Guide

GUIDE: ลิ้มรสค็อกเทลที่มีชื่อเป็นรหัสลับในบาร์ลับ ๆ แต่บรรยากาศอบอุ่นที่ MIDDLE BAR

By: TOISAN January 21, 2019

หากกำลังตามหาร้านนั่งชิลพร้อมบรรยากาศเป็นส่วนตัวท่ามกลางเมืองหลวงที่พลุกพล่านและวุ่นวาย ที่ที่ UNLOCKMEN จะพาไปวันนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวัง เพราะนอกจากคุณจะได้ดื่มด่ำค็อกเทลที่หนักแน่นและแปลกใหม่ บาร์แห่งนี้ยังเป็นเหมือนพื้นที่ส่วนกลางรอให้เราได้พบปะผู้คน เพื่อพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยน หรือเพียงเพื่อละเลียดบรรยากาศเงียบ ๆ ไปด้วยกัน

บาร์ที่เราพูดถึงคือ Middle Bar ที่ตั้งอยู่บนชั้นสองของ Blue Bye Cafe ณ ซอยสุขุมวิท 36 ที่ที่คุณจะได้ลิ้มรสค็อกเทลเคล้าบรรยากาศที่ผู้ชายจะต้องหลงรัก

ทันทีที่พาตัวเองมาถึง Middle Bar เราจะเจอคาเฟ่ด้านล่างก่อน ถ้ารอไม่ไหว อยากดื่มค็อกเทลใจจะขาดก็แนะนำให้เดินขึ้นมาที่ชั้นสองได้เลย แต่ถ้ามาหลังสองทุ่มเป็นต้นไปคาเฟ่ด้านล่างจะปิดทำการ เราจะต้องกดกริ่งหน้าบ้านเพื่อให้คุณตั้มผู้เป็นเจ้าของร้านเดินลงมารับ เช่นเดียวกับเวลากลับคุณตั้มก็จะลงมาส่งด้านล่าง ถือเป็นความใส่ใจเล็ก ๆ  แต่กลับทำให้เราประทับใจได้มากอย่างไม่น่าเชื่อ

เรามีโอกาสสนทนากับคุณตั้มหนึ่งในเจ้าของร้าน Middle Bar ถึงได้รู้ว่าก่อนจะมาเปิดบาร์ค็อกเทล คุณตั้มเคยเป็นทั้งช่างภาพ ทั้งเปิดร้านเสื้อผ้าวินเทจและเป็นเจ้าของคาเฟ่ชั้นล่างด้วย

คุณตั้มเล่าว่าจุดเริ่มต้นของบาร์มาจากความเป็นคนชอบดื่ม ยิ่งเมื่อไปหลายร้าน ก็จะเห็นอะไรใหม่ ๆ ที่เป็นแรงบันดาลใจให้เขา เมื่อถึงจุดจุดหนึ่งเลยอยากเปิดร้านเป็นของตัวเองเพราะจะได้ดื่มในที่ของตัวเอง จึงเป็นที่มาของชื่อร้านอย่าง Middle Bar เพราะอยากให้ที่นี่เป็นพื้นที่กลางให้ทุกคนมาเจอกัน

เมื่อเราถามถึงนิยามของ Middle Bar ว่าที่นี่ถือว่าเป็นบาร์สไตล์ไหน ก็ได้คำตอบที่น่าสนใจกลับมาว่า “มันคือสไตล์แบบผมครับ” เพราะบาร์แห่งนี้ตกแต่งด้วยของสะสมส่วนตัวของคุณตั้มเอง ตั้งแต่สัตว์สตาฟที่เมื่อเดินเข้ามาก็จะเห็นเจ้ายีราฟยืนต้อนรับเราอยู่ตรงมุมห้อง รวมถึงสัตว์สตาฟขนาดเล็กอย่างหมูป่า สุนัขจิ้งจอกและกวาง

นอกจากนี้ยังมีของเก่าอื่น ๆ หลายอย่างที่ให้กลิ่นอายความเป็นอเมริกันได้อย่างชัดเจน แต่ก็ใช่ว่าทุกอย่างในร้านจะวินเทจไปทั้งหมด เพราะ Middle Bar ก็คือตรงกลางระหว่างสไตล์อเมริกันวินเทจกับสไตล์โมเดิร์น

นอกจากบรรยากาศที่เท่ไม่เหมือนใครแล้ว เครื่องดื่ม Signature ของที่นี่ก็แปลกกว่าที่เราเคยเห็น เพราะว่าแทนที่จะเป็นชื่อ แต่ Middle Bar กลับใช้ตัวเลขมาเป็นชื่อเรียกค็อกเทลแทน โดยมีตั้งแต่เลข No. 1-10  นอกจากนั้นตัวเลขยังบ่งบอกระดับความแรงของแอลกอฮอล์ No. 1-3 คือคลาสสิกค็อกเทลที่ค่อนข้างแรงถูกใจผู้ชายขม ๆ  ในขณะที่ No. 4-10 คือค็อกเทลดื่มง่ายสไตล์ Refreshing

คุณตั้มเล่าถึงที่มาถึงการตั้งชื่อเมนูเป็นตัวเลขเพราะเวลาเราคิดเมนูได้แล้วตั้งชื่อมันไม่สอดคล้องกับสิ่งที่คิด ก็เลยใช้วิธีจำเป็นตัวเลขและเมื่อเป็นตัวเลขลูกค้าที่มาครั้งแรกก็จะจำได้ง่ายสำหรับการสั่งในครั้งต่อไปด้วย

เมื่อเราถามว่าเมนู Signature เบอร์ไหนที่จะบอกเล่าถึงตัวคุณตั้มและ Middle Bar คุณตั้มตอบเราว่า No.1 น่าจะตอบโจทย์ได้มากที่สุด เพราะ Signature No.1 (380 บาท) คือเครื่องดื่มที่เกิดจากการผสมกันของ Old Fashion และ Negroni แต่เน้น Gin มากกว่าปกติ รวมไปถึงส่วนผสมอื่น ๆ อย่างบิทเทอร์ น้ำตาล พร้อมตกแต่งด้วยแผ่นน้ำตาลเผาพร้อมเปลือกของเลเม่อน

ทันทีที่ดื่มได้รสสัมผัสชัดเจนของแอลกอฮอล์ รวมถึงสมุนไพรจาง ๆ กระจายอยู่ทั่วกระพุ้งแก้ม แม้จะไม่มีเครื่องเทศอยู่ในส่วนผสม แต่ส่วนผสมของเหล้าทั้งสามตัวที่ใช้ใน No.1 นั้นทำมาจากเบสสมุนไพรทั้งหมด แม้กระทั่งตัว Angostura ที่ใช้เป็น Bitter เองก็มีส่วนผสมของสมุนไพรและเครื่องเทศกว่า 40 ชนิด อยู่แล้ว ซึ่งถ้าใครสนใจค็อกเทลเข้ม ๆ ที่เต็มไปด้วยรสชาติเข้มข้นขมปนหวานอ่อน ๆ ของเหล้านานาชนิด No.1 ก็คงจะตอบโจทย์ที่สุด

นอกจากเครื่องดื่ม Signature อย่าง No.1 ที่เข้มแบบผู้ชายแล้ว Middle Bar ยังแนะนำค็อกเทล Refreshing อย่าง Signature No.4 (340 บาท) ที่ใช้เบอร์เบิน น้ำมะนาวสด ลิเคียวแอปเปิ้ล ซิมเปิ้ลไซรัป และไข่ขาว ที่ให้รสสัมผัสนุ่มละมุนกับค็อกเทลที่มีรสเปรี้ยวอย่าง No.4 ได้อย่างลงตัว พร้อมตกแต่งด้วยแอปเปิ้ลเขียวชิ้นกำลังดี ที่เราสามารถรีเควสต์รสชาติเปรี้ยวหวานได้ตามใจชอบ หากไม่เน้นหวานหรือเปรี้ยวเป็นพิเศษ ค็อกเทลแก้วนี้จะให้รสชาติเปรี้ยวหวานกำลังดี พร้อมกับกลิ่นหอมสดชื่นของผลไม้ ที่จิบเรื่อย ๆ อาจเพลินจนหมดแก้วโดยไม่รู้ตัว

มาถึงเครื่องดื่ม Signature ที่คุณมากบาร์เทนเดอร์เบอร์หนึ่งของร้านแนะนำให้กับเรา คือ Signature No.7 (340 บาท) ที่มีส่วนผสมของเตกีล่า มาตินี่ ลิเคียวเชอร์รี่ สับปะรด น้ำมะนาว ตะไคร้ ซิมเปิ้ลไซรัป และเวอร์มุธอีกเล็กน้อย

พร้อมตกแต่งด้วยตะไคร้และสับปะรดเผาที่ส่งกลิ่นหอมชวนลิ้มลอง คุณมากบอกกับเราว่าเพราะอยากให้ผู้ดื่มได้สัมผัสถึงรสชาติที่หลากหลายในแก้วเดียวจึงได้มีส่วนผสมที่มีการตัดรสชาติกันบ้าง

Signature No.7 จะมีรสชาติเปรี้ยวกว่า No.4 และอาจจะรู้สึกว่า No.7 จะแรงกว่า No.4 แต่คุณมากกระซิบบอกกับเราว่าปริมาณแอลกอฮอล์ของทั้งสองแก้วนั้นเท่ากัน แต่ด้วยกลิ่นของเหล้าที่ใช้รวมถึงประเภทของผลไม้ที่ทำให้คนส่วนใหญ่เมื่อได้ดื่มทั้งสองแก้วมักคิดว่า No.7 นั้นแรงกว่า ซึ่งถือว่าเป็นเกร็ดเล็ก ๆ ที่น่าสนใจไม่น้อย

ถ้าถามว่าค็อกเทล Signature ของที่นี่แตกต่างจากที่อื่นอย่างไร คุณมากเล่าให้เราฟังว่า Middle Bar จะใช้เหล้าที่ดื่มง่ายเป็นส่วนผสมและเน้นบทสนทนา แต่ถ้าใครไม่ชอบเมนูที่มีให้ก็สามารถมานั่งตรงบาร์และคุยกับบาร์เทนเดอร์ได้ว่าชอบเหล้าชนิดไหนเป็นพิเศษ บาร์เทนเดอร์จะแนะนำว่าที่ Middle Bar มีเบสผลไม้ตัวไหนบ้าง

บรรยากาศเป็นกันเองภายในบาร์ทำให้บทสนทนาไหลลื่นได้มากขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ยิ่งเราคุยกับบาร์เทนเดอร์มากเท่าใด เราก็ยิ่งมีโอกาสได้ดื่มค็อกเทลเฉพาะตัวมากเท่านั้น ถือเป็นเครื่องดื่มในแบบของตัวเองที่ไม่ซ้ำใครที่หาที่ไหนไม่ได้

อีกความประทับใจของเรากลับเป็น “ห้องน้ำ”เพราะเมื่อเปิดประตูเข้าไป มันชวนให้ตื่นตาตื่นใจ เพราะในห้องน้ำเต็มไปด้วยของตกแต่งสไตล์โมเดิร์น รวมถึงอ่างอาบน้ำที่ไม่ได้ใช้ แต่เอามามิกซ์กับเหล่าของสะสมของคุณตั้มได้อย่างลงตัว เรียกว่าเปิดร้านเพราะใจรักจริง ๆ เพราะคุณตั้มบอกกับเราว่า “ร้านนี้ก็คือผม ทำอะไรก็ให้มันแสดงออกถึงความเป็นตัวเรา แล้วก็พัฒนาตัวเองไปเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะกับตัวเองหรือกับร้าน” 

จุดเริ่มต้นจากความที่ไม่ชอบอยู่กับอะไรเดิม ๆ และต้องการท้าทายสิ่งใหม่อยู่ตลอด รวมไปถึงความรักในการดื่มและหลงใหลเกี่ยวกับศาสตร์ของค็อกเทลที่มีมากกว่าแค่แอลกอฮอล์ จึงทำให้ Middle Bar กลายเป็นบาร์ลับที่เต็มไปด้วยความเป็นกันเอง ที่พร้อมเปิดรับเหล่านักดื่มที่ต้องการหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองพร้อมกับค็อกเทลเย็น ๆ สักแก้ว

Contact: Middle Bar Bangkok

Location: ซอยสุขุมวิท 36 ร้านอยู่บนชั้นสองของ Blue Bye Cafe

Open: 7.00 pm. – 02.00 am. (ปิดทุกวันจันทร์)

Call: 094 156 6166

 

TOISAN
WRITER: TOISAN
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line