Business

8 เทรนด์ที่นักธุรกิจต้องรู้ รับมืออย่างไรในปี 2021 ? เทคโนโลยีอะไรมาแรง ?และธุรกิจควรปรับตัวอย่างไร ?

By: BAO December 8, 2020

ปีนี้คงเป็นปีที่หนักหน่วงสำหรับธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจด้านการท่องเที่ยว เพราะเกิดวิกฤตการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนทั่วโลกมากพอสมควร เห็นได้ว่า หลังจากเกิดวิกฤต พฤติกรรมของคนเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนจากทำงานในออฟฟิศเป็นการทำงานจากบ้าน การสวมหน้ากากอนามัยกันมากขึ้น

เมื่อปีนี้แค่ปีเดียวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย เทรนด์การทำธุรกิจในปีหน้าจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจ วันนี้เราเลยได้นำ 8 เทรนด์ค้าปลีกจาก tinuiti เสิร์ชเอนจินมาร์เก็ตติ้งเอเจนซี่ มาเล่นสู่กันฟัง จะมีเทรนด์อะไรที่น่าสนใจบ้าง ไปดูกันเลย

 

เทรนด์ที่ 1 :Social Commerce เป็นโอกาสในการทำธุรกิจ

amasty.com

ตอนนี้การซื้อของออนไลน์กำลังได้รับความนิยม และเทรนด์นี้น่าจะอยู่กับเราไปจนถึงปีหน้า จากการสำรวจของ Bazaarvoice Network พบว่า ผู้บริโภคกว่า 41% หันมาซื้อสินค้าประเภทที่พวกเขาซื้อในร้านค้าเป็นประจำบนออนไลน์

จึงเป็นโอกาสของธุรกิจที่จะนำ Social Commerce หรือ ระบบการซื้อสินค้าบนโซเชียลมีเดียมาใช้ประโยชน์ เพราะมันเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้นักช้อปสามารถซื้อของออนไลน์ได้อย่างราบรื่นมากขึ้น เพียงแค่เข้ามาที่โซเชียลมีเดียของเรา ก็สามารถกดสั่งซื้อได้เลย โดยไม่ต้องเข้าไปที่เว็บไซต์อื่น เฟซบุ๊กและอินสตราแกรม เปรียบเหมือนร้านค้าแบบใหม่ที่เราสามารถปรับแต่งหน้าร้านได้ ไม่ว่าจะเป็น การใส่แบนเนอร์ รูปภาพ สี รวมถึง ปุ่มต่าง ๆ ซึ่งร้านค้าเหล่านี้จะช่วยให้เรามีโอกาสเข้าถึงลูกค้าทั่วโลกได้มากขึ้นด้วย

 

เทรนด์ที่ 2 : ธุรกิจทำ Influencer Marketing ที่แสดงความจริงใจมากขึ้น

@matthewzorpas

ปกติการตลาดโดยใช้อินฟลูเอนเซอร์ มักจะเป็นการเซลฟี่ การเขียนแคปชั่นตามที่ได้รับบรีฟมา รวมถึงการรีทัชรูปสินค้าให้มีความสวยงามอลังการ แต่ในปีนี้ การทำงานระหว่าง อินฟลูเอนเซอร์ และแบรนด์ เริ่มเปลี่ยนไปแล้ว โดยคอนเทนต์ของอินฟลูเอนเซอร์เริ่มมีการตกแต่ง ประดิษฐ์ประดอย น้อยลง และนำเสนอสินค้าหรือบริการตามความเป็นจริงมากขึ้น ซึ่งเทรนด์นี้น่าจะอยู่กับเราไปจนถึงปีหน้า

ตอนนี้ผู้บริโภคเชื่อแบรนด์ที่แสดงความจริงใจ และพวกเขายังสามารถตรวจจับโฆษณาที่โอเวอร์เกินได้ด้วย ดังนั้น แบรนด์ที่ไม่ให้ความสำคัญกับความจริงใจของอินฟลูเอนเซอร์ ในปีหน้า อาจไม่ได้รับ engagement และ ROI สูง

 

เทรนด์ที่ 3 : ธุรกิจออนไลน์เปิดร้านค้าออฟไลน์มากขึ้น

Amazon

ก่อนหน้านี้ผู้เชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์ได้ทำนายไว้ว่าธุรกิจออนไลน์จะหันมาเปิดร้านค้าออฟไลน์มากขึ้น แม้ว่าวิกฤต COVID-19 จะทำให้การเปิดร้านค้าต่าง ๆ ช้าลง แต่เราก็ยังเห็นธุรกิจออนไลน์เจ้าใหญ่เปิดร้านค้าออฟไลน์อยู่ เช่น Amazon ที่เพิ่งเปิดร้านขายของชำ Amazon Fresh เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งมีบริการส่งของและรับของภายในวันซื้อด้วย นอกจากนี้ทาง Amazon ยังใส่บริการรถเข็น Amazon Dash Cart เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับลูกค้าที่ไม่อยากต่อแถวจ่ายเงินอีกต่างหาก

ในปีหน้า เราจึงอาจเห็น ธุรกิจขนาดใหญ่ จนถึงแบรนด์ขนาดย่อย ยังให้ความสำคัญกับค้าขายบนพื้นที่ออฟไลน์ ที่ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี และความสะดวกสบายของการซื้อของออนไลน์ผ่าน e-commerce ต่อไป

 

เทรนด์ที่ 4 : ผู้บริโภคใช้เทคโนโลยี AR ในการซื้อของมากขึ้น

Home Depot

เทคโนโลยี Augmented reality (AR) ถือว่าน่าสนใจสำหรับนักธุรกิจค้าปลีก เพราะอ้างอิงจากการสำรวจของ Nielsen ตั้งแต่ปี 2019 พบว่า ผู้บริโภคต้องการให้เทคโนโลยี AR และ Virtual reality (VR) ช่วยเหลือพวกเขาในชีวิตประจำวัน โดย 51% ของผู้บริโภค กล่าวว่า พวกเขาต้องการใช้ AR ในการประเมินคุณภาพของสินค้า เมื่อวิกฤต COVID-19 อาจอยู่กับเราไปจนถึงปีหน้า ร้านค้าต่าง ๆ รวมถึง ผู้บริโภค ยังต้องพึ่งพาออนไลน์อยู่

ร้านค้าปลีกจึงสามารถนำเทคโนโลยี AR มาอุดช่องว่างระหว่างการซื้อของออนไลน์และออฟไลน์ได้ โดยการรายงานดัชนีร้านค้าปลีกของ IBM ปี 2020 ระบุว่า โรคระบาดได้เร่งให้เราเข้าสู่ยุคของการช้อปปิ้งแบบดิจิทอลเร็วขึ้น 5 ปี เราจึงอาจเห็นในปี 2021 ว่า แบรนด์ต่าง ๆ จะใช้ประโยชน์จาก AR มากขึ้น และนักช้อปก็จะใช้ AR มากขึ้นเช่นกัน

 

เทรนด์ที่ 5 : การสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์เชิงสร้างสรรค์บน Amazon

Amazon Posts

Amazon ถือเป็นผู้นำในธุรกิจตลาดซื้อขายออนไลน์ โดยในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2020 Amazon ได้กำไรจากการทำธุรกิจเป็นจำนวนกว่า 88.91 พันล้านเหรียญฯ สำหรับแบรนด์ค้าปลีกที่อยู่ใน Amazon การสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ของตัวเองจึงเป็นเรื่องที่ท้าทายพอสมควร เพราะคู่แข่งในตลาดเยอะ การสร้างอัตลักษณ์ตัวตนของแบรนด์ที่มีความเข้มแข็ง จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากกว่า

มันช่วยให้แบรนด์สามารถเชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้มากขึ้น และได้รับความไว้วางใจมากขึ่้นด้วย และทาง Amazon ก็ออกเครื่องมือต่าง ๆ ที่ช่วยให้แบรนด์สร้างสรรค์ได้มากขึ้นด้วย ไม่ว่าจะเป็น Amazon Posts หรือ Amazon OTT ฯลฯ ในปีหน้า เราจึงอาจจะยังเห็น Amazon ให้การสนับสนุนแบรนด์ในการสร้างโฆษณาที่สร้างสรรค์ และสร้างอัตลักษณ์ของแบรนด์ที่มีความแตกต่างกันออกไป

 

เทรนด์ที่ 6 : แบรนด์ให้ความสำคัญกับคุณค่าและหลักจริยธรรมในการทำธุรกิจมากขึ้น

JLD Dragon Thailand

ความโปร่งใสตรวจสอบได้ คุณค่า และจริยธรรม เป็นเรื่องที่แบรนด์ควรให้ความสำคัญ เพราะ 71% ของผู้บริโภคต้องการซื้อของจากแบรนด์ที่มีคุณค่าสอดคล้องกับคุณค่าของพวกเขา และอ้างอิงจากรายงานของบริษัทวิจัยด้านการตลาด Forrester ผู้บริโภคมีแนวโน้มประเมินสินค้าและแบรนด์โดยอิงจากหลักจริยธรรมและคุณค่าของแบรนด์มากขึ้น โดย 41% ของผู้บริโภคในสหรัฐฯ ต้องการซื้อสินค้าจากธุรกิจที่มีอุดมการณ์ทางการเมือง สังคม และสิ่งแวดล้อมสอดคล้องกับพวกเขา (ปรากฎการณ์นี้เราก็เริ่มเห็นในประเทศไทยแล้วเหมือนกัน)

เมื่อผู้บริโภคให้ความสำคัญกับคุณค่าของแบรนด์มากขึ้น แบรนด์จึงไม่สามารถละเลยหลักจริยธรรมในการทำธุรกิจ หรือ เรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกต่อไป และถึงแม้ความโปร่งใสตรวจสอบได้ การแสดงจุดยืนในเรื่องปัญหาด้านจริยธรรม อาจทำให้แบรนด์ตกอยู่ในความเสี่ยง แต่เมื่อแบรนด์ทำเรื่องเหล่านี้ได้อย่างถูกต้องแล้ว จะสามารถสร้างความเชื่อใจ และความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้าได้อย่างแน่นอน

 

เทรนด์ที่ 7 : ผู้บริโภคต้องการการจัดส่งสินค้าภายในวันสั่งซื้อ หรือ การจัดส่งที่รวดเร็ว

ยุคนี้เป็นยุคของความเร็ว ผู้บริโภคต้องการได้รับสินค้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ดังนั้น บริการจัดส่งของภายในวันสั่งซื้อ จึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยบริษัทตรวจสอบบัญชี PWC รายงานว่า 88% ของผู้บริโภคต้องการจ่ายเงินให้กับบริการการจัดส่งภายในวันสั่งซื้อ หรือ บริการจัดส่งที่รวดเร็ว

ตอนนี้เราได้เห็นธุรกิจต่าง ๆ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เช่น Amazon Prime Air ที่ให้บริการโดรนจัดส่งของถึงบ้านภายใน 30 นาที รวมถึง สตาร์ทอัพธุรกิจจัดส่งของด้วยหุ่นยนต์ที่เพิ่มมากขึ้น ในปีหน้า เราเลยอาจจะเห็นการส่งของที่รวดเร็วยิ่งขึ้นเป็นมาตรฐานใหม่ของการทำธุรกิจ

 

เทรนด์ที่ 8 : ผู้บริโภคหาสินค้าผ่านลำโพงอัจฉริยะมากขึ้น

ดูเหมือนว่าหลายคนจะมี Amazon Echo หรือ Google Home กันหมด ยอดขายลำโพงอัจฉริยะได้ทำสถิติใหม่ในปี 2019 สูงขึ้นจากปี 2018 ถึง 70% และยังคงโตมากขึ้นเรื่อย ๆ มีการพยากรณ์ว่า ในปี 2025 ตลาดลำโพงอัจฉริยะอาจมีมูลค่าเกิน 35.5 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ

เมื่อลำโพงอัจฉริยะ เช่น Amazon Echo และ Google Home กลายเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญของผู้บริโภค ในปีหน้า เราจึงอาจเห็น คนสั่งซื้อของแบบไม่ดูหน้าจอมากขึ้น โดยเฉพาะการสั่งซื้อของบน Amazon แต่แบรนด์ที่ไม่ได้อยู่บน Amazon ก็ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีได้เหมือนกัน ผ่านการทำ SEO สำหรับการค้นหาด้วยเสียง

 

อย่างไรก็ตาม เทรนด์เหล่านี้ ก็เป็นเรื่องของอนาคต นั่นหมายความ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้เสมอ เราไม่รู้ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นได้บ้างในปีหน้า แต่เราสามารถลดความเสี่ยงได้ หากมีการวางแผนการทำธุรกิจอย่างรอบคอบ และยืดหยุ่นพอที่จะปรับให้เขากับสถานการณ์ได้


SOURCE

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line