หากคุณคิดว่า Koenigsegg CC850 คือที่สุดแห่งความบ้าคลั่งแล้ว เตรียมตัวทำความรู้จักกับอสูรกายลำใหม่ล่าสุดที่จะทำให้สมองคุณรวนยิ่งกว่าเดิม นี่คือ Koenigsegg CCGT1 ไฮเปอร์คาร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคารวะตำนานรถแข่งแกรนด์ทัวริงอย่าง CCGT รถแข่งตัวแรงแห่งยุค GT1 ที่โชคร้ายไม่เคยได้ลงสนามจริงแม้แต่ครั้งเดียวเนื่องจากการเปลี่ยนกฎของ FIA แต่วันนี้จิตวิญญาณแห่งสนามแข่งได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างของรถถนนที่ทรงพลังกว่ารถบ้านทั่วไปถึงสิบเท่า แถมยังพกความดุเดือดระดับ 1,600 แรงม้ามาให้เหยียบกันมิดไมล์ แม้พื้นฐานของ CCGT1 จะถูกต่อยอดมาจากรุ่น CC850 แต่บอดี้พาร์ทแทบทุกชิ้นถูกออกแบบใหม่หมดจดด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ จะมีก็แค่ประตูและหลังคาแบบถอดได้เท่านั้นที่ใช้ร่วมกัน ไฮไลต์เด่นที่สะกดทุกสายตาคือวัสดุตัวถังแบบใหม่ที่เรียกว่า Ghost Fibre หรือคาร์บอนไฟเบอร์สีขาวที่เคยสร้างชื่อในรุ่น Trevita เมื่อปี 2009 ซึ่งไม่เพียงแค่มอบความสวยงามดุดัน แต่ยังช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแกร่ง และซับเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี รูปลักษณ์ภายนอกถูกอัปเกรดอากาศพลศาสตร์ขั้นสุดด้วยสปลิตเตอร์หน้าขนาดใหญ่ ช่องดักอากาศบนหลังคาสำหรับระบายความร้อน และปีกหลังขนาดยักษ์ที่ปรับองศาได้ถึง 30 องศา ทำงานร่วมกับระบบ Active Aero ใต้ท้องรถ สร้างแรงกด Downforce ได้มหาศาลถึง 800 กิโลกรัมที่ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเปิดฝาครอบเครื่องยนต์ คุณจะพบกับขุมพลังสุดจัดจ้าน เครื่องยนต์ V8
TLR บริษัทคัสตอมรถจากเนเธอร์แลนด์ สร้าง Land Rover Defender ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ได้สำเร็จ มองเผินๆ นี่อาจจะดูเหมือนโปรเจกต์ Restomod ทั่วไป แต่บอกเลยว่าภายใต้เรือนร่างสุดคลาสสิกนี้ มีความลับซ่อนอยู่มากกว่าที่คุณคิด ปกติแล้วลูกค้าร้อยละ 75 ของ The Landrovers มักจะเลือกเส้นทางสายคลาสสิกด้วยการวางเครื่องยนต์ V8 จาก Corvette ไม่ว่าจะเป็นรหัส LS3 พละกำลัง 450 แรงม้า หรือ LT4 ระดับ 650 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ แต่สำหรับลูกค้ากระเป๋าหนักพอและต้องการความต่างขั้นสุด มีทางเลือกที่สุดตารางกว่า นั่นคือ The Landrovers Panterra โปรเจกต์ Electromod เวอร์ชันขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% The Landrovers Panterra ใช้เวลาปลุกปั้นโปรเจกต์นี้มาถึง 7 ปีเต็ม เพื่อออกแบบชิ้นส่วนแทบทุกชิ้นภายใต้เรือนร่างเดิมของ Defender ใหม่ทั้งหมด มีการทำจุดยึดใหม่สำหรับระบบช่วงล่างอิสระเต็มรูปแบบ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรองรับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ (In-wheel
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา โลกพยายามเอารถไฟฟ้าไปใส่ในร่างของซูเปอร์คาร์ แล้วก็หวังว่าคนจะอินเหมือนเดิม แต่ความจริงคือคนไม่ได้อยากได้แค่ซูเปอร์คาร์ที่เปลี่ยนน้ำมันเป็นแบตเตอรี่ Ferrari รู้เรื่องนี้ดี และนั่นคือเหตุผลที่ Luce กลายเป็น Ferrari ที่น่าสนใจที่สุดในรอบหลายปี ไม่ใช่เพราะมันคือ EV คันแรกของแบรนด์ แต่เพราะมันคือ Ferrari ที่กล้าทิ้งทุกสูตรสำเร็จที่ตัวเองเคยมี แทนที่จะสร้าง F80 เวอร์ชันไร้เครื่องยนต์ หรือเอาแบตเตอรี่ไปแทนเครื่อง V8 ใน layout เดิม พวกเขากลับเริ่มใหม่ทั้งหมดด้วยคำถามว่า “ถ้าเราไม่ติดกรอบเดิมเลย รถไฟฟ้าของ Ferrari ควรเป็นยังไง?” ผลลัพธ์คือรถทรง monobox ขนาดเกือบ 5 เมตร สูงกว่า Ferrari ทั่วไป มี 5 ที่นั่ง มี hatchback และหน้าตาเหมือนรถจากหนัง sci-fi มากกว่ารถจาก Maranello ซึ่งดูก็รู้ว่าคนออกแบบมันไม่ใช่ Pininfarina แต่เป็น Sir Jony Ive อดีตหัวหน้าทีมออกแบบ Apple
BMW Motorrad Vision K 18 เป็นรถ concept ที่ควรถูกมองในฐานะงานทดลองทางความคิด มากกว่ารถต้นแบบที่รอวันลงสายการผลิต เพราะแก่นแท้ของมันไม่ได้อยู่ที่คำถามว่า “BMW จะขายคันนี้จริงไหม” แต่อยู่ที่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า ในยุคที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเดินไปสู่ความเงียบ ความเรียบ และระบบไฟฟ้า BMW ยังสามารถใช้เครื่องยนต์สันดาปเป็นภาษาหลักของอนาคตได้อยู่หรือไม่ คำตอบของ BMW คือ Vision K 18 หัวใจของรถคันนี้คือเครื่องยนต์ six-cylinder in-line ขนาด 1,800 cc ที่ BMW Motorrad ระบุว่าเป็นเครื่องยนต์ที่พัฒนาขึ้นใหม่สำหรับรถ concept คันนี้โดยเฉพาะ นี่จึงไม่ใช่การนำ R 18 มาปรับตัวถังใหม่ และไม่ใช่ความพยายามจะสร้าง cruiser อีกรุ่นเพื่อไล่ตามวัฒนธรรมอเมริกันแบบ Harley-Davidson แต่เป็นการนำสิ่งที่อยู่ใน DNA ของ BMW มานานหลายทศวรรษกลับมาเป็นตัวตั้งต้นของงานออกแบบ BMW มีประวัติศาสตร์ยาวนานกับเครื่องยนต์หกสูบเรียง ตั้งแต่โลกของรถยนต์จนถึงมอเตอร์ไซค์ touring รุ่นใหญ่ และ
ในโลกของ Porsche 911 คำว่า “สุด” มักจะมีอายุสั้นมาก เพราะทุกครั้งที่ Porsche ทำ GT3 RS ออกมา โลกก็จะคิดว่านี่แหละ peak แล้ว แต่หลังจากนั้นไม่นาน aftermarket ฝั่งบ้าพลังจะลุกขึ้นมาถามกลับแบบนิ่ง ๆ ว่า “แน่ใจเหรอ?” นี่คือ Talos 911 RT รถที่เริ่มต้นชีวิตจาก 911 GT3 RS ก่อนจะถูกถอดความเป็นเครื่องจักรอีกระดับโดย Talos Vehicles สำนักอังกฤษที่เลือกไม่แตะ 911 แบบสุภาพ แต่เล่นมันให้สุดทางในแนว carbon-bodied, race-inspired, road-legal monster ตัวถังของ 911 RT ถูกทำใหม่ด้วย carbon fibre ทั้งชุด โดย Talos ทำงานร่วมกับ MCT Carbon ชื่อที่เกี่ยวข้องกับงาน carbon parts
ABT ชื่อที่เราคุ้นจากโลก Audi ตอนนี้ข้ามมาทำมอเตอร์ไซค์แล้ว และคันแรกของพวกเขาคือ MV Agusta Brutale 1000 ABT พื้นฐานของมันคือ MV Agusta Brutale 1000 RR อยู่แล้ว เพราะฉะนั้นไม่ต้องสงสัยเรื่องความบ้า เครื่อง 998cc inline-four ให้กำลังระดับเกือบ 200 แรงม้า ตั้งแต่โรงงาน แต่ ABT ใส่รายละเอียดเพิ่มเข้าไปอีกชุดใหญ่ ทั้ง carbon fiber 19 ชิ้น, ฝาครอบล้อหลังแบบ turbofan, สีพิเศษ Nero Carbonio Metallizzato ตัด Rosso Fuoco, เบาะ Alcantara ลาย honeycomb และงานตกแต่งที่ทำให้มันดูเป็นลูกครึ่ง Italian hyper-naked กับ German tuner car แต่จุดที่ต้องพูดตรง ๆ
ในยุคที่รถแรงขึ้นทุกปี ตัวเลขแรงม้ากลายเป็นเกมที่ทุกแบรนด์ต้องเล่น แต่ BMW เหมือนเลือกปิดท้าย M3 เจเนอเรชันนี้ด้วยมุกที่คนรักรถเข้าใจทันที นั่นคือทำ M3 CS ที่แรงน้อยลง แต่ขับจริงน่าจะมันขึ้น นี่คือ BMW M3 CS Handschalter รุ่นพิเศษที่ตั้งใจส่งให้สาย purist โดยตรง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็น “เกียร์ธรรมดา” และใช่ครับ มันมากับ six-speed manual พร้อม rear-wheel drive เท่านั้น ไม่มี xDrive ไม่มีระบบช่วยให้รถดูเก่งเกินคนขับ มีแค่เครื่อง หน้า คนขับ เกียร์ และล้อหลัง ตัวรถยังใช้พื้นฐานจาก M3 CS เหมือนเดิม เครื่องยนต์ 3.0-liter twin-turbo inline-six เหมือนเดิม แต่แทนที่จะได้ 543 hp แบบ M3 CS ปกติ รุ่น
PORSCHE 935 KREMER K3 รถแข่ง Group 5 ที่ Kremer Racing จับ 935 มาสร้างใหม่ในแทบจะทั้งคัน แต่ยังไม่ถึงขั้น full spaceframe chassi แบบ K4 Porsche 935 Kremer K3 คือ evolution ของ Porsche 935 ตัวแข่ง Group 5 ซึ่งตัว 935 เองพัฒนามาจากพื้นฐานของ 911 Turbo หรือ Type 930 แต่ Kremer Racing เอา platform 935 นั้นไป re-engineer ต่อให้เป็น race weapon สร้างมาเพื่อสนาม endurance ช่วงปลายยุค ’70s ถึงต้น
Honda VFR800FI คือรถที่อธิบายยุคทองของ Honda ได้ดีมาก ยุคที่แบรนด์ยังกล้าใส่วิศวกรรมซับซ้อนลงใน production bike ไม่ใช่เพื่อทำให้ brochure ดูแพง แต่เพื่อให้รถคันหนึ่งขี่ดีขึ้นจริง heritage ของมันโยงกลับไปถึงตระกูล V4 ของ Honda ที่เริ่มสร้างชื่อมาตั้งแต่ VF750S ก่อนจะพัฒนาเป็น VFR และต่อยอดเทคโนโลยีจาก RC45 รถ homologation superbike ของ Honda ในยุค 90s สำหรับรุ่นปี 1998 เครื่องยนต์ 781cc V4 ของ VFR800FI ถูกพัฒนาจากพื้นฐานของ RC45 ใช้ PGM-FI fuel injection, gear-driven cams และ cylinder sleeves แบบ sintered aluminium powder ผสม ceramics กับ
Porsche Cayman R น่าจะเป็นรถที่ต้องใช้เวลามองนิดหนึ่งถึงจะเข้าใจ ต่างจาก limited edtion Porsche ในยุคนี้ที่เห็นความแตกต่างได้ชัดเจนทั้งชุดแต่งและแรงม้า เพราะถ้าดูจากภายนอก มันไม่ได้ต่างจาก Cayman S จนคนต้องหยุดเดินมาถามหน้าร้านกาแฟ มันมี headlight trim สีดำ กระจกดำ ช่องดักลมดำ side logo แบบย้อนกลิ่น 911 R และ fixed rear wing ทรงเรียบ ๆ พอให้รู้ว่ามีอะไรพิเศษ แต่ไม่ได้พยายามแต่งตัวเป็น GT car และนั่นอาจเป็นเสน่ห์ที่สุดของมัน ตัวอักษร R ในชื่อ Cayman R ไม่ได้ถูกหยิบมาใช้เล่น ๆ เพราะ Porsche เคยใช้มันกับ 911 R ปี 1967 รถ racing-focused ที่ถูกสร้างขึ้นเพียง 23 คัน


