World

BEST SNIPERS: เรื่องราวของ 5 นักแม่นปืนมือพระกาฬ ที่สร้างชื่อจากสมรภูมิเดือด

By: TOISAN May 14, 2019

สงครามสร้างความสูญเสียไม่ว่ากับใคร โดยเฉพาะกับเหล่าทหารกล้าที่อยู่ในสมรภูมิรบที่ต้องทำภารกิจที่ได้รับควบคู่กับการพยายามเอาชีวิตรอด UNLOCKMEN จะพาไปทำความรู้จักกับยอดนักแม่นปืน 5 คน จากกองทัพนาวิกโยธินสหรัฐ ฯ กองทัพแดง และกองทัพฟินแลนด์ ที่มีวีรกรรมสุดโหดในสงครามมาเล่าให้คนรุ่นหลังได้ฟังกัน

 

Carlos Norman Hathcock 

Carlos Norman Hathcock ชายหนุ่มผู้มีชื่อเสียงเรื่องความแม่นยำก่อนหน้าที่จะเข้ามาในหน่วยนาวิกโยธินสหรัฐฯ เสียอีก เพราะเขาเป็นนักแม่นปืนที่ชอบแข่งขันล่าเงินรางวัล และเมื่อเขาได้เป็นทหารก็ยิ่งสร้างชื่อเสียงเพิ่มขึ้นด้วนผลงานโดดเด่นจากสงครามเวียดนาม จากการสังหารเป้าหมายกว่า 93 ราย ที่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นฝีมือการยิงของเขา แถมยังมีอีกหลายร้อยคนที่เขาสังหารไปแต่ไม่สามารถยืนยันรายชื่อของผู้เสียชีวิตได้

ด้วยวีรกรรมความโหดของ Hathcock ทำให้มีเรื่องเล่าตำนานเกี่ยวกับเขา เรื่องการตั้งค่าหัวที่สูงถึง 30,000 ดอลลาร์ คิดเป็นค่าเงินไทยปัจจุบันประมาณ 960,000 บาท จากสาเหตุที่นักแม่นปืนมือดีที่สุดของเวียดนามโดน Hathcock ยิงทะลุเข้าลูกตา รวมถึงอีกหนึ่งตำนานเกี่ยวกับภารกิจสุดโหดที่เขาต้องคลานเข้าพงหญ้าเพื่อไปยิงหัวนายพลเวียดนามระยะประชิด และสามารถหนีกลับฐานได้อย่างปลอดภัย 

จากตำนานและผลงานบ้าระห่ำจำนวนนับไม่ถ้วนทำให้ Carlos Norman Hathcock มักเป็นทหารที่จะต้องถูกกล่าวถึงทุกครั้งที่ถูกถึงสงครามเวียดนาม 

 

Charles Chuck Mawhinney

Charles Chuck Mawhinney เติบโตและเข้าร่วมสงครามเวียดนามเช่นเดียวกับ Carlos Hathcock เขาสร้างผลงานสังหารเป้าหมายได้หลายร้อยคน แต่หลังจากปลดประจำการจากกองทัพนาวิกโยธิน Mawhinney ปิดปากเงียบเกี่ยวกับภารกิจที่เขาได้รับในสงครามเวียดนาม และไม่ยอมบอกใครว่าเขาคือหนึ่งในวีรบุรุษสงครามที่มีบทบาทมากไม่แพ้ใคร

หลังจากสิ้นสุดสงครามเวียดนามประมาณ 20 ปี Mawhinney ยังคงไม่ยอมปริปากถึงเรื่องราวครั้งที่ไปรบ และผันตัวกลายเป็นครูฝึกสอนยิงปืน กลุ่มเพื่อนร่วมสนามรบของเขาเปิดเผยเรื่องราวการสังหารเป้าหมายของเขาว่าฝีมือการซุ่มยิงของ Mawhinney ที่นับว่าหาตัวจับยาก เพราะระยะการซุ่มยิงของเขาจะอยู่ระหว่าง 300-800 หลา แต่ก็มีหลายครั้งที่จะต้องไกลถึง 1,000 หลา ความสามารถที่ล้นเหลือของเขามีมากจนเพื่อนในกลุ่มทนไม่ไหวต้องเล่าให้คนรุ่นหลังได้ฟังความแม่นในครั้งนี้

 

Adelbert F Waldron

Adelbert F Waldron เป็นชายที่สร้างชื่อจากสงครามเวียดนามเช่นเดียวกัน และสามารถเก็บทหารเวียดนามเหนือได้ 109 คน เรื่องราวความแม่นยำของเขาถูกบันทึกไว้ในหนังสือ Inside the Crosshairs: Sniper in Vietnam โดย Michael Lee Lanning บรรยายรายละเอียดให้เห็นภาพจากความตอนหนึ่งว่า

บ่ายวันหนึ่งขณะที่กองทัพของสหรัฐฯ กำลังลาดตระเวนด้วยการแล่นเรืออยู่ในแม่น้ำโขง กลับถูกข้าศึกสาดกระสุนมาจากชายฝั่งและกระสุนโดนเรือ ช่วงเวลาที่คนอื่น ๆ ต่างตื่นตระหนักและหาที่ซ่อนเพื่อหลบลูกปืนแต่จ่า Waldron กวาดสายตามองหาข้าศึกและยกปืนขึ้นเล็งนักซุ่มยิงชาวเวียดกงตกจากต้นมะพร้าวที่อยู่ห่างออกไปราว 900 หลา ซึ่ง Waldron แสดงให้เห็นว่าทหารที่ดีจะต้องมีสติตลอดเวลา

 

Simo Hayha

เราอาจพูดถึงสงครามเวียดนามกันมามากแล้ว จึงอยากย้อนกลับไปยังช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่สอง กับชายชาวฟินแลนด์ที่ชื่อว่า Simo Hayha เขาเป็นนักแม่นปืนประจำกองทัพฟินแลนด์ โลดแล่นอยู่ในช่วงสงครามฤดูหนาวที่เกิดขึ้นช่วงต้นของสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งสงครามครั้งนี้มีสาเหตุมาจากประเทศฟินแลนด์ปฏิเสธการตั้งฐานทัพของโซเวียตและไม่ยอมยกดินแดนให้

ถึงแม้ว่ากองกำลังของฟินแลนด์จะด้อยกว่ากองทัพของโซเวียตเกือบทุกด้านทั้งกำลังคนและอาวุธ แต่ข้อได้เปรียบใหญ่ที่ทำให้การต่อสู้ของทั้งสองประเทศสูสีกันคือสนามรบที่อยู่ในเขตของฟินแลนด์ การชำนาญเส้นทางและข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ รวมถึงฝีมือการยิงระยะไกลของ Simo กับการกำจัดทหารโซเวียตด้วยปืนไรเฟิลไม่ติดกล้องจำนวนกว่า 505 ราย ประกอบกับการใช้ปืนกลกำจัดศัตรูอีก 200 กว่าคน ทำให้เขาถูกเรียกว่า White Death

เหตุที่ Simo ถูกผู้คนเรียกว่าเป็นความตายสีขาวนั่นเป็นเพราะสงครามฤดูหนาวต่อสู้กันในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยหิมะ และเขาก็เชี่ยวชาญพื้นที่และรู้ทริกเล็ก ๆ แต่สามารถพลิกสถานการณ์ได้อย่างน่าทึ่ง เช่น ปืนไรเฟิลของเขาจะไม่ติดกล้องเพราะกระจกจะสะท้อนกับหิมะและทำให้ศัตรูมองเห็นง่าย Simo จึงเป็นปีศาจหิมะที่หากสู้กันในสมรภูมิที่ปกคลุมด้วยหิมะ ยากที่ใครจะสามารถเอาชนะเขาได้

อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าเขาจะฉลาด ว่องไว และไร้เทียมทาน แต่กระสุนของปืนไรเฟิลก็ไม่อาจจะสู้กับความแรงของปืนใหญ่ ระหว่างที่เขากำลังลงสนามตามปกติ Simo ถูกกระสุนปืนใหญ่ยิงจนทำให้เขาบาดเจ็บสาหัส (แต่บางบันทึกระบุว่าเขาถูกทหารโซเวียตกราดยิงโดนใบหน้าด้านซ้าย) และผลสุดท้ายกองทัพของโซเวียตก็สามารถบุกเข้าฟินแลนด์ได้สำเร็จ 

ผลของสงครามทำให้ใบหน้าของ Simo เสียโฉมหนักและต้องศัลยกรรมใบหน้าใหม่ หลังจากสงครามสิ้นสุดลงเขาได้รับการยกย่องให้เป็นวีรบุรุษสงคราม Simo ใช้ชีวิตบั้นปลายตามแบบผู้ชายทั่วไปและจากไปอย่างสงบในปี 2002 ด้วยวัย 96 ปี

 

Vasily Zaytsev

Vasily Zaytsev เด็กชายที่เติบโตมากับครอบครัวปศุสัตว์ในเมืองเล็ก ๆ ของสหภาพโซเวียต เมื่อโตขึ้นเขาเป็นทหารของกองทัพแดงและก้าวเข้าสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 เขาสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองจากยุทธการสตาลินกราด ที่ถือว่าเป็นอีกหนึ่งยุทธการโด่งดังในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 โดย Vasily สามารถเก็บทหารนาซี 5 คนรวดต่อหน้าหัวหน้ากองสิ่งพิมพ์ และทำให้เหตุการณ์ดังกล่าวขึ้นหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์วันถัดมา

Vasily สังหารทหารฝ่ายตรงข้ามในยุทธการสตาลินกราดไป 225 นาย ทั้งทหารของนาซีและทหารอื่น ๆ ของฝ่ายอักษะ ด้วยอาวุธคู่กายอย่างปืนไรเฟิล Mosin อันโด่งดังของโซเวียตที่มีระยะหวังผล 900 เมตร และในสนามรบอื่นอีกกว่า 400 คน และผู้เล่าว่าในบางครั้งการยิงของเขาหวังผลได้ไกลกว่าหนึ่งกิโลเมตร ด้วยฝีมือที่แม่นยำจึงทำให้เขารับรางวัลเกียรติยศมากมายจากกองทัพ เช่น Hero of the Soviet Union และ Order of the Patriotic War (First Class) เป็นต้น

เรื่องราวที่น่าตื่นเต้นในบรรยากาศของสงครามโลกกับฝีมือที่เลื่องลือไปทั่วทำให้มีคนหยิบเรื่องของ Vasily Zaytsev มาสร้างเป็นหนัง Enemy at the Gates (2001) โดยมีชื่อไทยว่ากระสุนสังหารพลิกโลก 

อย่างไรก็ตามทาง UNLOCKMEN ก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเรื่องราวทั้งหมดนั้นเป็นจริงอย่างที่เห็นตามบันทึก เพราะเป็นปกติของประเทศมหาอำนาจที่จะเสริมเติมแต่งเรื่องราวเล็กน้อยเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่น่าเกรงขาม ยิ่งในช่วงที่กำลังมีสงครามด้วยแล้ว การข่มขวัญศัตรูถือเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องทำอย่างยิ่ง 

ในช่วงสงครามเป็นเรื่องปกติที่เราจะต้องสังหารฝ่ายตรงข้าม บางครั้งอาจดูโหดร้ายเกินไป แต่หากก้าวเท้าเข้าสู่สงครามแล้วเกิดเห็นใจฝ่ายตรงข้าม คนที่ต้องพลาดพลั้งจนเสียชีวิตอาจเป็นเรา การสังหารของเหล่านักแม่นปืนทั้ง 5 คนนั้นจึงเป็นหน้าที่ที่เขาต้องทำ ถึงแม้สงครามจะไม่ใช่เรื่องที่ดีแต่วีรกรรมและเรื่องราวของพวกเขาจะถูกบันทึกไว้เตือนใจว่าแม้ใครจะเป็นฝ่ายชนะแต่สงครามล้วนสร้างความสูญเสียให้กับทุกฝ่ายอยู่ดี 

 

SOURCE 1 2 3 4 5

TOISAN
WRITER: TOISAN
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line