Advertisement
Life

ANTONIO CONTE – THE GODFATHER OF FOOTBALL เส้นทางสุดมันส์ของผู้จัดการทีมที่ลิขิตชีวิตตัวเอง

By: JEDDY November 12, 2021

นักเตะที่เก่งกาจ อาจจะไม่ใช่ผู้จัดการทีมที่เก่งกาจข้างสนาม คำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่ไม่เกินเลยความจริง มีนักเตะระดับตำนานหลาย ๆ คนที่ล้มเหลวไม่เป็นท่ากับตำแหน่งนี้ แต่ก็มีไม่น้อยที่ก้าวข้ามขีดจำกัดด้วยสมองอันปราดเปรื่องจนสามารถประสบความสำเร็จในตำแหน่งผู้จัดการทีมได้ หนึ่งในนั้นคือ “อันโตนิโอ คอนเต้”

แม้จะประสบความสำเร็จในฐานะนักเตะกับทีมยูเวนตุสอย่างยิ่งใหญ่ พาทีมกวาดแชมป์ได้ถึง 14 รายการตลอดระยะเวลาที่รับใช้ทีมม้าลาย 13 ปีเต็ม ๆ  แต่เส้นทางการเป็นผู้จัดการทีมของคอนเต้กลับไม่ง่ายขนาดนั้น เพราะมันเลวร้ายย่ำแย่ถึงขนาดทำทีมตกชั้นก็เคยมาแล้ว

แต่ทุกอุปสรรคทุกย่างก้าว ล้วนเป็นประสบการณ์ให้คอนเต้ได้ขัดเกลาฝีมือของตัวเองให้กลายมาเป็นผู้จัดการทีมที่ยิ่งใหญ่ในโลกของฟุตบอล

ล้มเหลวตั้งแต่เริ่มต้น

คอนเต้ได้รับโอกาสชิมลางในการเป็นผู้จัดการทีมด้วยตำแหน่งผู้ช่วยกับทีมเซียน่าในฤดูกาล 2005-2006 ซึ่งเขาทำงานร่วมกับ ลุยจิ ดิ คานิโอ ที่เป็นเฮดโค้ช ณ เวลานั้น

แต่การเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นผู้จัดการทีมของคอนเต้กลับมาไวเกินคาด ในเดือนกรกฎาคมปี 2006 เขาได้รับโอกาสคุมทีมอเรซโซ่ ในซีเรียบี แต่การเริ่มต้นกลับต้องเจอความล้มเหลวอย่างรวดเร็วเช่นกัน เขาใช้เวลาคุมทีมเพียงแค่ 3 เดือนอก็ถูกไล่ออกจากผลงานทำทีมชนะได้เพียง 1 นัดจาก 12 เกมส์

แม้สุดท้าย อเรซโซ่ จะตัดสินใจดึงคอนเต้กลับมาคุมทีมอีกครั้งเพื่อกู้วิกฤติหนีตายจากโซนตกชั้น แต่เรื่องจริงก็ไม่เหมือนนิยาย เพราะคอนเต้ทำภารกิจไม่สำเร็จ ทีมของเขาต้องหล่นไปสู่ซีเรียซี 1 (ระดับดิวิชั่น 3) นับเป็นการเริ่มต้นที่น่าวิตกกังวลมากเลยทีเดียว


ความสำเร็จแรกในฐานะผู้จัดการทีม

คอนเต้ตกงานได้ไม่นานเขาก็ได้รับการติดต่อจากทีมบารี่ ให้เข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการทีมเพื่อสู้ศึกซีเรียบีในช่วงกลางฤดูกาล 2007-2008 โดยเข้ามาทำหน้าที่ต่อจาก จูเซ็ปเป้ มาเตรัซซี่ ซึ่งคอนเต้ก็ทำผลงานได้น่าประทับใจ สามารถพาทีมอยู่รอดตกชั้นด้วยการมีคะแนนห่างจากโซนอันตรายถึง 20 คะแนน จบที่อันดับ 11 ของตาราง

การเข้ามาปรับปรุงทีมของคอนเต้ช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับทีมได้อย่างมาก จนมาถึงในฤดูกาล 2008-2009 ความสำเร็จแรกในฐานะผู้จัดการทีมก็มาถึง เมื่อคอนเต้พาทีมบารี่คว้าแชมป์เซเรียบีได้สำเร็จ ส่งให้ทีมของพวกเขาเลื่อนชั้นสู่กัลโช่ เซเรียอา ลีกสูงสุดของประเทศอิตาลี 

ด้วยฝีมือที่โดดเด่นขึ้นมาทำให้คอนเต้เริ่มมีข่าวลือว่ายูเวนตุสต้นสังกัดเก่าสมัยเป็นนักเตะสนใจดึงตัวเขาไปคุมทีม อย่างไรก็ตามคอนเต้ได้ตอบตกลงต่อสัญญากับทีมบารี่ไปเป็นที่เรียบร้อยเป็นการสยบข่าวลือดังกล่าวลงไป 

แม้ว่าจะได้รับการไว้วางใจจากบอร์ดบริหารทีมบารี่ แต่คอนเต้กลับตัดสินใจยกเลิกสัญญาด้วยการยินยอมของทั้ง 2 ฝ่ายก่อนที่จะเริ่มฤดูกาล 2009-2010 เนื่องจากเขาไม่สามารถทำทีมได้ในแบบที่ตัวเองต้องการ 


ล้มเหลวอย่างสาหัสที่อตาลันต้า

คอนเต้ว่างงานได้เพียงไม่กี่เดือนก็ได้รับการติดต่อจากสโมสรอตาลันต้าให้เข้าไปรับตำแหน่งผู้จัดการทีมต่อจาก แองเจลโล่ เกรกุชชี่ แต่การทำทีมที่นี่กลับไม่สวยงาม ผลงานของทีมก็ย่ำแย่หนักเข้าขั้นโคม่าจนทีมหล่นไปอยู่โซนตกชั้น ส่งผลให้เหล่าบรรดาแฟนบอลอัลตร้าไม่พอใจจนเกือบเกิดเหตุรุนแรง ถึงขนาดต้องมีเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมาคุ้มกันคอนเต้ สุดท้ายคอนเต้ตัดสินใจลาออกและทิ้งอตาลันต้าไว้กลางทางที่อันดับ 19 และสุดท้ายทีมก็ตกชั้นไปตอนจบฤดูกาล 

กอบกู้ชื่อเสียงกับทีมเซียน่า

ในฤดูกาล 2010-2011 คอนเต้ต้องว่างงานไปถึงครึ่งปีจากความล้มเหลว แต่สุดท้ายเขาก็ได้รับการติดต่อจากทีมเซียน่าให้เข้าไปรับงานคุมทีมโดยมีภารกิจคือพาทีมเลื่อนชั้นมาสู่กัลโช่ เซเรียอา และดูเหมือนว่าคอนเต้จะมีคู่มือและประสบการณ์มาจากทีมบารี่ ทำให้เขาประสบความสำเร็จได้ตามเป้าหมายพาบารี่จบอันดับ 2 ได้มาโลดแล่นในลีกสูงสุดของอิตาลีได้สำเร็จ ซึ่งมันน่าจะพอบ่งบอกได้ว่าฝีไม้ลายมือของคอนเต้ไม่ใช่ของปลอมหรือโชคช่วยอย่างแน่นอน


กลับสู่บ้านหลังเก่าและความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กับยูเวนตุส

แม้คอนเต้จะพาทีมเซียน่าเลื่อนั้นขึ้นมาได้ แต่ก็เหมือนโชคะตาบางอย่างได้ถูกขีดเส้นกำหนดเอาไว้แล้ว เมื่อสโมสรเก่าอันคุ้นเคยสมัยเป็นนักเตะอย่างยูเวนตุสได้ติดต่อให้คอนเต้ไปรับงานผู้จัดการทีม การเซ็นสัญญาครั้งนี้มันคือความฝันของเขาที่เฝ้ารอมาตลอด ซึ่งทีมเซียน่าก็เข้าใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี และไม่ขัดขวางการย้ายทีมในครั้งนี้แต่อย่างใด

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ได้เกิดขึ้นแล้ว เมื่อคอนเต้พาทีมม้าลายกลับมาทวงบัลลังก์อันดับ 1 ในเซเรียอาได้สำเร็จด้วยการคว้าแชมป์สคูเด็ตโต้ได้ 3 ฤดูกาลติดกัน ได้แก่ 2011-2012, 2012-2013 และ 2013-2014 โดยเฉพาะในฤดูกาลแรกที่คอนเต้ทำสถิติไร้พ่ายไว้ในลีก และฤดูกาลสุดท้ายเขาพาทีมทำลายสถิติกัลโช่  เซเรียอา ด้วยการเก็บแต้มได้มากถึง 102 คะแนน รวมไปถึงการคว้าแชมป์โคปป้า อิตาเลียอีก 2 สมัย ได้แก่ปี 2012 และ 2013 

สไตล์การเล่นของคอนเต้ก็กลายเป็นที่พูดถึงอย่างมากในวงการฟุตบอลด้วยแผน 3-5-2 ที่โดดเด่นทั้งแนวรับและแนวรุก หัวใจสำคัญของผู้เล่นในยุคนั้นต้องยกให้ 3 แผงหลังอย่าง จอร์โจ คิเอลลินี่, อันเดรีย บาร์ซาญี่ และ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ รวมไปถึงเพลย์เมเกอร์ระดับเวิร์ลคลาส อันเดร ปิร์โล่

คอนเต้ยังได้ถูกจารึกชื่อในวงการฟุตบอลในฐานะนักเตะและผู้จัดการทีมที่ได้แชมป์กับทีมเดียวกันอีกด้วย แต่ความฝันย่อมมีจุดจบเมื่อคอนเต้มีปัญหาที่ไม่ลงรอยกับบอร์ดบริหารทีมจนสุดท้ายก็จบลงด้วยการแยกทางกัน 


ก้าวสู่กุนซือทีมชาติอิตาลี

อีกหนึ่งความฝันของบรรดาผู้จัดการทีมคือการได้รับเกียรติก้าวข้ามไปรับใช้ทีมชาติ และคอนเต้ได้รับโอกาสนั้น เขาเข้ามาสานต่องานจากเซซาเร ปรันเดลลี ในปี 2014 เพื่อทำทีมไปลุยฟุตบอลยูโร 2016 ให้ได้ และคอนเต้ก็ทำสำเร็จ สามารถพาทีมชาติอิตาลีเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลยูโร 2016 ได้ตามคาด เป็นการกลับเข้าสู่ทัวร์นาเมนต์ฟุตบอลระดับเมเจอร์ได้อีกครั้งนับตั้งแต่ฟุตบอลโลกปี 2006 

อย่างไรก็ตามคอนเต้ได้ออกมาประกาศว่าตัวเขาจะลงจากตำแหน่งหลังจากจบศึกยูโร 2016 ส่วนผลงานของทีมชาติอิตาลีต้องจบลงในรอบ 8 ทีมสุดท้าย จากการพ่ายแพ้ให้กับทีมชาติเยอรมันจากการดวลจุดโทษด้วยสกอร์ 6-5 (ในเวลาปกติเสมอ 1-1) เป็นการปิดฉากเส้นทางการรับใช้ชาติในฐานะผู้จัดการทีมของคอนเต้ไว้ที่ 2 ปี ซึ่งเจ้าตัวก็ได้เปิดใจว่าต้องการกลับไปรับงานคุมสโมสรอีกครั้ง


เริ่มต้นอีกครั้งที่ลอนดอนกับเชลซี

เป็นที่ทราบกันทั่วโลกว่าลีกฟุตบอลที่แข็งแกร่งที่สุดคงต้องยกให้พรีเมียร์ลีกของประเทศอังกฤษ ด้วยสไตล์การเล่นฟุตบอลที่มีความรวดเร็ว หนักหน่วง และเต็มไปด้วยแทคติคที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีแฟนฟุตบอลทั่วโลกเป็นจำนวนมหาศาล นี่คงไม่ใช่เวทีสำหรับเด็กเล่นอย่างแน่นอน 

คอนเต้ตอบรับความท้าทายด้วยการย้ายมาคุมเชลซี ทีมดังจากลอนดอน ด้วยการเซ็นสัญญา 3 ปีด้วยกัน พร้อมกับพกสไตล์การเล่น 3-5-2 มาปรับใช้กับทีมด้วย

ในฤดูกาลแรก (2016-2017) ก็เปรียบดั่งเทพนิยายเพราะเชลซีสามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกมาครองได้สำเร็จด้วยฟอร์มการเล่นอันร้อนแรง โดยเฉพาะดิเอโก้ คอสต้าและ เอแดน อาซาร์ ที่ระเบิดฟอร์มได้อย่างสุดยอด ทำประตูในลีกรวมกันถึง 36 ลูก รวมถึง วิกเตอร์ โมเซส ที่เฉิดฉายภายใต้แผนการเล่นของคอนเต้แบบชวนเซอร์ไพรส์

เชลซียังทำสถิติชนะติดต่อกัน 13 นัดเทียบเท่าอาร์เซนอลในยุคไร้พ่าย และคอนเต้ยังได้รางวัลผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมถึง 3 เดือนติดต่อกันเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์

ด้วยผลงานที่น่าประทับใจทำให้บอร์ดบริหารของทีมตัดสินใจต่อสัญญาคอนเต้เพิ่มไปอีก 2 ปี 

ตัดภาพมาในฤดูกาล 2017-2018 ทุกอย่างกลับไม่ได้สวยงามเช่นเดิมแถมยังน่าผิดหวัง เนื่องจากคอนเต้พาทีมจบอันดับ 5 ในลีก ทำให้ชวดพื้นที่ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีกไป แต่ก็ยังได้ถ้วยเอฟเอคัพมาปลอบใจ เมื่องานไม่เป็นไปตามเป้าทางบอร์ดบริหารก็ตัดสินใจไล่คอนเต้ออกจากตำแหน่งพร้อมกับค่าชดเชยมากถึง 26.6 ล้านปอนด์

คอนเต้ได้พูดถึงการแยกทางและผลงานของทีมที่ตกต่ำลงไว้ดังนี้

“ผมถามถึง 2 ผู้เล่นที่ผมอยากได้มาร่วมทีม คนแรกคือ โรเมลู ลูกากู คนที่สองคือ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ พวกเราเกือบจะได้ตัวนักเตะทั้ง 2 คนอยู่แค่เอื้อม เรามีการติดต่อกันทุก ๆ วันและผมได้บอกว่าผู้เล่นทั้ง 2 คนนี้จะพัฒนาทีมของผมเพิ่มขึ้น 30%”

ก็เป็นตามที่ทุกคนได้เห็นเพราะทั้ง 2 คนไม่ได้ย้ายมาร่วมทีมเชลซี โดยลูกากูไปทำผลงานได้ดีกับอินเตอร์ มิลาน และฟาน ไดจ์ ก็กลายเป็นกองหลังระดับท็อปกับทีมลิเวอร์พูล เป็นการตอกย้ำว่าสิ่งที่คอนเต้ต้องการเป็นสิ่งที่เขามองไม่ผิดไปจริง ๆ 

นอกจากนั้นคอนเต้ยังมีปัญหากับ ดิเอโก้ คอสต้า เพราะไปตัดชื่อนักเตะทีมชาติสเปนออกทางทีมเนื่องจากเจ้าตัวพยายามแสดงความต้องการอยากย้ายกลับไปอยู่แอตเลติโก้ มาดริด ตลอดเวลา

แต่ทั้งนี้คอนเต้ยังได้กล่าวชื่นชมโรมัน อับราโมวิช เจ้าของสโมสรว่าเป็นผู้ที่หลงใหลในกีฬาฟุตบอลชนิดแฟนพันธุ์แท้


กลับสู่อิตาลีกับทีมคู่ปรับยูเวนตุส

คอนเต้ห่างหายจากการคุมทีมไปเกือบ ๆ 1 ปี ก็ได้รับข้อเสนอจากอินเตอร์ มิลาน คู่ปรับตลอดกาลกับยูเวนตุส และเป็นที่สโมสรแห่งนี้ที่คอนเต้ได้ร่วมงานกับลูกากูสมใจอยาก การเข้ามาของคอนเต้เห็นผลเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน ผลงานของทีมงูใหญ่กลับมาแข็งแกร่งอีกครั้งได้ลุ้นแชมป์อย่างเต็มตัว แต่ในฤดูกาล 2019-2020 สุดท้ายแล้วพวกเขาก็ต้องจบลงด้วยความเจ็บใจในอันดับที่ 2 โดยมีคะแนนตามหลังทีมแชมป์อย่างยูเวนตุสเพียงแค่ 1 คะแนนเท่านั้น แถมลูกทีมของคอนเต้แพ้ไปเพียง 4 เกมส์เท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าทีมยูเวนตุสถึง 3 เกมส์ รวมไปถึงพาทีมได้ตำแหน่งรองแชมป์ยูโรป้าลีกหลังพ่ายแพ้ให้กับเซบีญ่า

หลังจากวางโครงสร้างทีมจนแข็งแกร่งจนสามารถคว้าสคูเดตโต้ให้กับทีมอินเตอร์ มิลานได้สำเร็จในฤดูกาล 2020-2021 เป็นการรอคอยมานานถึง 11 ปี คอนเต้ก็ตัดสินใจแยกทางกับทีมเนื่องจากบอร์ดบริหาร เพราะไม่สามารถตอบสนองการทำทีมของคอนเต้ได้นั่นเอง เป็นการปิดฉากในถิ่นจูเซปเป เมอัซซา


คืนสู่ลอนดอนในถิ่นไวท์ ฮาร์ต เลน

ก่อนที่เขาจะเข้ามารับงานกับทอตแนม ฮอตสเปอร์ คอนเต้ตกเป็นข่าวลือหนาหูอยู่พักใหญ่ในการเป็นตัวเต็งเข้ามาคุมทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หลังจากที่โอเล่ กุนนาร์ โซลซาร์ ทำผลงานได้ย่ำแย่ แต่สุดท้ายทุกอย่างกลับตาลปัตรเพราะแมนยูไนเต็ดสามารถบุกไปเอาชนะสเปอร์สถึงถิ่นไวต์ ฮาร์ต เลน 3-0 งานหนักจึงกลายมาเข้าฝั่ง นูโน่ ผู้จัดการทีมไก่เดือยทองที่โดนเด้งเซ่นผลงานห่วยแทน แถมยังเป็นการต่ออายุการทำงานให้กับโซลชาร์โดยอัตโนมัติ

หลังจากที่นูโน่ถูกปลด ทีมงานของสเปอร์ก็เดินเกิมไวอาศัยจังหวะว่างงานของคอนเต้ รีบติดต่อปิดดีลเซ็นสัญญาแบบทันอกทันใจไม่ต้องรีรอให้เสียเวลา ถือเป็นการเซ็นสัญญาผู้จัดการที่มีโปรไฟล์ระดับสูงอีกครั้งหลังจากที่เคยเซ็น โชเซ่ มูริญโญ่ มาร่วมงาน

IG: antonioconte

การเข้ามาทำทีมของคอนเต้ในช่วงที่เริ่มฤดูกาลไปแล้วไม่ต่างจากการรับเผือกร้อน เพราะเขาแทบไม่มีเวลาได้เตรียมทีมเนื่องจากมีเกมการแข่งขันที่รอประชิดตัว และเกมแรกของคอนเต้ก็มาถึงในศึกยูโรป้า คอนเฟอเรนซ์ ลีก รอบแบ่งกลุ่ม เมื่อคืนวันพฤหัสบดีที่แล้ว ทอตแนม ฮอตสเปอร์ เปิดบ้านพบกับ วิเทสส์ อารเน็ม จากเนเธอร์แลนด์

คอนเต้เข้ามาถึงก็ปรับแผนการเล่นเป็น 3-4-3 ในสไตล์ที่ตัวเองถนัดทันที และลูกทีมใหม่ของคอนเต้ทำผลงานได้น่าประทับใจ เก็บ 3 แต้มเป็นชัยชนะนัดแรกในการคุมทีมของคอนเต้ เป็นการเปิดตัวที่ไม่เลวเลยทีเดียวถึงแม้จะมีเวลาเตรียมทีมไม่นาน

ชัยชนะครั้งนี้ก็สมควรให้เครดิตกับทางคอนเต้ โดยเฉพาะแทคติกการแก้เกมโชว์กึ๋นหลังจากที่เหลือผู้เล่น 10 คน ด้วยการเปลี่ยนตัวรวด 3 คน ได้แก่ โอลิเวอร์ สคิปป์, ลูคัส มูร่า และ ซง ฮึน มิน ออกไปนั่งพักและส่งผู้เล่นที่ถนัดในแนวรับอย่าง ดาวินซอน ซานเชซ, ตองกี เอ็นดอมเบเล่ และ แฮรี่ วิงค์ส ลงมาช่วยอุดแผงหลังแทน 

หลังจากนั้นก็กลับมาสู่เกมพรีเมียร์ลีก บรรยากาศฟุตบอลอังกฤษอันคุ้นเคยของคอนเต้กลับมาอีกครั้ง แต่เกมนี้สเปอร์ต้องบุกไปเยือนเอฟเวอร์ตันที่กูดิสัน ปาร์ค เป็นที่ไม่ง่ายแต่สุดท้ายพวกเขาก็เก็บ 1 แต้มกลับออกมาด้วยสกอร์ 0-0

เส้นทางครั้งใหม่ของคอนเต้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง นี่เป็นเพียงก้าวแรกกับทอตแนม ฮอตสเปอร์ เรามาคอยดูกันดีกว่าว่าเขาจะพาไก่เดือยทองตีปีกบินสูงได้แค่ไหน และจะใช้เวลาอยู่ในถิ่นไวท์ ฮาร์ต เลน ได้นานขนาดไหน หรือจะมีปัญหากับบอร์ดบริหาร เหมือนที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด


 

Source : 1 / 2

JEDDY
WRITER: JEDDY
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line