มาแล้ว Mercedes-Benz C-Class EV ไฟฟ้าล้วนคันแรกในประวัติศาสตร์แบรนด์ พร้อมตัวเลขที่เรียกความสนใจได้ทันทีด้วยระยะทางวิ่งต่อการชาร์จหนึ่งครั้งสูงสุด 760 กิโลเมตร จากแบตเตอรี่ขนาด 94kWh จุดขายของมันไม่ใช่แค่เรื่องระยะทาง แต่คือการมาของภาษาการออกแบบใหม่ที่พยายามทำให้ C-Class คันนี้ทั้งลื่น หรู และล้ำในจังหวะเดียวกัน ตัวรถมาในทรงคล้าย coupe หลังคาไหล ท้ายต่ำ และมีบุคลิกแบบ GT ชัดเจน ภาพรวมให้ความรู้สึกเหมือน Mercedes-Benz เอา GLC Electric มาย่อส่วน แล้วเก็บเส้นสายให้เพรียว คม และดูแพงขึ้นอีกขั้น ความล้ำถูกอัดมาแบบไม่กั๊ก โดยเฉพาะกระจังหน้าแบบใหม่ที่ฝังจุดไฟเรืองแสงมากถึง 1,050 จุด เพื่อให้รถคันนี้ดูเป็นรถยุคใหม่ตั้งแต่แรกเห็น ภายในห้องโดยสารมีออปชัน MBUX Hyperscreen จอขนาด 39.1 นิ้วที่พาดเต็มหน้าคอนโซลแบบเต็มความกว้างจริง ๆ เป็นจอความละเอียดสูง พร้อมระบบ backlighting และ LED กว่าพันดวง ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาใน C-Class ด้านระบบอัจฉริยะ Mercedes-Benz ก็ใส่มาเต็มข้อ
Porsche Cayman generation 987 คือหนึ่งใน Porsche ยุคท้าย ๆ ที่คนเล่นรถจำนวนมากยกให้เป็นจุดพีกของ analog Porsche experience เพราะมันยังขับเคลื่อนด้วยความรู้สึกมากกว่าระบบช่วยขับที่เข้ามาแทรกทุกอย่างแบบรถรุ่นใหม่ โดยเฉพาะ layout แบบ mid-engine และพวงมาลัย hydraulic steering ที่ยังถ่ายทอด feedback จากล้อหน้ากลับมาถึงมือคนขับอย่างชัดเจน ต่างจากยุค 981 ที่เริ่มเปลี่ยนไปใช้ electric steering rack และมีบุคลิกที่ผ่านการกรองมากขึ้น ในจักรวาลของ 987 ทั้งหมด ตัวที่เรามองว่าน่าเล่นที่สุดยังคงเป็น Cayman S เพราะมันคือจุดลงตัวที่สุดระหว่างราคา สมรรถนะ และ character ของรถ ถ้าเงินไม่ใช่ปัญหาและ connection ถึงจริง แน่นอนว่า Boxster Spyder กับ Cayman R คือรุ่นที่น่าสะสมกว่าในเชิง rarity แต่เมื่อราคาขยับไปไกลเกิน 4 ล้านบาท
ถ้า M3 GTS คือเวอร์ชันที่ชัดเจนว่าเกิดมาเพื่อ track day และความดิบแบบไม่ประนีประนอม BMW M3 CRT ก็คืออีกคำตอบหนึ่งของ BMW M ที่ฉลาดกว่า ลึกกว่า และสุขุมกว่า เพราะมันเอาแนวคิด lightweight engineering จากสนามแข่งมาหลอมเข้ากับตัวถังซีดาน 4 ประตู จนกลายเป็นหนึ่งใน M3 ที่หายากและน่าสนใจที่สุดของยุค E90 แบบที่คนเล่น BMW จริงเท่านั้นถึงจะเข้าใจว่ามันพิเศษแค่ไหน CRT ย่อมาจาก Carbon Racing Technology และนั่นไม่ใช่แค่ชื่อเท่ ๆ ที่แปะไว้ข้างรถ แต่มันคือแกนกลางของโปรเจกต์นี้เลย BMW M สร้างรถรุ่นพิเศษคันนี้ขึ้นในปี 2011 โดยใช้เทคโนโลยี CFRP หรือ carbon fibre-reinforced plastic อย่างจริงจังในหลายจุดสำคัญของตัวรถ รวมถึงฝากระโปรงหน้า เพื่อลดน้ำหนักลงจากรถโปรดักชันมาตรฐานราว 70 กิโลกรัม ผลลัพธ์คือรถที่มีอัตราส่วนแรงม้าต่อน้ำหนักอยู่ที่ 3.5
ถ้าคุณเป็นสาย purist แบบเข้มจัด ชื่อของ Porsche 911 GT3 S/C น่าจะทำให้คิ้วขมวดตั้งแต่ยังไม่เห็นรถ เพราะ GT3 สำหรับหลายคนคือของศักดิ์สิทธิ์ในโลก 911 รถที่ควรจะคม กริบ แข็ง ตึง และเกิดมาเพื่อสนามเป็นหลัก แต่ Porsche เลือกทำสิ่งที่ดูย้อนแย้งสุด ๆ ด้วยการเอา GT3 มาเปิดประทุน แล้วไม่ใช่เปิดแบบแฟชั่น หรือเปิดแบบ grand touring นุ่ม ๆ ด้วยนะ แต่เปิดแล้วพยายามรักษา soul ของ GT car เอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผลลัพธ์คือ GT3 คันแรกที่มี fully automatic convertible roof และเป็นรุ่นผลิตจริง ไม่ใช่ limited-run gimmick แบบแป๊บเดียวหายด้วย แก่นของคันนี้คือการเอาแนวคิด lightweight จาก 911 S/T
ถ้าพูดถึงชื่อ Honda Cub ภาพแรกที่โผล่มาในหัวคนส่วนใหญ่คือรถมอเตอร์ไซค์เล็ก ๆ ที่เปลี่ยนโลกของการเดินทางในยุคหลังสงคราม รถที่ทำให้คนธรรมดาเข้าถึงการขี่สองล้อได้จริงเป็นครั้งแรก และกลายเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมยานยนต์ โลกทั้งโลกวันนี้มี Cub วิ่งอยู่มากกว่า 100 ล้านคัน แต่ในประวัติศาสตร์ของตระกูล Cub มีรุ่นหนึ่งที่แทบไม่มีใครพูดถึง ทั้งที่มันเป็นหนึ่งใน Honda ที่แปลกและสนุกที่สุดที่เคยถูกสร้างขึ้นมา มันคือ Honda EZ-9 หรือ EZ90 รถคันนี้เปิดตัวครั้งแรกที่ Tokyo Motor Show ปี 1990 และแค่เห็นหน้าตาก็รู้ทันทีว่า Honda กำลังทำอะไรที่ไม่เหมือนใครอีกแล้ว ตัวรถดูเหมือนของเล่นจากอนาคต เป็นการผสมกันระหว่าง mini motocross กับ scooter พลาสติกสีสันจัดจ้านแบบ Honda racing tricolour แดง ขาว น้ำเงิน มันไม่ใช่ commuter bike และไม่เคยถูกออกแบบมาให้เป็นรถใช้งานในเมืองด้วยซ้ำ จริง ๆ แล้ว Honda ตั้งใจให้มันเป็นรถสำหรับ
OTSUKA LŌTEC แบรนด์นาฬิกา independent watchmaking กลับมาอีกครั้งกับ No.8 ผลงานล่าสุดจาก Jiro Katayama ช่างนาฬิกาชาวญี่ปุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องการเอาเครื่องจักร analog ยุคเก่ามาแปลงเป็นภาษาการออกแบบของนาฬิกา Otsuka Lōtec No.8 โมเดลใหม่ที่ยังคง DNA แบบ mechanical instrument ไว้เต็ม ๆ แต่ครั้งนี้แรงบันดาลใจไม่ได้มาจากมิเตอร์ไฟฟ้าหรือเครื่องวัดแรงดันเหมือนรุ่นก่อน มันมาจาก mixing console ในห้องอัดเพลง โดยเฉพาะ REDD.37 tube mixing console ที่ใช้ใน Abbey Road Studios ช่วงยุค The Beatles ซึ่งมีดีไซน์ industrial แบบเครื่องมือวิศวกรรมยุคอนาล็อกที่ Katayama ชื่นชอบมาตลอด เหมือนกับหลายรุ่นของ Otsuka Lōtec Display System ใน No.8 ไม่ใช้เข็มแบบนาฬิกาปกติ Dial Architecture
HARLEY-DAVIDSON RCMR CONCEPT โปรเจกต์ one-off จากทีม Design Department ที่หยิบเอา DNA ของ café racer ยุคปลาย 70s กลับมาปัดฝุ่นใหม่อีกครั้ง แรงบันดาลใจมาจาก Harley-Davidson XLCR โมเดลในตำนานที่ครั้งหนึ่งเคยขายในจำนวนไม่ถึง 2,000 คัน ทำให้วันนี้มันกลายเป็น cult classic ที่นักสะสมตามล่ากันในตลาด collector RCMR ถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานของเครื่องยนต์ 1,250 cc Revolution Max V-twin เครื่องบล็อกเดียวกับที่ใช้ใน Harley รุ่น performance generation ใหม่ แต่สิ่งที่ทำให้มันต่างออกไปคือการลดน้ำหนักด้วย carbon fiber แทบทั้งคัน ตั้งแต่แฟริ่งไปจนถึงชิ้นส่วนตัวถัง ทำให้คาแรกเตอร์ของรถเปลี่ยนจาก cruiser หนัก ๆ กลายเป็น café racer ที่ดู aggressive และ
สำหรับผู้ชายอย่างเรา ๆ การแต่งห้องหรือการสร้าง Vibe ในบ้าน ไม่ได้จบแค่การเลือกโซฟาหนังเท่ ๆ หรือจัดแสงไฟให้ได้มู้ด แต่มันรวมถึง “เสียง” ที่สะท้อนรสนิยมของเราด้วย ลำโพงสักตัวจึงไม่ได้ทำหน้าที่แค่มอบความบันเทิง แต่ยังเป็นเหมือนเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเอกที่บอกเล่าตัวตนและไลฟ์สไตล์ของเจ้าของห้อง ซึ่งหากพูดถึงแบรนด์ที่เข้าใจสมการระหว่าง ‘สุนทรียภาพแห่งดีไซน์’ และ ‘คุณภาพเสียง’ อย่างถ่องแท้ ชื่อแรก ๆ ที่มักจะปรากฏขึ้นมาเสมอคือ Harman Kardon และเรื่องราวที่ทำให้แบรนด์นี้มีเสน่ห์ก็คือ ในขณะที่บางแบรนด์เครื่องเสียงอาจเริ่มต้นจากแผนธุรกิจบนกระดานบอร์ดบริหาร แต่ไม่ใช่กับ Harman Kardon เพราะแบรนด์นี้เกิดจากอุดมการณ์ของนักฟิสิกส์นามว่า Sidney Harman ชายผู้เชื่อหมดใจว่า “เทคโนโลยีที่ดี ต้องเข้ามาทำให้ชีวิตง่ายขึ้น ไม่ใช่ซับซ้อนขึ้น” 1953 คือปีที่เป็นจุดเริ่มต้นแห่งตำนาน เมื่อ Sidney Harman และวิศวกรคู่คิด Bernard Kardon ทุบกระปุกรวมเงินกันได้ 10,000 ดอลลาร์ เพื่อก่อตั้งบริษัทเล็กๆ ในยุคที่การฟังเพลงจากวิทยุคือความวุ่นวาย คุณต้องต่อสายไฟระโยงระยางและใช้เครื่องหลายชิ้น แต่พวกเขามองเห็นต่างออกไป… ทั้งคู่ออกแบบอุปกรณ์ที่รวมทุกอย่างไว้ในกล่องเดียวและตั้งชื่อมันว่า “Receiver” นวัตกรรมชิ้นนี้เปรียบเสมือนตัวปลดล็อกวงการ และกลายเป็นมาตรฐานของเครื่องเสียงสมัยใหม่ในเวลาต่อมา แต่นั่นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น
ก่อนที่โลกจะรู้จัก AMG, Mercedes-Benz ได้สร้างรถสองคันที่นิยามแนวคิด performance luxury ขึ้นมาใหม่ตั้งแต่ปลายยุค 60s เป็นรถหรูที่พร้อมสวนรถซิ่งบน Autobahn ได้แบบไม่เห็นฝุ่น 300 SEL 6.3 (W109) หมาป่าในสูทผู้ดี ก่อนโลกจะรู้จักคำว่า Super Sedan ปี 1968 ที่ Geneva Motor Show Mercedes-Benz ปล่อยรถซีดานหน้าตาธรรมดาคันหนึ่งออกมาเงียบ ๆ แต่สิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงคือหัวใจจาก limousine ระดับผู้นำประเทศ เครื่อง V8 ขนาด 6.3 ลิตร M100 จาก 600 Pullman ที่ถูกยัดลงในตัวถัง W109 แบบแทบไม่เปลี่ยนรูปลักษณ์ภายนอกเลย ผลลัพธ์คือรถที่ดูเหมือนรถผู้บริหารธรรมดา แต่เร็วระดับรถสปอร์ตตัวจริงของยุคนั้น 0–100 km/h ราว 6.5 วินาที ความเร็วปลายประมาณ 220 km/h ตัวเลขที่ในปลายยุค 60s
CLA รุ่นใหม่ ที่ไม่ใช่แค่ “CLA เก่าใส่มอเตอร์ไฟฟ้า” แต่คือการรีเซ็ตภาพรถคอมแพกต์หรูของ Mercedes-Benz ใหม่ทั้งหมด เหมือนเอาเทคโนโลยีจากรถระดับ flagship ย่อส่วนลงมาใส่ใน sedan ทรงสวยที่ขับได้จริงทุกวัน หัวใจสำคัญคือระยะทางวิ่งที่ไกลเกินคลาส ด้วยตัวเลขสูงสุดประมาณ 792 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ทำให้มันไม่ใช่ EV ที่เหมาะแค่ขับในเมือง แต่เป็นรถ EV ที่พร้อมออกทริปยาวได้แบบไม่ต้องกังวลเรื่องสถานีชาร์จตลอดทาง ใช้งานสะดวกเหมือนรถสันดาปที่เติมน้ำมันครั้งเดียวจบ ระบบไฟ 800-volt รุ่นใหม่ทำให้การชาร์จเร็วกลายเป็นเรื่องจริง ไม่ใช่ตัวเลขในโบรชัวร์ สามารถเพิ่มระยะทางได้ราว 325 กิโลเมตรในเวลาแค่ประมาณ 10 นาที เทียบได้กับการแวะซื้อกาแฟหนึ่งแก้วแล้วพร้อมเดินทางต่อทันที สิ่งที่น่าสนใจคือเกียร์ไฟฟ้าแบบสองสปีด ซึ่งไม่เคยมีในรถ EV ทั่วไป เกียร์แรกเน้นอัตราเร่ง ส่วนเกียร์สองช่วยให้ประหยัดและนิ่งตอนวิ่งทางไกล ทำให้รถคันนี้ทั้งออกตัวแรงและกินไฟน้อยบนความเร็วสูงในคันเดียว ดีไซน์ภายนอกยังคง DNA ความหรูแบบ Mercedes-Benz เพิ่มความ futuristic ด้วยกระจังหน้าที่มีไฟรูปดาว 142 จุดที่สามารถแสดงแอนิเมชันได้ รวมถึงไฟท้ายทรงดาวที่กลายเป็นลายเซ็นใหม่ของรถไฟฟ้ารุ่นต่อไปของแบรนด์ และยังเป็นครั้งแรกที่ CLA มี frunk


