“เธอดีเกินไป” “ผู้หญิงชอบคนเลว” ประโยคสุดคลาสสิคที่อยู่คู่สังคมไทยมาอย่างยาวนานจนบางทีเราก็ละเลยและคิดว่ามันคือสัจธรรมแห่งความจริง แต่ถ้าเราลองมาวิเคราะห์ดูให้ถี่ถ้วนแล้วล่ะก็อาจเกิดคำถามว่ามันเป็นเช่นนั้นจริงหรือ? ในความคิดของพวกเรา UNLOCKMEN คิดว่าทั้ง 2 ประโยคก็มีส่วนที่เป็นความจริงอยู่บ้าง เนื่องจากผู้ชายที่ดีเกินไปมักจะมาพร้อมกับความน่าเบื่อ ตรงกันข้ามกับผู้ชายลุคแบดบอยที่เจนจัดประสบการณ์ด้านความสัมพันธ์มากกว่าทำให้ในบทสนทนาหรือการกระทำต่าง ๆ นั้นพวกเขาจะมีลูกล่อลูกชนที่ดีกว่า จึงไม่แปลกที่ฝ่ายตรงข้ามจะตกหลุมเสน่ห์ได้ง่าย ๆ แต่หนุ่ม ๆ นิสัยดีอย่าเพิ่งท้อใจไป เพราะวันนี้เรามีเคล็ดลับที่จะทำให้คุณเป็นคนดีที่ไม่น่าเบื่อมาบอกต่อ! You Talk Too Much การเป็นคนช่างพูดช่างคุยเป็นสิ่งที่ดี แต่มันก็มีลิมิตของมันอยู่เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่คุณต้องระมัดระวังอย่างมากเมื่ออยู่ในวงสนทนา จัดสมดุลระหว่างการเป็นผู้พูดและผู้ฟังให้ดี ทุกคนย่อมมีเรื่องของตัวเองที่อยากเล่าด้วยกันทั้งนั้น ดังนั้นถ้าคุณเอาแต่เล่าเรื่องตัวเองอยู่ฝ่ายเดียวจนไม่เปิดโอกาสให้คู่สนทนาได้พูดเลยอีกฝ่ายอาจจะเบือนหน้าหนีได้ง่าย ๆ การสนทนาเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัว คุณต้องพยายามสังเกตตัวเองและเก็บสิ่งที่คิดว่าไม่ดีมาเป็นประสบการณ์ You Don’t Read การไม่อ่านหนังสือในหัวข้อนี้ไม่ได้มีความหมายตรงตัวขนาดนั้น แต่หมายถึงการที่คุณไม่ค่อยเสพสื่อจนทำให้คุณกลายเป็นคนไม่ค่อยมีความรู้รอบตัว อาจดูเหมือนเรื่องเล็กแต่นี่คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณขาดเสน่ห์ เพราะเมื่อคู่สนทนายกประเด็นสักอย่างขึ้นมาคุณจะไม่สามารถเสนอความคิดเห็นอะไรได้ ทำได้เพียงเออออห่อหมกตามไปเท่านั้น เช่นเดียวกันเมื่อคุณไม่ค่อยมีความรู้รอบตัวเรื่องที่คุณจะชวนคุยอีกฝ่ายได้ก็มีแต่เรื่องพื้น ๆ ทำให้บทสนทนาขาดความน่าสนใจและภาพลักษณ์ของคุณก็จะกลายเป็นคนจืดชืดไม่น่าคุยด้วย เพราะฉะนั้นเริ่มตั้งแต่วันนี้ พยายามติดตามสื่อรอบตัวให้มากที่สุด ความรู้อยู่ทุกที่ไม่ว่าจะหน้ากระดาษหรือหน้าจอ เก็บเกี่ยวมันมาเป็นวัตถุดิบให้มากที่สุด Your Voicetone ไม่ใช่เพียงหัวข้อบทสนทนาเท่านั้นที่สำคัญแต่น้ำเสียงของคุณก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะไม่ว่าเรื่องที่คุณยกมาเล่าจะสนุกตื่นเต้นขนาดไหนแต่มันก็สามารถกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อราวเทปธรรมะได้ถ้าน้ำเสียงคุณเป็นแบบโมโนโทน ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มต้นพูดอะไรสักอย่างพยายามใส่อารมณ์ร่วมลงไปในเรื่องราวนั้นด้วย เรารู้ดีว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองในข้อนี้เนื่องจากอาจจะเป็นนิสัยติดตัวบางคนมาตั้งแต่เกิน แต่ถ้าคุณหมั่นสังเกตตัวเองเชื่อว่าไม่ยากเกินความพยายามหรอก Your
หลังจากหายหน้าหายตาจากโลกแฟชั่นไปสักพัก ในที่สุดก็กลับมาอีกครั้งสำหรับ Bum Bag , Fanny Pack หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า กระเป๋าสะพายข้าง แต่รอบนี้ดูเหมือนว่าจะเขย่าเงินในบัญชีของเหล่า fashionista ทั้งมือเก๋าและสมัครเล่นได้ไม่น้อย เมื่อมีการโดดเข้ามากินโต๊ะ ร่วมแจมจากแบรนด์ดังต่าง ๆ มากมาย โดยไม่ยอมปล่อยให้โอกาสทำเงินของตัวเองไปหลุดลอยไปสักราย ไม่ต้องแปลกใจสำหรับชื่อของมัน เพราะเป็นแค่เรื่องความแตกต่างของการใช้ภาษาเท่านั้น เพียงแค่ Bum Bag คือคำเรียกของทางฝั่งอังกฤษ ส่วน Fanny Pack เป็นของฝั่งอเมริกานั่นเอง โดยเดิมทีในยุค 90’s Bum Bag เป็นกระเป๋าซึ่งออกแบบมาสำหรับใส่ของมีค่าขนาดเล็ก และคาดไว้ช่วงเอว แต่ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พบว่าการคาดไว้ที่เอวมีผลกระทบต่อสะโพก ทำให้ความนิยมตกลงไป แต่เมื่อไม่นานมานี้พบว่ามันกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง โดยเกิดใหม่ในแฟชั่นระดับ Hi-end และเหมือนกระแสจะแรงขึ้นไปอีก ผลพวงจากที่ตัวพ่อในวงการแฟชั่นหลายคน ปรากฏตัวในลุคสตรีท พร้อมกับเจ้า Bum Bag เสมอ ไม่ว่าจะเป็น A$ap Rocky , Pharrell Williams ,
แม้คำว่า “ดิจิทัล” จะเกิดขึ้นในสังคมไทยมานานหลายปี แต่การเห็นหญิงสาวออกมาพูดเรื่องไอทีในระดับแนวหน้าผ่านสื่อกลับมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น พวกเธอสร้างความประทับใจจากความสามารถ ความสดใส มุกตลก เปลี่ยนเรื่องไอทีให้กลายเป็นเรื่องเข้าถึงง่ายและน่าชื่นใจ ทว่าน้อยคนนักที่จะรู้ว่าเบื้องหลังพลังงานอันเหลือล้นเหล่านี้มีที่มาอย่างไร วันนี้เป็นโอกาสดีที่เราชาว UNLOCKMEN จะได้พูดคุยกับเธอผู้ได้สมญา “นางฟ้าไอที” คนนี้ “เฟื่องลดา-สราณี สงวนเรือง” ตอนนี้เธอกำลังเติบโตขึ้นอีกขั้นจากการเปิดบริษัทและบริหารออนไลน์พับลิเชอร์ของตัวเอง “Flourish digital” ใครที่เป็นสาวกผู้คอยติดตามรอยยิ้มชวนให้ใจบางของเธออยู่ บอกได้เลยว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวง คุยกับเฟื่องเรื่องที่เราไม่เคยรู้ “เฟื่องลดา” คือชื่อของหญิงสาวสุดสดใสตรงหน้าของพวกเรา แต่จากบทสนทนาในวันนี้กลับทำให้เราได้รู้เรื่องราวหลายอย่างที่คาดไม่ถึง อย่างหนึ่งก็คือกว่าจะเป็นสาวน้อยพูดจาฉะฉาน เธอเป็นเด็กหญิงพูดน้อยรักการอยู่คนเดียว แต่ไม่ชอบอยู่หน้าแสงไฟ ไม่ชอบการด้นสด ติดจะเนิร์ดเสียด้วยซ้ำ แต่ทุกย่างก้าวในวันนี้ของเธอเกิดขึ้นได้เพราะแรงผลักดันจากใจที่สู้ไม่ถอยล้วน ๆ ฝัน “เฟื่อง” เธอสารภาพว่าเท่าที่จำความได้ ฝันของเธอไม่ใช่การเป็นพิธีกรอย่างที่ทำให้เธอโด่งดังอยู่ในตอนนี้ แต่ฝันของเธอคือการเป็นนักร้องบรอดเวย์ ซึ่งก็ขัดกันกับความเป็นคนขี้อายของตัวเธอเองอยู่ดี ทำให้เธอต้องใช้ความพยายามก้าวข้ามขีดจำกัดเพื่อตามความฝัน ก้าวแรกของเธอเริ่มต้นที่การเป็นนักร้องชมรม CU BAND สมัยเรียนที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จากนั้นจึงออกล่าฝันด้วยการร้องเพลงผ่านการประกวด AF อีกถึง 2 ครั้ง แม้ไม่ได้รับตำแหน่งกลับมา แต่ทั้งสองครั้งพลังเสียงที่มีก็ทำให้เธอผ่านเข้าสู่รอบ 50 คนทุกครั้งและเป็นการเพาะเมล็ดพันธุ์พิธีกรในตัวของเธออย่างเต็มเปี่ยม เนื่องจากผู้ใหญ่เห็นแววและให้โอกาสเรียกเธอเข้าไปแคสต์เพื่อรับบทบาทพิธีกรถึงสองครั้ง “ถ้าเราทำอะไรไม่ได้ แล้วเรารู้สึกว่าเรายังพยายามได้ไม่ดีพอ
หนุ่ม ๆ คนไหนที่ติดสมาร์ทโฟนหรือต้องจ้องอยู่หน้าคอมเป็นเวลานาน ๆ ควรอ่านข่าวนี้ไว้เตือนภัยตัวเอง เพราะเพิ่งจะมีผลวิจัยใหม่ล่าสุดที่บ่งชี้ว่า มันเป็นภัยต่อตัวคุณถึงขั้นทำให้ตาบอดได้เลยทีเดียว จากผลวิจัยดังกล่าวของมหาวิทยาลัย Toledo ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องของจักษุวิทยา ซึ่งได้ตีพิมพ์ลงไปยัง Scientific Report ถึงการทำลายกระจกดวงตาที่มีผลมาจาก Smart Device ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ ส่งผลนำไปสู่โรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม (Macular Degeneration) หรืออาจเลวร้ายถึงขั้นตาบอดเลยก็เป็นได้ Dr. Ajith Karunathne ผู้ช่วยศาสตราจารย์ที่นำการศึกษาในเรื่องนี้ ได้พูดถึงสาเหตุนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า กระจกตาและเนื้อเยื่อของลูกตาของมนุษย์เราไม่สามารถบล็อกแสงสีน้ำเงินที่ถูกส่งมาจากอุปกรณ์สื่อสารทั้งหลายได้ และล้วนเป็นอันตรายอย่างยิ่งเมื่อสัมผัสโดยตรง ซึ่งทุก ๆ ปีจะมีคนจำนวนไม่ต่ำกว่า 2 ล้านคนที่ประสบปัญหาจอตาเสื่อมก่อนวัยอันควร เพราะโดยปกติแล้วสำหรับคนธรรมดาทั่วไปที่ประสบปัญหาโรคจุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม (Macular Degeneration) ควรจะมีอายุ 50 – 60 ปีขึ้นไป คนที่มีพฤติกรรมการใช้คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน แท็บเล็ต ติดต่อกันเป็นเวลานานๆ จะทำให้ตาแห้ง และกะพริบตาน้อยลง เกิดการแสบตา การมองเห็นเริ่มผิดปกติ เห็นภาพซ้อน มองไม่ชัด
ความเร็ว ความตื่นเต้นเร้าใจสไตล์ Extreme สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ผู้ชายต่างหลงใหล มันเดือดพล่านอยู่ในสัญชาตญาณของหนุ่ม ๆ ทุกคน ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เงินที่เก็บออมอย่างตั้งใจมาทั้งชีวิตจะทุ่มให้กับรถในฝันหรือบิ๊กไบค์คันงาม แต่สำหรับบางคนที่ไม่ใช่ขาซิ่งบนถนนหรือซิ่งมาจนเบื่อแล้วอยากเปลี่ยนบรรยากาศการท้าความเร็วจากพื้นยางมะตอยมาเป็นพื้นน้ำ เร่มาทางนี้เลย เพราะวันนี้ UNLOCKMEN มีเทคโนโลยียานยนต์เจ๋ง ๆ มาฝาก ชื่อของมันคือ ‘Narke’ ‘Narke’ หรือ ‘Narke Electrojet’ ถ้ามองจากภายนอกก็ดูไม่แตกต่างจากเจ็ทสกีที่เรารู้จักเท่าไรนัก แต่ความพิเศษของมันคือเป็นเจ็ทสกีลำแรกของโลกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าตามแนวคิดการอนุรักษ์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวคิดนี้ไม่ได้อยู่แค่ภายในระบบขับเคลื่อนเท่านั้น แต่รวมถึงการออกแบบภายนอก วัสดุที่นำมาใช้ล้วนแล้วแต่ยึดโยงกับแนวคิดนี้ ‘ถึงแม้ระบบขับเคลื่อนจะเปลี่ยนไป แต่ประสบการณ์บนผิวน้ำยังเหมือนเดิม’ นี่คือสิ่งที่ผู้ผลิตเจ้าเจ็ทสกีสัญชาติฮังการีบอก ไม่ว่าจะเป็นทะเลสาบขนาดย่อมหรือมหาสมุทรกว้างใหญ่ Narke ก็สามารถโลดแล่นได้ในทุกที่ คำว่า Narke มีที่มาจากชื่อของรังสีไฟฟ้าชนิดหนึ่งที่มีความซับซ้อนอย่างมาก สามารถพบคลื่นชิดนี้ได้ในแถบอินโด-แปซิฟิคและตอนใต้ของทวีปแอฟริกา ด้วยคอนเซ็ปต์การเคลื่อนที่ด้วยกระแสไฟฟ้า ผู้ผลิตจึงหยิบชื่อนี้มาตั้งให้กับเจ็ทสกีลำนี้ นอกจากรูปร่างภายนอกอันโฉบเฉี่ยวและระบบการทำงานด้วยไฟฟ้าแล้ว จุดเด่นอีกอย่างของ Narke ที่ทำให้แตกต่างจากเจ็ทสกีทั่วไปคือเสียงเครื่องยนต์ที่เงียบกว่ามาก เงียบจนเสียงคลื่นกลบหมด ทำให้คุณเข้าถึงความสุนทรีย์แห่งการโลดแล่นโบยบินในท้องทะเลอย่างแท้จริง รายละเอียดการทำงานอื่น ๆ ของ Narke Electrojet ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 55 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีมอเตอร์ระบายความร้อนถึง 3 ตัวด้วยกัน
ถ้าพูดถึงการ์ตูนยอดนิยมยุคนี้ไม่ว่าจะเป็น One Piece, My Hero Academia, The Promised Neverland และเรื่องอื่น ๆ อีกหลายเรื่อง แม้ว่าการ์ตูนเหล่านี้จะมีพล็อตแตกต่างกัน แต่เกือบทุกเรื่องมีคอนเซ็ปต์ที่คล้ายกันคือการผจญภัยโดยมีฉากหลังเป็นพลังมิตรภาพ ในขณะที่การ์ตูนแนวลูกผู้ชายกล้ามโตที่ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรมากนอกจากการต่อสู้แบบบ้าพลังแทบจะหายไปจากตลาดเลยก็ว่าได้ ซึ่งแตกต่างจากเมื่อ 20-30 ปีก่อนที่เป็นยุครุ่งเรืองของการ์ตูนแนวนี้ หลายเรื่องขึ้นหิ้งกลายเป็นตำนานที่ยังถูกพูดถึงมาจนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็น ฤทธิ์หมัดดาวเหนือ, ซามูไรพเนจร, จอเกบูลส์ รวมถึงเรื่องที่เราจะพูดถึงกันในวันนี้อย่าง ‘บากิ’ ย้อนความหลัง สำรวจเรื่องราว ‘Baki the Grappler’ หรือที่คนไทยเรียกสั้น ๆ ว่า ‘บากิ’ คือผลงานมังงะจากปลายปากกาของ Keisuke Itagaki ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี 1991 ลงในนิตยสาร Weekly Shōnen Champion ซึ่งถ้านับถึงตอนนี้มังงะเรื่องนี้ก็มีอายุกว่า 28 ปีเข้าไปแล้ว ฉบับรวมเล่มมีทั้งหมด 132 เล่ม โดยแบ่งเป็น 4 ภาค ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมภาคย่อยที่มีอีกไม่น้อย บากิเป็นการ์ตูนที่เล่าเรื่องย่อได้ง่ายที่สุด เพราะทั้งเรื่องแทบจะไม่มีแก่นเรื่องใด ๆ เลยนอกจากการต่อสู้ ว่าด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มมัธยมปลายนาม ‘ฮันมะ บากิ’ ภายนอกเขาก็ดูไม่แตกต่างจากเด็กวัยเดียวกันคนอื่น
ในช่วงนี้ใคร ๆ ก็หันมาทำวิดีโอคอนเทนต์กันทั้งนั้น ตั้งแต่เพลง หนัง ไลฟ์สไตล์ สารพัดอย่างในชีวิตล้วนแต่หันมาตีตลาดวิดีโอกันหมด การดูวิดีโอในสมาร์ทโฟนจึงเป็นสิ่งที่หลายคนคุ้นเคยกันดี จริง ๆ ไม่ใช่แค่วิดีโอคอนเทนต์ เดี๋ยวนี้การดูหนังในสมาร์ทโฟนก็สะดวกสบายกว่าแต่ก่อนมาก ทำให้เราพร้อมดูหนังได้ทุกที่ทุกเวลา ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลเท่าไหร่ เรายิ่งทิ้งอะไรเก่า ๆ ไว้ข้างหลังจนแทบจะไม่ได้หันกลับไปมอง UNLOCKMEN อยากชวนให้เรากลับมาสัมผัสอะไรเก๋า ๆ อย่างการดูวิดีโอจากโทรศัพท์ผ่านทีวีรูปทรงวินเทจอย่าง SMARTPHONE MAGNIFIER ที่จะมาเปลี่ยนบรรยากาศการดูวิดีโอของเราให้คลาสสิกยิ่งขึ้น รับรองว่าถูกใจหนุ่มสายวินเทจอย่างแน่นอน SMARTPHONE MAGNIFIER มันไม่ใช่ทีวีจริง ๆ หรอก (ดูก็รู้แล้ว!) แต่มันคือเครื่องฉายจากสมาร์ทโฟนของเรา แต่เปลี่ยนจากฉายขึ้นผนังแบบที่เคยเห็นกัน แต่เป็นฉายขึ้นจอทีวีทรงวินเทจ ที่จะมาสร้างบรรยากาศเก่า ๆ ที่เราคิดถึง ด้วยดีไซน์สุดเจ๋งบนจอขนาด 9 นิ้ว กว้าง 7.4 นิ้ว สูง 4.8 นิ้ว วัสดุจาก Cardboard น้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายง่าย อยากจะย้ายไปดูที่ห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือแม้แต่สวนหลังบ้านก็ทำได้ นอกจากจะสามารถใช้งานได้จริงแล้ว ยังสามารถเป็นของตกแต่งห้องได้แบบเท่
ทุกการเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย ทั้งต้องต่อสู้กับนิสัยเดิม ๆ ต่อสู้กับความเคยชินของตัวเอง เสียงวิจารณ์ของคนรอบข้าง และอย่างอื่นอีกมากที่จะมาเป็นแบบทดสอบให้เราก้าวข้ามไป UNLOCKMEN จะพามาดูว่า กว่าเราจะเปลี่ยนนิสัยของเราได้นั้น เราจะต้องเจอกับสภาวะ 6 ขั้นตอน มาดูกันว่าเราเข้าใกล้ความสำเร็จไปถึงขั้นไหนแล้ว อาจจะทำให้เราท้อ สับสน แต่เราอยากให้รู้ว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นปกติของการเปลี่ยนแปลง Stage 1: ทบทวนเรื่องที่ผ่านมาและสิ่งที่กำลังจะทำ ขั้นตอนนี้ต่างคนอาจจะใช้เวลาในช่วงนี้ต่างกัน เพราะมันเป็นช่วงที่เราต้องใช้ความคิด ทบทวนว่าก่อนหน้านี้เราทำอะไรมาบ้าง อะไรที่เป็นจุดผิดพลาดที่จะต้องจัดการ อาจจะเป็นช่วงที่เราละล้าละลัง เอาอดีตมาชั่งน้ำหนักกับปัจจุบัน และนึกถึงอนาคตว่าถ้าต้องเปลี่ยนไปจริง ๆ เราจะทำมันได้มั้ย เราจะยอมรับผลของมันได้มากน้อยแค่ไหน แม้ขั้นนี้จะดูเป็นนามธรรม อยู่ในขั้นตอนของความคิด แต่นั่นก็ช่วยทำให้เราตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงกำลังจะเกิดขึ้นไว ๆ นี้แล้ว Stage 2: วางแผน เป็นขั้นตอนต่อจากขั้นที่แล้วแบบชัดเจน หลังจากไตร่ตรองเรื่องที่ผ่านมาจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว พอเห็นภาพรวมทุกอย่างว่าเรากำลังจะทำอะไร ทีนี้ดึงมันออกมาเป็นก้อนใหญ่ แตกแขนงออกมาว่าเราจะแก้ยังไง วิธีไหน ทำให้เราเห็นภาพรวมว่าเราต้องก้าวไปจุดไหนบ้าง และจะจัดการทุกอย่างง่ายขึ้นเยอะ แม้จะฟังดูง่าย ๆ แต่ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่พบว่าคนเรามักจะผัดวันประกันพรุ่งมากที่สุด เพราะมันถึงเวลาที่เราต้องลงสนามจริง ๆ แล้ว ต้องลงมือวางแผนแล้วว่าเราต้องเล่นเกมยังไง เคล็ดลับที่จะทำให้ขั้นตอนนี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่นคือ
แม้ฟุตบอลโลกจะจบลงไปแล้ว แต่ทว่าอีกหนึ่งสีสันการใส่เสื้อฟุตบอล Jersey ในชีวิตประจำวัน ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่สามารถทำได้ไม่ผิดกฎเกณฑ์อีกต่อไป ซึ่งในปัจจุบันแต่ละสโมสรดังต่างพาเหรดกันออกเครื่องแต่งกายชุดแข่งประจำฤดูกาล 2018/2019 ออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยไฮไลท์สำคัญคงจะไปอยู่ชุดแข่งของ Juventus ที่แต่เดิมก็สวยงามอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อได้ซุเปอร์สตาร์อย่าง Cristiano Ronaldo มาใส่ราศีของชุดแข่งก็ทวีคูณความโดดเด่นออกมา แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นบรรดาลีกต่าง ๆ ทั่วยุโรปยังคงไม่เปิดฤดูกาลกไอ้ครั้นจะใส่ไปไหนมาไหน อาจจะยังไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ต่างจากลีกอังกฤษ หรือที่รู้จักกันดีในนาม Premier League ซึ่งเป็นลีกอันดับ 1 ของโลกมีผู้ชมจากทั่วโลกมากที่สุดอีกเช่นกัน ดังนั้นเสื้อแข่งที่สวยจึงเหมือนกับใบเบิกทางความนิยมให้กับทีมนั้น ๆ ได้ ดังนั้นในวันนี้ UNLOCKMEN ขอนำ Top 5 เสื้อแข่งสุดสวยประจำฤดูกาล 2018/2019 ของ Premier League มาแนะนำกันว่าทีมไหนสวยเหมาะแก่การใส่ในชีวิตประจำวันได้บ้าง FULHAM ทีมน้องใหม่หน้าเก่าอย่าง Fulham ที่ตกชั้นร่วงลงจากลีกสูงสุดไปนานกว่า 4 ปี กลับมาคราวนี้ถือว่าทีมดีไซน์ได้ทำการออกแบบชุดแข่งได้อย่างยอดเยี่ยม เมื่อมีเพียง Stripe คาดอกขนาดใหญ่สีดำ พร้อมโลโก้สปอนเซอร์ dafabet สีขาว ที่นำลงมาจัดวางเข้ามา แล้วดูขัดตา ยิ่งบวกกับตรา adidas
แต่ละวินาทีที่เราอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ เป็นแต่ละวินาทีที่อัดแน่นไปด้วยกิจกรรมสุดหลากหลาย ทั้งหน้าที่การงานที่เราต้องทุ่มให้สุดชีวิต ทั้งการใช้ห้วงเวลาแห่งการเที่ยวเล่นแบบสุดขั้วหัวใจ และการพักผ่อนในวันสบาย ๆ เพื่อชาร์จไว้เป็นขุมพลังสำคัญในการก้าวต่อไป ชีวิตของคนรุ่นใหม่อย่างเราจึงไม่ได้ต้องการแค่ความเรียบง่ายที่จำกัดเราไว้แค่การพักผ่อนเท่านั้น แต่เราต้องการพื้นที่ที่ปลดล็อกทุกข้อจำกัดของไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ที่ให้เราได้มากกว่าการพักผ่อน โดยเฉพาะพื้นที่อยู่อาศัยที่จะไม่ได้เป็นแค่ที่ให้เราหอบร่างกลับไปนอนเพื่อให้เวลาในแต่ละคืนผ่านพ้นไป แต่พื้นที่อยู่อาศัยของคนรุ่นใหม่ต้องเป็นแหล่งรวมไลฟ์สไตล์ไร้ขีดจำกัด ที่จะทำให้เราเข้าใจคำว่า LIVING EXTRAORDINARY ได้แบบถึงแก่น ย่านอ่อนนุชจึงเป็นอีกพื้นที่ที่ตอบโจทย์การปลดล็อกขีดจำกัดในการใช้ชีวิตให้กับคนรุ่นใหม่ที่แต่ละวันมีกิจกรรมต้องทำมากมายได้ครบจบในที่เดียว ทั้งการเดินทางที่สะดวกสบายด้วย BTS ทั้งแหล่งเติมเต็มไลฟ์สไตล์แห่งการทำงาน การพักผ่อน และการเล่นแบบสุดเหวี่ยง บอกได้แค่ว่าย่านอ่อนนุชคือทุกคำตอบของชีวิตชาว Urban ไม่ว่าโจทย์ของเราจะเป็นการทำงานแสนหน่วงหนัก การพักผ่อนแสนเนิบช้า หรือการเที่ยวเล่นแสนสนุก CRAFTSMAN BARBER SHOP เริ่มต้นปลดล็อกขีดจำกัดแห่งไลฟ์สไตล์ขั้นแรกด้วยการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ตัดผมในร้านสุดชิคแห่งยุคสมัยดูสักครั้ง ผู้ชายยุคใหม่มักประสบปัญหาในการหาร้านตัดแต่งทรงผมที่ถูกใจได้ยากแสนยาก บ่อยครั้งเลยต้องดิ่งไปย่านใจกลางเมืองที่พ่วงมาด้วยรถติดสาหัส การหาที่จอดรถสุดยากเย็น แต่ที่อ่อนนุช CRAFTSMAN BARBER SHOP แฝงตัวอย่างแนบเนียนเพื่อรอให้ผู้ชายรุ่นใหม่ได้ปลดล็อกไลฟ์สไตล์แฟชั่นทรงผมแบบที่ไม่ต้องเหนื่อยไปไหนไกล ขีดจำกัดเดิม ๆ อย่างการต้องนั่งรอตัดผมอย่างน่าเหนื่อยหน่ายก็จะถูกปลดล็อกอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ CRAFTSMAN BARBER SHOP มีบริการกาแฟดริป รวมถึงเบียร์เย็นฉ่ำใจพร้อมเสิร์ฟให้เราระหว่างการรอ ที่สำคัญบรรยากาศแบบวินเทจและการตกแต่งที่แสดงออกถึงความพิถีพิถันภายในร้าน จะยิ่งทำให้เรารับรู้ได้เลยว่า CRAFTSMAN BARBER SHOP ที่ฝังตัวอยู่ในย่านอ่อนนุชแห่งนี้นี่แหละที่จะปลดล็อกทรงผมคูล ๆ หรือแม้แต่ทรงหนวดเคราเท่


