Entertainment

“หนังจบแต่คนดูไม่ยอมจบ” พฤติกรรมเลียนแบบฉากในหนังที่บางครั้งอาจต้องแลกด้วยชีวิต

By: TOISAN February 1, 2019

เป็นเรื่องปกติเมื่อเราได้ดูภาพยนตร์ที่ชอบ หรือสไตล์หนังที่ใช่และโดนใจ บางครั้งก็เผลอจินตนาการว่าเราคือตัวละครในหนังเรื่องโปรดและใช้ตัวละครมาเป็นแรงบันดาลใจในการทำอะไรบางอย่าง แต่น่าเสียดายที่บางครั้งการทำตามตัวละครจากหนังเรื่องโปรดก็ก่อให้เกิดเรื่องราวไม่คาดคิดขึ้น UNLOCKMEN จึงจะพาไปดูเหล่าผู้คนที่ดูหนังจบแต่อารมณ์ยังค้างจนเกิดการเลียนแบบและได้รับผลเลวร้ายที่จบไม่สวยเหมือนอย่างในหนัง

 

Into The Wild (2007)

civilized.life

Into The Wild คือภาพยนตร์ที่บอกเล่าเรื่องของ Chris McCandless เด็กหนุ่มวัย 23 ปี ที่ทิ้งทุกอย่างเพื่อออกเดินทางไปยังอลาสก้า ค้นหาตัวเองและตามล่าหาความฝันเพื่อตอบคำถามเกี่ยวกับความหมายของชีวิต ปลดเปลื้องทุกอย่างเพื่อเข้าถึงสิ่งที่เรียกว่าอิสรภาพและเสรีภาพ ภาพยนตร์สุดแนวของผู้กำกับ Sean Penn จาก I am Sam ที่ดัดแปลงมาจากหนังสือนิยายขายดี

ต่อมาในปี 2013 โจนาธาน คลูม ดูหนังเรื่องนี้แล้วต้องการออกค้นหาตัวเองเหมือนที่ Chris McCandless ทำ เขาจึงเลือกทิ้งชีวิตไว้ข้างหลัง พร้อมออกเดินทางไปยังตะวันตกเฉียงเหนือของแปซิฟิก ทั้งที่มีประสบการณ์การตั้งแคมป์อันน้อยนิดและไม่เคยออกนอกพื้นที่รัฐแอริโซนาซึ่งเป็นบ้านเกิดมาก่อน

Flickr

ในที่สุดเด็กหนุ่มโจนาธานก็ตัดสินใจออกจากบ้านไปโดยไม่บอกใคร ทำให้ครอบครัวต้องแจ้งให้ตำรวจในเมือง Riddle ออกตามหา ซึ่งตำรวจพบเพียงรถที่โจนาธานขับออกมาจากบ้าน และภายในรถมีกระเป๋าสตางค์แต่กลับไม่พบตัวของเขา

อีกหนึ่งสัปดาห์ต่อมาตำรวจได้พบศพของโจนาธานในป่าห่างจากจุดที่เจอรถยนต์เพียงแค่ 1,000 ฟุตเท่านั้น และเจ้าหน้าที่คาดว่าน่าจะเป็นการฆ่าตัวตายมากกว่าการฆาตกรรมเพื่อชิงทรัพย์ จบเรื่องราวการเดินทางค้นหาตัวเองของโจนาธานไปด้วยความเศร้าของครอบครัว

 

Pirates of the Caribbean: Curse of the Black Pearl (2003)

Screen Rant

Pirates of the Caribbean คือภาพยนตร์แฟนตาซีฟอร์มยักษ์จากค่ายดิสนีย์ ที่เล่าเรื่องการผจญภัยในทะเลทั้งเจ็ด ในเรื่องมีทั้งการต่อสู้ด้วยดาบ ความรุนแรง เพศ สัตว์ประหลาด และฉากหนึ่งที่จะต้องมีเกือบทุกภาคนั่นคือการประหารชีวิตกัปตัน Jack Sparrow ด้วยการแขวนคอต่อหน้าสาธารณชน (และบางภาคก็ใช้เป็นกิโยตินแทน) แต่ทุกครั้งที่โดนโทษประหารกัปตันแจ๊คก็สามารถหนีรอดออกมาได้แบบฉิวเฉียดทุกครั้ง ด้วยฉากที่ตื่นเต้นกับเสียงเพลงประกอบที่เร้าอารมณ์ และความโกลาหลของผู้คนในหนังนั้นสร้างความตื่นเต้นให้กับผู้ชมได้เป็นอย่างดี

หลังจาก Pirates of the Caribbean ในภาคนี้ออกฉายก็ได้สร้างแรงบันดาลใจแบบผิด ๆ ให้กับเด็กชายอายุ 12 ปีคนหนึ่ง ที่พยายามเลียนแบบฉากแขวนคอของจอห์นนี เดปป์ โดยก่อนที่เด็กชายจะตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง ก่อนหน้านั้นเขาเคยบอกกับแม่บุญธรรมว่าฉากแขวนคอในหนังเรื่องนี้เป็นอะไรที่ “brilliant” (หลักแหลมและปราชญ์เปรื่องมาก)

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวจนมีการออกข่าว จิตแพทย์ท่านหนึ่งนาม John Talbot ได้ให้คำตอบเกี่ยวกับเหตุผลที่เด็กชายวัย 12 ปีคนนี้มองว่าฉากที่กัปตันแจ๊คโดนแขวนคอเป็นอะไรที่หลักแหลมนั่นเป็นเพราะ บางคนอาจรู้สึกว่าการที่ใครก็ตามสามารถหลบหนีออกจากสถานการณ์ใกล้ตายได้นั้นเป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก ๆ และน่าเศร้าที่เด็กชายทำตามแบบในหนังแต่ไม่สามารถไปต่อได้เหมือนอย่างกัปตันแจ๊ค

 

The Perks of Being a Wallflower (2012)

The Pop Culture Historian

The Perks of Being a Wallflower คือหนังวัยรุ่นไฮสคูลในบรรยากาศคลาสสิก ที่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ผ่านเด็กหนุ่มเก็บกด ขี้อายและเข้าสังคมไม่เก่ง แต่ได้จับพลัดจับผลูมาเป็นเพื่อนกับสองพี่น้องที่เป็นเด็กแสบประจำโรงเรียนผู้กำลังค้นหาตัวตนและก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความสับสนเพื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เรื่องราวของหนังวัยรุ่นไม่น่าจะทำให้ใครตายได้ แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันนั้นเกิดขึ้นโดยการเลียนแบบฉากในภาพยนตร์

เมื่อผู้ชมได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วมักจะพูดถึงฉากที่ Sam รับบทโดย Emma Watson ยืนทรงตัวอยู่บนหลังรถกระบะและยื่นแขนออกทั้งสองข้าง พร้อมกับสีหน้าเปี่ยมไปด้วยความสุขที่สร้างความประทับใจให้กับคนดูและเริ่มมีคนทำตามกันจนเกิดกระแสในกลุ่มวัยรุ่น ซึ่งทางผู้กำกับเองก็ได้ออกมาพูดถึงการถ่ายทำฉากดังกล่าวว่าทางกองถ่ายได้เฝ้าระวังกับฉากนี้เป็นอย่างมากและไม่ควรที่จะทำตาม

แต่น่าเสียดายที่คำเตือนดังกล่าวนั้นถูกมองข้าม เพราะในเดือนกรกฎาคมปี 2013 Ryan Richard อายุ 17 ปี ได้พยายามเลียนแบบฉากทรงตัวของแซมให้เหมือนแบบในหนัง โดยให้เพื่อนของเขาขับรถทำความเร็วให้สม่ำเสมอบนถนนในรัฐเพนซิลเวเนีย แต่ตัวเขาเกิดเสียหลักพลัดตกจากหลังรถพร้อมกับจังหวะเดียวกันกับรถบรรทุกที่สวนมา และถึงแม้รถจะไม่ได้วิ่งด้วยความเร็วมากนักแต่สุดท้ายไรอันก็เสียชีวิตจากการพลัดตกในครั้งนี้

 

Man on Fire (2004)

movie.info

Man on Fire คือภาพยนตร์ที่ทำให้ตัวเอกของเรื่องอย่าง Denzel Washington โด่งดังเป็นพลุแตก กับบทคริสซี่ อดีตนักฆ่าล้างมือมาทำงานเป็นบอดี้การ์ดให้กับเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่ชื่อว่า พิต้า รับบทโดย Dakota Fanning และพิต้าถูกจับตัวไปเรียกฆ่าไถ่ เขาทำงานพลาดจนต้องกลับไปในบทบาทนักฆ่าเลือดเย็นที่ตามไปช่วยเด็กน้อย แต่จุดที่ทำให้เกิดเรื่องเศร้านั้นอยู่ที่ฉากการวัดดวงผลัดกันยิงปืนแบบ Russian Roulette

ในเดือนมีนาคมปี 2015 หนุ่มวัย 27 ปี นามว่า Jeremiah Overstreet ที่ได้ดูหนังเรื่องนี้และเกิดความคิดอยากเลียนแบบฉากหวาดเสียวในภาพยนตร์ จึงได้ตัดสินใจลองทำตามหนังที่ชื่นชอบ แต่อย่างไรก็ตามเขาไม่มีเพื่อนที่พร้อมจะเล่นเกมวัดดวงในครั้งนี้ เจเรมี่จึงต้องเดิมพันชีวิตของตัวเองไว้กับปืนลูกโม่หนึ่งกระบอก และผลที่ออกมาคือปืนลูกโม่นั้นเป็นฝ่ายชนะ และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พบศพของเขาที่เสียชีวิตอยู่ภายในบ้านจากการได้รับแจ้งความว่ามีเสียงปืนหนึ่งนัดดังขึ้นภายในบ้านของเจเรมี่

 

2 Fast 2 Furious (2003)

Talk Film Society

ภาพยนตร์แฟรนไชส์สุดคลั่งอย่าง Fast and Furious ที่โด่งดังไปทั่วโลก ในปี 2003 ทาง Universal Pictures ได้เปิดตัว 2 Fast 2 Furious พร้อมกับ Paul Walker ที่รับบทเป็นไบรอัน โอคอนเนอร์ ซึ่งถูกปลดออกจากการเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและหลบหนีจากแอลเอมากบดานอยู่ที่ไมอามี พร้อมกับความเร็วแรงและการแข่งรถเป็นหัวใจสำคัญของแฟรนไชส์เรื่องนี้

หลังจากที่ภาพยนตร์ 2 Fast 2 Furious ออกฉายได้ไม่นาน ชายวัยกลางคนนาม William Lacasse Jr. ที่เพิ่งกลับจากการไปดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์มาหมาด ๆ ได้ถูกท้าให้แข่งรถกับเด็กผู้ชายอายุ 17 ที่เจอระหว่างทาง แต่เมื่อถูกยื่นขอเสนอที่ท้าทาย บวกกับการที่เขาเพิ่งดูหนังแข่งรถมาทำให้วิลเลียมตัดสินใจรับคำท้า แต่ในระหว่างการแข่งเขาไม่สามารถควบคุมรถที่กำลังทำความเร็วสูงสุดได้ ทำให้รถพุ่งเข้าชนกับเสาไฟฟ้าจนเสียชีวิต

The Independent

ทางครอบครัวของวิลเลียมตำหนิภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว เพราะว่าลูกชายของเขาไม่เคยมีความสนใจเรื่องการแข่งรถมาก่อนจนกระทั่งได้ดูหนังตระกูล Fast and Furious

หลังจากกรณีของวิลเลียม ผู้บัญชาการตำรวจในไมอามีกล่าวว่าวัยรุ่นที่ดูหนังแข่งรถส่วนใหญ่ไม่สามารถแยกแยะและรับรู้ถึงอันตรายที่จะเกิดกับตัวและผู้อื่นมากพอ และมองเพียงแค่ความเท่แบบในหนังเท่านั้น นอกจากกรณีของวิลเลียมแล้ว ทั่วทั้งไมอามีในช่วงเวลานั้นก็มีอัตราการแข่งรถแบบผิดกฎหมายและยอดอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่สูงขึ้น ทำให้เกิดคำวิจารณ์เกี่ยวกับหนังเป็นวงกว้าง คล้ายกับในปี 2001 ที่ภาคแรกของหนักออกฉายท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่โต้ตอบกันอย่างดุเดือด

 

เพราะเรื่องราวที่น่าตื่นเต้นทั้งหมดในหนังถูกคิดมาก่อนแล้วว่าตัวละครนี้จะรอดหรือไม่รอด และจะต้องแก้สถานการณ์อย่างไร เพราะภาพยนตร์ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าเหมือนอย่างชีวิตจริง ดังนั้นการดูหนังเพื่อซึมซับถึงความสนุกและตื่นเต้นในสิ่งที่ชีวิตจริงนั้นไม่สามารถทำได้ พร้อมกับการมีวิจารณญาณและไม่เลียนแบบการกระทำที่โลดโผนแบบในหนังน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด

 

SOURCE

TOISAN
WRITER: TOISAN
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line