุยกันสนุก”

พอทำร้านเองคนเดียวแบบนี้ มีเทคนิคบริหารร้านยังไงบ้าง ?

“ผมชอบเอากำไรเป็นของ ไม่เอากำไรเป็นเงิน สมมติว่าซื้อ 10 อย่าง ขายได้ 7 อย่าง ได้กำไรมา 3 อย่าง ผมเก็บซื้อใหม่ ผมเลยมีของเยอะมาก หรืออย่างเวลาซื้อของจากต่างประเทศหลายพันเหรียญ ก็จะได้ส่วนลด แต่เราไม่เอาส่วนลดเป็นเงินเราเอาเป็นของ เขาก็ยินดี”

สำหรับที่ผ่านมา อะไรดีเราก็พยายามรักษาไว้ ส่วนปัญหาเราก็ทิ้งไป ปัญหามันเลยลดลงเรื่อย ๆ” 

ถ้าเทียบกับแต่ก่อน ตอนนี้ถือว่าดีขึ้นเยอะไหม ?

“สมัยนี้พอมีไลน์แล้วมันก็ขายง่าย อันดับแรกเลยต้องให้เขาโอนเงินมาก่อนถึงจะสั่งของให้ สมัยก่อนพอมีใครบอกจะเอาอะไร ก็รีบสั่งให้เขา ไม่ได้เอามัดจำด้วยเพราะเราต้องง้อลูกค้า พอสามอาทิตย์ของมาทิ้งของขาดทุนกระจาย”

“จริง ๆ แล้วร้านผมมันเหมือนหม้อข้าวใบเดียว เรามีภาระส่วนตัวเยอะมาก เราไม่ได้โทษใคร มันเป็นสิ่งที่เราต้องทำ ผมเหนื่อยอย่างนี้มานานมาก ช่วงที่เริ่มสบายคือ 5 ปีหลัง เงินหมุนเวียนเราเยอะขึ้น ร้านมั่นคงขึ้น ผมทำร้านขายโปสเตอร์เป็นอาชีพเดียว ไม่มีอาชีพสำรอง”

ช่วงนี้โปสเตอร์เรื่องไหนขายดีที่สุด ?

“สตาร์วอร์ ขายดีทุกเวอร์ชั่น ใบไทยปี 51 ขายไป 700 บาท ตอนนี้ใบเท่าไหร่รู้มั้ย ? 14,000 บาท”

ทำไมเรื่องนี้ถึงขายดี ?

“ส่วนตัวเราไม่ได้ชอบ ดูแล้วหลับ (หัวเราะ)  คือหนังเนี่ยมันทำปี 1977 ครบสามตอนแล้วก็หยุดไปสิบปี มันมาทำอีกสามตอน แล้วก็กำลังทำตอนนี้อีกเนี่ยของดิสนีย์ มันเลยเชื่อมคน 3 ยุคให้มาเจอกันได้ มันเลยเป็นอะไรที่มีค่ามาก มันเหลือเชื่อ”

แนะนำนักสะสมรุ่นใหม่ที่กำลังอยากสะสมโปสเตอร์หน่อย 

“ถ้าเราเป็นคนที่ชอบดูหนัง หนังมันมาทุกเดือน เรื่องไหนเราประทับใจ แนะนำให้เก็บโปสเตอร์เอาไว้ ตอนนี้อาจจะยังเฉย ๆ แต่ 10-20 ปีข้างหน้ามันจะมีค่า มันจะไม่ใช่ราคาที่เราซื้อไป ณ ตอนนี้ กาลเวลาจะทำให้มันมีคุณค่าเองโดยที่เราไม่ต้องทำอะไรมันเลย”

“สิ่งที่เราจะจำได้มากที่สุดคือช่วงวัยรุ่น ความประทับใจวัยเด็กสำคัญมาก ถ้าสมมติว่ามีความรักตอนเด็กมันก็ฝังใจมาก พ่อตีเราแรงเราก็ฝังใจมาก ความฝังใจวัยเด็กมันแกะยากมาก ถ้าเป็นสิ่งที่ดีจะทำให้เรามีกำลังใจ แต่ถ้ามันไม่ดีเราจะเสียใจว่าทำไมเราต้องเจอแบบนี้”

มาถึงร้านโปสเตอร์หนังเก่าแก่ขนาดนี้แล้ว ก็ต้องขอดูโปสเตอร์ใบที่พี่สันติรักที่สุด และนั่นคือก็ใบนี้ เป็นโปสเตอร์ภาษาไทยจากภาพยนตร์เรื่อง “The Godfater” ที่พี่สันติเองได้เล่าว่าประทับใจหนังเรื่องนี้มาก จนต้องดูซ้ำในโรงภาพยนตร์อยู่หลายรอบ และเก็บสะสมโปสเตอร์เรื่องนี้มาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นใบที่รักที่สุด และแน่นอนว่าใบนี้พี่สันติไม่ได้ขายเพราะเป็นของสะสมสุดรักสุดหวงนั่นเอง

“ผมจะไม่ขายของที่รัก เพราะของที่เรารักมันควรอยู่กับเรา”

ใครสนใจอยากไปอุดหนุนพูดคุยกับพี่สันติ ที่ร้าน สามารถตรงไปที่สยาม ซอย 2 ด้านข้างลิโด้ เดินเข้าไปเพียงนิดเดียวลองสังเกตป้ายด้านบนก็เจอเลย ร้านเปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 14.00 – 20.00 น. ส่วนวันเสาร์ปิด 19.30 น. และวันอาทิตย์ ปิด 19.00 น. โทร. 087-084-3131

ไม่ใช่ว่าสิ่งที่ชอบจะเป็นได้แค่เพียงงานอดิเรกเท่านั้น ถ้าเราตั้งใจให้มันเป็นอาชีพ ใช้มันทำเงินให้กับเรา ทำไมจะทำไม่ได้ ? นี่เป็นอีกบทพิสูจน์ว่าหากเราตั้งใจทำอะไรสักอย่างด้วยความมุ่งมั่น รอบคอบ และยิ่งขับเคลื่อนไปด้วยความชอบของเรา ความสำเร็จคงไม่หนีเราไปไหน แต่ว่าอุปสรรคระหว่างทางคือบททดสอบที่จะคอยกระตุ้นให้เราลุกขึ้นสู้ไม่ใช่ยอมแพ้ไปอย่างง่าย ๆ

april
WRITER: april
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line