Advertisement
Entertainment

หนังโคตรดีปี 1996 ครบรอบ 25 ปี ของหนัง Blockbuster และหนังสไตล์จัดจ้าน

By: unlockmen August 24, 2021

หากเอ่ยถึงวาระที่ย่างเข้า 25 ปี แฟน UNLOCKMEN ก็คงคิดถึงวัยเบญจเพสอันแสนร้อนรุ่ม วัยที่เพิ่งผ่านพ้นความเป็นวัยรุ่นเพื่อก้าวสู่วัยผู้ใหญ่อย่างเต็มตัว ย้อนกลับไปเมื่อ 25 ปีก่อน ในตอนนั้นวงการภาพยนตร์ก็เต็มไปด้วยสีสันของหนังหลากแนว ไม่ว่าจะเป็นจุดสูงสุดของหนัง Blockbuster ที่ทำเงินถล่มทลาย รวมไปถึงหนังอินดี้สีสันจัดจ้านมากมายที่กลายมาเป็นจุดพลิกผันครั้งสำคัญของวงการ

เรามาย้อนความทรงจำของหนังช่วงกลางยุค 90s มาดูกันว่าจุดเริ่มต้นเหล่านี้ ได้ส่งผลอะไรต่อวงการหนังในปัจจุบันกันบ้าง

Independence Day

ภาพของมหานครไม่ว่าจะเป็นทำเนียบขาว หรือแลนด์มาร์คต่าง ๆ ถูกจานบินลึกลับจากนอกโลกถล่มจนราบเป็นหน้ากลอง ในยุคปัจจุบันอาจจะดูเป็นภาพที่แสนจะชาชินและธรรมดา แต่ทว่าเมื่อ 25 ปีที่แล้ว ภาพเหล่านั้นต่างเป็นภาพที่ชวนตื่นตาสำหรับผู้ชมที่ได้ชมกันในโรงภาพยนตร์ สำหรับหนังไซไฟโลกถล่มแผ่นดินทลายในหนัง Independence Day หรือ ID4 หนังแนวโลกวิบัติผสมผสานกับการครองโลกของเหล่าเอเลี่ยน กลายเป็นโปรแกรมเด็ดของหนังยักษ์ต้อนรับซัมเมอร์ที่ทุกคนต้องดู ผู้กำกับ Roland Emmerich ที่เพิ่งผ่านงานหนังไซไฟลึกลับอย่าง Stargate สานต่อเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตจากต่างดาว ที่มาจู่โจมโลกใบนี้ได้อย่างทรงพลัง บวกกับพลังดาราที่มากันล้นจอ ตั้งแต่ Will Smith ที่เพิ่งแจ้งเกิดจาก Bad Boys มาขับยานต่อสู้กับเหล่าเอเลี่ยนได้สุดกวน หรือสุนทรพจน์อันทรงพลังของ Bill Pullman ที่รับบทประธานาธิบดีที่ประกาศอิสรภาพพร้อมร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับเหล่าทหาร ทำให้หนังเรื่องนี้ เป็น Popcorn Movie ที่สนุก ตื่นเต้น และตื่นตาตื่นใจอย่างมากในยุคนั้นเลยทีเดียว

25 ปีต่อมา
แม้จะมีการเฉลิมฉลอง 20 ปี ID4 ด้วยหนังภาคต่อ Independence Day: Resurgence (2011) ที่สู้ภาคแรกไม่ได้ทั้งคุณภาพและรายได้ แต่ ID4 ต้นฉบับก็เป็นต้นตำรับของหนังฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย ที่กลายเป็นต้นแบบของหนังผสาน CGI ยุคใหม่ที่กลายเป็นหนึ่งในแนวหนังที่ถูกจับจองในโปรแกรมยักษ์ต้อนรับซัมเมอร์ของทุกปี ส่วนทีมนักแสดงอย่าง Will Smith หลังจากหนังเรื่องนี้ก็กลายเป็นนักแสดงแถวหน้าของฮอลลีวูดในทันที ในปลายปี 2021 นี้ เขากำลังมีผลงานหนังเรื่อง King Richard ที่สร้างจากเรื่องจริงของโค้ชเทนนิสชื่อดัง Richard Williams ที่สร้างแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ให้กับนักกีฬาพี่น้องอย่าง Venus และ Serena Williams


The Rock

คุกอัลคาทราช คุกกลางเกาะในตำนานที่แหกยากที่สุดในประวัติศาสตร์ ถูกนำมายำใหญ่ให้กลายเป็นหนังแอ๊คชั่นฟอร์มยักษ์ที่เป็นช่วงเวลาสำคัญทั้งตัวผู้กำกับอย่าง Michael Bay ที่เพิ่งขึ้นหม้อจากการทำหนังล้ำสไตล์อย่าง Bad Boys รวมไปถึงการกลับมาอย่างสมศักดิ์ศรีของ Nicholas Cage ที่เปลี่ยนภาพลักษณ์จนกลายร่างเป็นนักแสดงหนังแอ๊คชั่นแห่งยุค 90s รวมไปถึงนักแสดงสุดเก๋าในตำนานอย่าง Sean Connery ในบทอดีตนักโทษผู้เคยแหกคุกได้สำเร็จ ที่ร่วมมือกันยับยั้งนายทหารที่โดนรัฐบาลหักหลัง จึงจับเหล่านักท่องเที่ยวคุกโหดนี้เป็นตัวประกันพร้อมอาวุธชีวภาพ นำไปสู่ฉากไคลแมกซ์อันยิ่งใหญ่ แอ๊คชั่นที่เน้นภาพสวย ทำให้หนัง The Rock กลายร่างเป็นหนังแอ๊คชั่นที่ได้รับการจดจำจวบจนปัจจุบัน อ้อ…หลายคนอาจจะยังไม่รู้ หนังเรื่อง The Rock นี้เขียนบทโดย Quentin Tarantino ที่เขียนบทร่วมแบบไม่รับเครดิตด้วยนะ

25 ปีต่อมา
แม้คนดูหนังจะจดจำชื่อ The Rock ในฐานะนักแสดงหนังแอ๊คชั่นตัวหนา แต่ว่าหนัง The Rock นี้ก็ยังเป็นหนังแอ๊คชั่นชั้นดีที่คนดูยุค 90s มักหยิบมาดูเสมอไม่มีเบื่อ ส่วนผู้กำกับ Michael Bay กลายเป็นผู้กำกับหนัง CG อย่างหนังชุด Transformers จนนึกว่าจะไม่กลับมากำกับหนังแอ๊คชั่นเท่ ๆ แบบ The Rock ได้อีก แต่ผลงานล่าสุดอย่าง 6 Underground ที่ฉายทาง Netflix ก็ทำให้เราใจชื่นว่าราชาหนังแอ๊คชั่นวิชวลเจ๋งกำลังจะกลับมาแล้ว ส่วน Nicholas Cage ก็มีผลงานเดี๋ยวดีเดี๋ยวแย่มาตลอด 25 ปีที่ผ่านมา และเพิ่งมีหนังเรื่อง Pig หนังแอ๊คชั่นเลือดเดือดของเจ้าของหมูที่สู้ยิบตาเพื่อทวงคืนหมูของตน ที่ว่ากันว่เป็นการกลับมาอย่างสมศักดิ์ศรีของเขากันเลยทีเดียว


Mission: Impossible

ไม่ใช่แค่ The Rock เท่านั้นที่เป็นต้นฉบับของหนังแอ๊คชั่นยุคใหม่ เพราะหนังอีกเรื่องที่กลายร่างมาเป็นแฟรนไชส์จวบจนปัจจุบัน คือหนังสายลับสองหน้าอย่าง Mission: Impossible ที่เริ่มตำนานความมันส์ในปี 1996 นี้เอง

Mission: Impossible แรกเริ่มเดิมทีเป็นหนังที่สร้างจากซีรีส์ชื่อเดียวกันเรื่องดังในยุค 60 และ Brian De Palma ได้นำมาดัดแปลงใหม่โดยให้ซูเปอร์สตาร์แห่งยุค Tom Cruise มารับบทบาท โดยภาคแรกหนังได้คงเอกลักษณ์ของซีรีส์เดิมเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นการเผชิญหน้ากับสายลับสงครามเย็น ไปจนถึงการจำแลงแปลงกายในรูปแบบสายลับพันหน้า ก่อนจะทวีความเดือดและความมันส์เพิ่มขึ้นในภาคต่อ ๆ ไป และกลายเป็นการโชว์ฉากเสี่ยงตายของ Tom Cruise ที่เล่นจริงเจ็บจริงไม่อิงผู้แสดงแทน ซึ่งภาคแรกนี้แม้จะไม่ดุเดือดเหมือนภาคหลัง ๆ แต่หลายคนน่าจะจำฉากโรยตัวแบบสุดระทึกของพระเอกของเราได้จนติดตา

25 ปีต่อมา
Mission: Impossible เดินทางมาถึงภาคที่ 7 โดยขณะนี้ Tom Cruise และผู้กำกับคู่ใจ Christopher McQuarrie ที่ร่วมงานกันมาเป็นภาคที่ 3 แล้ว ต่างขมักเขม้นถ่ายทำท่ามกลางวิกฤตระบาดของ COVID-19 อย่างหนักหน่วง ซึ่งมีข่าวว่า Tom Cruise ได้โวยทีมงานที่ไม่รักษากฏอย่างเคร่งครัดมาหลายต่อหลายรอบ ซึ่งความล่าช้าจากการถ่ายทำนี้ สาเหตุจากโรคระบาดแล้ว ครั้งนี้จะเป็นการทำต่อเนื่องภาค 7 ภาค 8 กันเลยทีเดียว โดยวางโปรแกรมฉายไว้ที่ปี 2022 และ 2023 เรามาดูกันว่าครั้งนี้ Ethan Hunt ของเราจะเสี่ยงตายในรูปแบบไหน


From Dusk till Dawn

ในช่วงยุค 90s ดูจะเป็นยุคทองของคู่หูอินดี้ฟิล์มเมคเกอร์อย่าง Robert Rodriguez และ Quentin Tarantino เป็นอย่างมาก จากที่ทั้ง 2 เคยทำหนังสั้นคนละตอนรวมอยู่ในหนัง Four Rooms (1995) และในปีต่อมา ในที่สุดทั้ง 2 ก็โคจรมาพบกันในหนังเรื่อง From Dusk Till Dawn นี้ โดย Rodríguez รับหน้าที่กำกับ ส่วน Tarantino รับหน้าที่เขียนบทและร่วมแสดง

โดยหนัง Hybrid เรื่องนี้ครึ่งเรื่องแรกเล่าถึง 2 โจรโฉดที่ลักพาตัวบาทหลวงและลูกสาวทั้งสอง ข้ามประเทศมายังดินแดนเถื่อนแถบเม็กซิโก แต่ครึ่งเรื่องหลังกลับหักมุม 360 องศาด้วยการปรากฏตัวของเหล่าแวมไพร์กระหายเลือด ที่เหล่านักฆ่าและเหยื่อที่ถูกลักพาตัวต้องเอาตัวให้รอดจากวิกฤตครั้งนี้ หนังสนุก ดิบ มันส์เลือดสาดเรื่องนี้สร้างความเซอร์ไพรซ์และความทึ่งให้กับคนดูอย่างมาก ขณะเดียวกันก็แจ้งเกิดพระเอกหนุ่มรูปหล่อในตอนนั้นอย่าง George Clooney จนคว้ารางวัล MTV Movie Awards สาขานักแสดงหน้าใหม่ยอดเยี่ยมหน้าใหม่ไปครอง และอีกหนึ่งนักแสดงที่แจ้งเกิดก็คือ Salma Hayek ในบทแวมไพร์สาวสุดอึ๋ม เช่นกัน

25 ปีต่อมา
From Dusk Till Dawn ไปได้ไกลจนสามารถทำภาคต่อได้อีก 2 ภาค ได้แก่ From Dusk Till Dawn 2: Texas Blood Money (1999) และ From Dusk Till Dawn 3: The Hangman’s Daughter (2000) รวมไปถึงทำซีรีส์อีก 3 ซีซัน ส่วนคู่หูนักทำหนังอย่าง Rodriguez ก็ยังคงทำหนังอย่างต่อเนื่องแม้จะลดดีกรีความห่ามโดยการทำหนังให้เด็กดูอย่างล่าสุด We Can Be Heroes (2000) ที่ฉายทาง Netflix และมีหนังสั้นที่เสร็จแล้วเรื่อง 100 Years แต่คงไม่มีโอกาสได้ดู เพราะหนังวางปีฉายเอาไว้ที่ปี 2115 …ใช่แล้วอีก 94 ปีข้างหน้า ใครยังคงมีชีวิตถึงปีนั้นก็ฝากดูด้วย ส่วน Tarantino หลังจากที่มีผลงานอย่าง Once Upon a Time in Hollywood (2019) และออกนิยายเรื่องเดียวกันนี้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ร่ำ ๆ ว่าแกอาจจะทำ Kill Bill 3 ซึ่งยังเป็นอนาคตอันไกลและไม่แน่นอนว่าจะทำหรือเปล่า ก็รอกันต่อไปว่าข่าวนี้จะจริงหรือเท็จ


Trainspotting

หนังอินดี้ขี้ยาที่สร้างปรากฏการณ์กระหึ่มเกาะอังกฤษมาแล้ว เรื่องราวของกลุ่มขี้ยาไร้อนาคตที่ดันเขยิบฐานะจากผู้เสพย์เป็นผู้ขาย และกลายเป็นเรื่องราวใหญ่โตจนเกินจะควบคุมนี้ ได้แจ้งเกิดทั้งผู้กำกับ Danny Boyle และพระเอกของเรื่อง Ewan McGregor ให้โด่งดังในชั่วข้ามคืน นอกจากนี้ยังสะท้อนช่วงเวลาสุดเจ๋งของ Britpop Culture ได้อย่างยิ่งใหญ่และงดงามอีกด้วย ซึ่งหนังเรื่องนี้ไม่บันยะบันยังในการเสนอภาพการฉีดผงเข้าเส้น และสะท้อนภาพอาการไฮยาได้อย่างชัดเจน จนถูกแบนในหลายประเทศ แต่ถึงกระนั้น กาลเวลาก็พิสูจน์แล้วว่ากลุ่มคนกลุ่มนี้คือกลุ่มคนเท่แห่งทศวรรษ และเป็นช่วงเวลาของหนังสไตล์จัดจ้านที่ทรงอิทธิพลเรื่องหนึ่งของยุค

25 ปีต่อมา
ได้มีภาคต่อ T2: Trainspotting ออกฉายในวาระครบรอบ 20 ปี และกำลังจะมีภาค 3 ตามมาในฉบับนิยาย ส่วนผู้กำกับ Danny Boyle หลังจากหนัง Yesterday (2019) หนังรอมคอมที่ตั้งคำถามว่าเมื่อโลกนี้ไม่มี The Beatles แล้วจะเกิดอะไรขึ้น ก็ยังไม่มีผลงานใหม่มาให้ชม ส่วนพระเอกของเรา กำลังจะมีซีรีส์ภาคแยกของคาแรคเตอร์จาก Star Wars ในตำนานอย่าง Obi-Wan Kenobi ออกฉายในปีหน้า


William Shakespeare’s Romeo + Juliet

หากเอ่ยถึงหนังเปี่ยมล้นด้วยสไตล์ในปีนี้ ไม่ได้มีเพียง Trainspotting เรื่องเดียวเท่านั้น เพราะฟากฝั่งฮอลลีวูดก็มีหนังสีสันจัดจ้านอย่าง William Shakespeare’s Romeo + Juliet ซึ่งผู้กำกับ Baz Luhrmann ได้ดัดแปลงบทประพันธ์อมตะคลาสสิคอายุเกิน 100 ปี ให้กลายเป็นงานที่ล้ำสไตล์ในยุคปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่นที่จัดจ้าน รวมไปถึงการถ่ายภาพ การตัดต่อ และดนตรีประกอบที่ล้ำสมัยอย่างมากอีกด้วย ซึ่งหนังได้ส่งผลให้คู่ขวัญ Leonardo DiCaprio สุดหล่อในลุคเสื้อฮาวาย และ Claire Danes กลายเป็นคู่ขวัญบนจออีกด้วย (แต่นอกจอทั้งคู่ทะเลาะกันแบบไม่เผาผีเลย) แต่เสน่ห์ที่ทำให้หนังเรื่องนี้แปลกประหลาดและแตกต่างกับหนัง Romeo + Juliet เวอร์ชั่นอื่น ๆ ก็ตรงที่หนังดูแฟชั่นจ๋า ๆ แต่บทพูดกลับมาในรูปแบบที่คัดลอกมาจากบทประพันธ์ของ William Shakespeare โดยตรง ทำให้หนังดูคูลอย่างมาก ๆ

25 ปีต่อมา
Baz Luhrmann ผู้กำกับของเรื่อง กลายเป็นผู้กำกับที่ได้รับฉายาผู้สร้างหนังเวอร์วังอลังการ เพราะหนังหลังจากนั้น เต็มไปด้วยโปรดัคชั่นและคอสตูมที่สุดอลังการ ไม่ว่าจะเป็น Moulin Rouge! (2001) Australia (2008) และ The Great Gatsby (2013) ส่วนปีหน้าก็รอชมหนังชีวประวัติของราชาร็อคแอนด์โรลในตำนาน Elvis Presley ที่เป็นหนังเรื่องแรกในรอบ 9 ปีของผู้กำกับคนนี้ได้เลย ส่วนนักแสดงคู่ขวัญนั้น เริ่มด้วย DiCaprio รอชม Don’t Look Up ปลายปีนี้ทาง Netflix ส่วน Danes นั้นหลังจากแจ้งเกิดในซีรีส์ Homeland ก็ไม่ค่อยเห็นเธอบนจอหนังสักเท่าไหร่


Scream

หนังแนวเชือดหวีดสยองที่เคยเรืองรองในยุค 70s-80s ถูกปลุกชีพอีกครั้งด้วยหนังที่เสมือนเป็นการคารวะหนังตระกูลหน้ากากโรคจิตให้กลับคืนมาอีกครั้ง Scream คือหนังที่สร้างชื่อให้ Kevin Williamson ให้เป็นราชาหนังเขย่าขวัญคนใหม่ของวงการ กลายเป็นนักเขียนบทคิวทอง ที่นำเรื่องราวของนักฆ่าโรคจิตเจ้าของหน้ากากหวีดสุดหลอน กลับมาฆ่าคนอย่างเลือดเย็นจนกลายเป็น Pop Culture สำคัญแห่งยุค และทำให้หน้ากากนี้ขายดีพอ ๆ กับหน้ากากฮอคกี้จากหนัง Friday the 13th ในเทศกาลฮัลโลวีนเช่นกัน จนเกิดช่วงเวลาที่หนังหวีดกลับมามีความนิยมในหมู่วัยรุ่นอีกครั้ง นอกจากนั้นยังแจ้งเกิด Neve Campbell ในฐานะราชินีหนังหวีดยุค 90s จนโด่งดังอีกด้วย

25 ปีต่อมา
หลังจากสร้างเสียงหวีดมาแล้วในรูปแบบภาพยนตร์ถึง 4 ภาค และในรูปแบบซีรีส์มา 3 ซีซัน บัดนี้เสียงหวีดครั้งที่ 5 จะกลับมาอีกครั้งต้นปี 2022 โดยทีมนักแสดงชุดเดิม มารอหวีดให้สุดเสียงพร้อม ๆ กัน 2022 นี้


Fargo

แม้บนเวทีออสการ์ในปีนั้น รางวัลสูงสุดที่คว้าหนังยอดเยี่ยมจะตกเป็นของ The English Patient แต่ในระยะยืนยาว หนังที่มีชัยเหนือกว่ากลับเป็นหนังเรื่องนี้ Fargo เป็นหนังอาชญากรรมตลกร้าย ที่เริ่มต้นจากเซลล์แมนวางแผนจ้างโจรกระจอกมาจับเมียตัวเองไปเรียกค่าไถ่จากพ่อตา แต่ทว่าเงินที่ได้มากลับร้อนจนขยายเรื่องราวให้บานปลายมากขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่สามารถถควบคุมแผนของตนได้อีกต่อไป หนังเต็มไปด้วยคาแรคเตอร์พิลึกพิลั่น ขณะเดียวกันก็ขมวดอารมณ์จากตลกร้ายให้ดาร์คขึ้นเรื่อย ๆ นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของพี่น้อง Joel และ Ethan Cohen ที่ทำให้เขาก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้กำกับหนังที่เปี่ยมล้นด้วยสไตล์ส่วนตัว ที่สามารถสร้างเสียงหัวเราะบนสถานการณ์คับขันที่ความเป็นและความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม ได้อย่างยอดเยี่ยม และที่ขาดไม่ได้คือบทบาทของ Frances McDormand ตำรวจสาวท้องแก่ที่ต้องกระเตงบุตรในครรภ์พร้อมกับการสืบสวนสอบสวนที่สุดทุลักทุเล

25 ปีต่อมา
หลังคว้ารางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม Joel และ Ethan Cohen ก็เดินหน้าสร้างสรรค์งานที่เต็มไปด้วยลายเซ็นของเขาอีกหลายต่อหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น The Big Lebowski (1998), O Brother, Where Art Thou? (2000), No Country for Old Men (2007), True Grit (2010) และเรื่องล่าสุด The Ballad of Buster Scruggs (2018) ที่ฉายทาง Netflix น่าเสียดายที่หนังเรื่องต่อไปของเขา The Tragedy of Macbeth ที่จะออกฉายปลายปีนั้น เป็นหนังเรื่องแรกที่ Joel กำกับเพียงคนเดียว ส่วน Ethan ขอพักยาวเพื่อลองทำงานศิลปะในรูปแบบอื่นบ้าง ส่วน Frances McDormand หลังจากเพิ่งคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงตัวที่ 3 จาก Nomadland เธอก็จะมีหนังเรื่อง The Tragedy of Macbeth เดียวกันนี้แหละเป็นหนังเรื่องต่อไป มาดูกันว่าเธอจะสามารถสร้างสถิติใหม่ด้วยการคว้าเป็นตัวที่ 4 จากหนังเรื่องนี้ได้หรือไม่


Jerry Maguire

หนังโรแมนติกแบบแมน ๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจยิ่งใหญ่ให้กับคนดูในยุคนั้น เรื่องของเอเยนต์นักกีฬาหนุ่มไฟแรง ที่ถูกไล่ออกเพราะเห็นใจนักกีฬาของตนที่โหมแข่งหนักจนหวิดพิการแต่บริษัทยักษ์ใหญ่ กลับมองพวกเขาคือเครื่องจักร ทำให้ Jerry Maguire ตัดสินใจตั้งบริษัทเล็ก ๆ และดูแลนักกีฬาที่พูดมากเพียงคนเดียว ในขณะเดียวกันความรักที่หญิงสาวซิงเกิ้ลมัม ก็นำมาสู่การเติมเต็มชีวิตที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและน้ำตา

หนังเรื่องนี้ เป็นคัมภีร์ไบเบิ้ลให้กับคนวัยทำงานที่ตั้งคำถามถึงการชีวิตที่เราจำต้องทนทุกข์อยู่กับองค์กรใหญ่ที่เห็นพนักงานเป็นเครื่องจักรแต่ก้าวหน้า หรือจะยอมถอยออกมาก้าวช้า ๆ กับความสุขของชีวิตในพื้นที่เล็ก ๆ แต่ว่ามั่นคงโดยมีคนที่รักพร้อมอยู่เคียงข้างไม่ว่ายามทุกข์หรือสุข หนังอิ่มอุ่นอิ่มเอมในยุคแห่งการแสวงหาความก้าวหน้าจนลืมไปว่าอ้อมกอดของคนข้างหลังนั้นอบอุ่นเพียงไร

25 ปีต่อมา
แน่นอนว่าในยุคที่การทำงานได้เปลี่ยนไปตามกาลเวลา แม้กระทั่งบริษัทใหญ่ ๆ ต่างก็เปลี่ยนวิธีการทำงานเพื่อลดระดับความเครียดของพนักงานลงเพื่อให้การทำงานเต็มไปด้วยความสุข ส่วนหลายคนยึดถือหนังเรื่องนี้เป็นคัมภีร์ก็ได้สร้างรากฐานจากจุดเล็ก ๆ จนเติบใหญ่ นอกจากจะคงสถานะของพระเอกอย่าง Tom Cruise ที่ปัจจุบันมักเล่นแต่หนังแอ๊คชั่นยิงตูมตาม ไม่ค่อยได้เห็นเขาเล่นหนังโรแมนติกสักเท่าไหร่ ในขณะที่ Renée Zellweger ก็เอาดีทางการแสดงสายฝีมือจนคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเรื่อง Judyไปครอง จะมีก็แต่ Cuba Gooding Jr. ที่โดนอาถรรพ์จากการคว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบฝ่ายชายยอดเยี่ยมจากเรื่องนี้ ที่ผลงานช่วงหลัง ๆ ได้รับเล่นแต่หนังเกรดบีจนลืมไปเลยว่าครั้งหนึ่งเขาเคยสร้างสีสันมาก ๆ จากหนังเรื่องนี้


Comrades: Almost a Love Story

ปิดท้ายด้วยหนังรักซาบซึ้งประทับใจ ที่คอหนังชาวไทยต้องคุ้นเคยกันดี Comrades: Almost a Love Story หรือ เถียน มี มี่ 3650 วันรักเธอคนเดียว หนังรักที่เล่าถึงชายหนุ่มหญิงสาวจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางหลบลี้หนีความยากจนมาตายเอาดาบหน้าที่ฮ่องกง ท่ามกลางความอัตคัตขัดสน และการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ทั้ง 2 ต่างพานพบ หลงรัก และลาจาก ก่อนโชคชะตาจะลิขิตให้ทั้ง 2 ได้โคจรกลับมาอีกครั้งด้วยบทเพลงของเติ้งลี่จวิน ท่ามกลางการเปลี่ยนผันในช่วงเวลาที่อังกฤษคืนฮ่องกงสู่อ้อมอกจีน

25 ปีต่อมา
ประเทศจีนก้าวหน้าจนกลายเป็นชาติมหาอำนาจในหลาย ๆ ด้านอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็กดทับฮ่องกงจนกลายเป็นกรณีขัดแย้งมาอย่างยาวนาน แต่ถึงกระนั้น หนังรักอย่างเถียนมีมี่ ก็ยังคงเป็นหนังรักสุดแสนซาบซึ้งอิ่มเอม ที่หลี่หมิง และจางม่านอวิ้ สร้างภาพจำชัดเจนจนกลายเป็นหนังรักในดวงใจของใครหลายต่อหลายคนจวบจนทุกวันนี้ ในฐานะจดหมายรักและความทรงจำดี ๆ ของเกาะฮ่องกง

 


 

เป็นอย่างไรบ้างกับ 10 หนังในความทรงจำของใครหลายๆคน ถ้าใครทันดูในโรงหนัง พวกคุณไม่เด็กกันแล้วนะ แต่ถ้าใครยังไม่เคยดู อยากย้อนไปสู่ความทรงจำในยุค 90s หนังเหล่านี้คือหนังที่ขีดเส้นใต้ว่าไม่ควรพลาดด้วยประการทั้งปวงจริง ๆ

unlockmen
WRITER: unlockmen
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line