Advertisement
Entertainment

The Evolution of Porn [Part 1] วิวัฒนาการของหนังปลุกใจเสือป่า ธุรกิจโชว์เนื้อหนังระดับพันล้าน

By: unlockmen July 8, 2021

โลกแฟนตาซีที่ไร้ซึ่งศีลธรรม มหกรรมแห่งการโรมรันอันเร่าร้อนบนจอ Porn Movie หรือ ภาษาชาวบ้านเรียกว่า หนังโป๊ / หนังผู้ใหญ่ / หนังเอวี แม้จะอยู่ขั้วตรงข้ามกับความดีงามและความถูกต้อง แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า หนังอินดี้ที่ประหยัดงบคอสตูม ถ่ายกันอยู่ไม่กี่คน กลับเป็นแรงผลักดันมหาศาลต่อธุรกิจความบันเทิงมานานนับศตวรรษ และปั้นเม็ดเงินจนได้ให้กำเนิดนวัตกรรมสำคัญแห่งโลกเทคโนโลยีในปัจจุบัน

และเพื่อต้อนรับซีรีส์ The Naked Director 2 เรามาทำความรู้จักกับหนังแนวนี้กันทีละก้าว เพื่อรู้ว่า หนังโป๊ที่เสื่อมศีลธรรม กลับสร้างนวัตกรรมมากมาย และผลักดันเศรษฐกิจให้กับโลกใบนี้ได้อย่างเหลือเชื่อ


 

ก่อนศตวรรษที่ 20 Porn Movie เรื่องแรกของโลก

Louise Willy นักแสดงผู้กล้าเปลื้องผ้าหน้ากล้องเป็นคนแรก

ย้อนกลับไป ตั้งแต่โลกใบนี้เพิ่งรู้จักกับสิ่งที่เรียกว่าภาพยนตร์ใหม่ ๆ ตั้งแต่ยุคหนังเงียบนั้น หนังที่เปลืองเนื้อหนังมังสาก็คลานตามกันมาไม่นานเช่นกัน มีข้อถกเถียงมากมายว่าหนังเรื่องไหนที่ควรนับเป็นหนังอีโรติกเรื่องแรก ถ้าเป็นการ “ถอดทีละชิ้น” เพื่อเห็นปทุมถันและของพึงสงวน หนังเรื่องแรกที่ควรได้รับตำแหน่งนั้นก็น่าจะเป็นหนังเงียบจากประเทศฝรั่งเศสเรื่อง “Le Coucher de la Mariée” ที่นักแสดงตลกสาว Louise Willy ลงทุนเปลื้องผ้าจะจะตาให้เห็นเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1899

แต่ถ้าหนังอิโรติกที่มีฉากร่วมรักกันให้เห็น หนังเรื่อง “L’Ecu d’Or ou la Bonne Auberge” ที่ออกฉายในปี 1908 ก็ควรได้รับตำแหน่งนั้น โดยตัวหนังเล่าเรื่องของสาวใช้ที่นึกสนุก ใช้เครื่องดูดฝุ่นมาเล่นจ้ำจี้เพื่อคลายกำหนัด แต่ผัวเมียแอบเห็นจึงร่วมสนุกด้วยแบบ Threesome!!! ใช่แล้ว หนังอิโรติกเรื่องแรกของโลกนั้นล้ำหน้าขนาดร่วมรักกันมากกว่า 2 เลย รวมไปถึงฉากที่สร้างความตกใจที่ไม่อาจจะบรรยายได้ เอาเป็นว่าลองเสิร์ชหาในโลกอินเตอร์เน็ตเพื่อรับอรรถรสเอาเองก็แล้วกัน

ซึ่งแน่นอนว่าการมาของหนัง “L’Ecu d’Or ou la Bonne Auberge” สร้างความตกใจให้กับคนเคร่งศีลธรรม ขณะเดียวกัน ก็นำมาสู่การสาปแช่งขององค์กรศาสนา รวมไปถึงหนังหลายเรื่องในยุคนั้นที่แม้กระทั่งแค่นางเอกโชว์ระบำหน้าท้อง หรือการจูบปากเพียงเสี้ยววินาที ก็สร้างความโกรธาให้กับคนเหล่านั้นมิใช่น้อย แม้จะมีการสร้างสถานที่ในการชมอย่างมิดชิด โดยประเทศออสเตรเลียทำโรงหนังสำหรับผู้ชายเท่านั้นในชื่อ Herrenabende เพื่อรองรับหนังจากบริษัท Saturn-Film ที่ผลิตแต่หนังแนวที่มีหญิงสาวเปลือยกายแบบจะจะ

ซึ่งเราสามารถเรียกสถานที่นี้ว่า “โรงหนังโป๊อย่างเป็นทางการแห่งแรกของโลก” ก็ไม่วายถูกตราหน้าว่าเป็นแหล่งซ่องสุมผิดกฎหมาย จนฟิล์มหนังมากมายถูกเผาทิ้งไม่เหลือรอดให้เห็น แต่ถึงกระนั้นนักประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ต่างก็ยอมรับว่า หนังโป๊เหล่านี้เป็นการแสดงความกล้าหาญของหญิงสาวที่สังคมชายเป็นใหญ่ยังกดลงต่ำ ความกล้าที่จะเผยส่วนสัดรูปร่าง ไปจนการยอมให้เห็นการสอดใส่นั้นถือเป็นความกล้าที่โลกควรจารึกและยกย่องเธอพวกนี้มากกว่าจะประณามหยามเหยีด


 

1920s-1950s จากหนังผิดกฎหมาย สู่หนังบ้านอันเย้ายวนใจ

จนในที่สุดหนังโป๊ก็มีศัพท์เฉพาะของมัน โดยการเรียกหนังแนวนี้ว่า Stag Film หรือ หนังกวาง ที่อธิบายถึงการซุ่มดู แอบดู ไม่ต่างกับกวางตัวผู้ที่ซุ่มเงียบตามพุ่มไม้ ช่วงเวลาของหนัง Stag Film เป็นไปอย่างยากลำบาก แม้มันจะสร้างกำไรมหาศาลจากการลงทุนที่น้อย แต่มันก็เสี่ยงคุกเสี่ยงตารางไม่ใช่น้อย จนต้องมีการแอบฉายกันในซ่องโสเภณี จนกระทั่งโลกเข้าสู่สภาวะสงครามโลกครั้งที่ 2 หนัง Stag Film แอบเอาไปฉายลับ ๆ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจทหารที่จากบ้านจากคนรัก แต่มันก็ถูกฉายอย่างยากลำบาก

จนกระทั่งปี 1958 การมาของหนังบ้าน หรือ Home Movie ที่ไว้ถ่ายและฉายกันเองในหมู่มือสมัครเล่น ด้วยฟิล์มขนาดเล็กกว่าปกตินั้นคือฟิล์ม 8 มิล ซึ่งผู้สร้างหนังอิโรติกก็หัวใสว่าหนังแนวนี้มันควรเป็นสื่อที่เอาไว้ดูเฉพาะในบ้าน เพราะอาจจะมีสามี-ภรรยาที่อยากหาอะไรมากระตุ้นเรื่องบนเตียง หรือหญิงสาวในยุคนั้นยังไม่กล้าขนาดเดินเข้าโรงเพื่อดูหนังเหล่านี้ Home Movie จึงเป็นทางออกอันแสนฉลาดที่ผู้สร้างหนังจะนำหนังเหล่านี้จำหน่ายให้ชมในครัวเรือนแบบเจ้าหน้าที่จับไม่ได้ จนสามารถเรียกได้ว่า Home Movie คือบรรพบุรุษแห่งวีดีโอในกาลต่อมาเลยก็ได้

ซึ่งนักสร้างหนังที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาของหนังอิโรติกซอฟท์คอร์” นั่นก็คือ Harrison Marks อดีตช่างภาพชาวอังกฤษที่ทดลองนำกล้องถ่ายหนัง 8 มิล มาถ่ายหนังที่เน้นความเย้ายวนของนางแบบในแบบ Softcore มากกว่าจะเป็นการร่วมรักแบบ Hardcore จนหนังบ้านสุดเซ็กซี่นั้นถูกเรียกว่า “Glamour Home Movies” หรือหนังบ้านเย้ายวนใจ นั่นเอง ซึ่งหนังที่เขากำกับและสร้างที่ได้รับการยกย่องนั่นก็คือ As Nature Intended (1961) ที่นำแสดงโดย Pamela Green นั่นเอง ซึ่งหนัง Glamour Home Movies ความยาว 10 กว่านาทีต่อม้วนนั้นได้รับความนิยมในหมู่หนุ่มสาว ที่ต้องการหนังที่ยั่วเย้าอารมณ์ในแบบซอฟท์ ๆ นั่นเอง


 

1960s การตื่นตัวของหนังอีโรติก

โลกค่อย ๆ เปลี่ยนไป ขณะที่แฟชั่นมินิสเกิร์ตโชว์ส่วนเว้าส่วนโค้ง และชุดว่ายน้ำเริ่มเว้าสูงและโชว์ส่วนสัดมากเท่าไหร่ เรื่องเพศก็เริ่มกลายเป็นเรื่องที่คนกล้าพูดในที่สาธารณะมากขึ้น หนังอีโรติกก็เช่นกัน เมื่อมันเริ่มมีบทบาทมากขึ้นในฟากฝั่งยุโรป จากหนัง Home Movie ที่ฉายในบ้านและตามซ่องนั้น ก็เริ่มขยับขยายไปฉายในโรงใหญ่ ทั้งในรูปแบบของหนังที่เน้นเพียงฉากนู้ดของนางแบบ ไปจนถึงการร่วมรักแบบโจ๋งครึ่ม

โดยหนังสวีเดนเรื่อง I Am Curious (Yellow) (1967) ที่กล้าเล่าเรื่องผ่านการกอดรัดฟัดเหวี่ยงของพระ-นางในร่างที่เปลือยเปล่า แถมยังมีฉากที่นางเอกจุมพิตของลับผู้ชายในตอนยังไม่ตื่นตัว แต่หนังไม่ได้ใช้ฉากเลิฟซีนเป็นตัวชูโรง ตรงกันข้ามมันกลับเล่าเรื่องอย่างจริงจัง ไม่ได้มีเฉพาะฉาก Sex Scene เพียงอย่างเดียว พร้อมการสอดแทรกแนวคิดหัวก้าวหน้าสมัยใหม่ด้วยฟุตเตจการสัมภาษณ์ Dr. Martin Luther King เอาไว้ด้วย ทำให้หนังเรื่องนี้ควรเรียกว่าหนังอาร์ตมากกว่าหนังอีโรติก หนังจึงสามารถออกฉายในโรงหนังปกติได้ในยุโรป

แต่ในอเมริกาดินแดนแห่งเสรีภาพในบางเมืองอย่างรัฐแมสซาชูเซตส์กลับออกกฎห้ามฉายหนังเรื่องนี้เนื่องจากการเห็นฉากล่อนจ้อนของพระ-นาง ก็ตีค่าเป็นหนังลามกอนาจารไปเสียแล้ว จนนำไปสู่การขึ้นโรงขึ้นศาล และในที่สุดหนังก็ได้ฉาย และมันกลายเป็นหนังภาษาต่างประเทศที่ทำรายได้มหาศาลในยุคนั้น เพราะหนังมีกระแสการแบนจนเป็นข่าวใหญ่โต

ความตื่นตัวของคนยุคนั้นเริ่มมีต่อหนังอีโรติกในฐานะหนึ่งในตระกูลภาพยนตร์ ที่ไม่ต่างกันกับหนังตลกหรือหนังผี โดยประเทศเดนมาร์กเป็นประเทศแรกที่ยกเลิกฎหมายเซ็นเซอร์ของสงวน รวมไปถึงหนังอิโรติกแบบฮาร์ดคอร์ก็เริ่มฉายให้เห็นเด่นชัดขึ้นตามโรงภาพยนตร์ทั่วไปอย่างโจ่งแจ้ง นำไปสู่การต่อสู้อย่างหนักของนักทำหนังผู้ใหญ่ในอเมริกา โดยเฉพาะ Andy Warhol ศิลปิน Pop Art คนสำคัญของโลก ที่พยายามต่อสู้กับกองเซ็นเซอร์อย่างหนัก เพื่อนำพาหนังเรื่อง Blue Movie (1969) ให้รอดพ้นจากม่านหมอกศีลธรรม


 

1970s เสรีภาพของหนังอีโรติก

 

 

ขณะที่เดนมาร์ก กลายเป็นเมืองท่าแห่งหนังอีโรติกที่ฉายเทียบเคียงหนังทั่ว ๆ ไป สหรัฐอเมริกาเองก็พยายามต่อสู้อย่างหนักหน่วงในที่สุดก็สัมฤทธิ์ผล เมื่อหนัง Last Tango in Paris (1972) ที่ได้นักแสดงนำผู้ยิ่งใหญ่อย่าง Marlon Brando มาแสดงในฉากร่วมรักอย่างโจ่งแจ้ง เซ็กซ์กลายเป็นทั้งจุดขายหลัก และจุดขายเสริมในโรงหนังอเมริกาในยุคสมัยที่เบ่งบานทางเสรีภาพอย่างเต็มที่ จน MPAA Motion Picture Association of America หรือ สมาคมภาพยนตร์อเมริกัน ต้องจำกัดอายุผู้ชมที่เป็นเยาวชนให้ห่างไกลจากหนังเหล่านี้ด้วยการกำหนดเรท X ขึ้นมา

แม้หนังจะถูกพาดหัวว่าเป็น “หนังเอ็กซ์” แต่มันกลับเป็นการประกาศชัยชนะและเสรีภาพของผู้สร้างสรรค์อย่างแท้จริง ในยุคนั้นผุ้ชมอเมริกันจึงได้ดูหนังผู้ใหญ่ในโรงใหญ่ ตั้งแต่ Mona (1970) หนังเรื่องที่ 2 ที่กล้าใส่ฉากเปลือยอย่างโจ่งแจ้งต่อจากหนัง Blue Movie ที่ท้าทายเส้นศีลธรรมมากยิ่งกว่า / Flesh Gordon (1974) หนังล้อเลียนฮีโร่ Flash Gordon ที่เป็นต้นธารของหนังอีโรติกล้อเลียนหนังจวบจนปัจจุบัน / Alice in Wonderland (1976) หนังเพลงเรท X ที่สามารถทำรายได้จากการฉายทั่วโลกในระดับเกือบ 100 ล้าน หรือ Emmanuelle (1974) หนังสุดฉาวที่มาถ่ายทำในไทย ล้วนแล้วแต่แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของผู้สร้างที่ต้องการเขยิบเรื่องราวทางเพศให้กลายเป็นเรื่องปกติที่แสนสามัญ แต่ที่ได้รับการกล่าวขวัญถึงจนได้รับว่าเป็นยุคทองแห่งหนังอิโรติกฮาร์ดคอร์ นั่นก็คือ Deep Throat (1972) นั่นเอง

Deep Throat เล่าเรื่องของหญิงสาวที่ไม่มีความสุขในความเสียว จนกระทั่งค้นพบว่าปุ่มกระสันต์นั้นอยู่ในลำคอของเธอเธอจึงต้องเที่ยวท่องหาประสบการณ์อันแสนเร้าใจจากชายแปลกหน้ามาช่วยเสริมสร้างความเสียวเพื่อหาความสุขให้กับชีวิต มันกลายเป็นหมุดหมายสำคัญของหนังผู้ใหญ่ ที่ผู้คนมากมายพากันแห่ไปดูหนังเรื่องนี้กันอย่างไม่รู้สึกว่ามันเป็นหนังโป๊อันแสนสกปรก ทั้ง ๆ ที่มีฉากฮาร์ดคอร์อันรุนแรง (ซึ่งส่วนใหญ่ล้วนมาจากการใช้งานทางปากของนางเอก)

พร้อมกันนั้นยังเปิดโลกทัศน์ให้คนยุคใหม่ โดยเฉพาะหญิงสาว ได้กล้าที่จะเดินเข้าโรงหนังเพื่อชมหนังเรื่องนี้อย่างสง่าผ่าเผย เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงความเท่าเทียมและเสรีภาพที่ทัดเทียมผู้ชายเช่นกัน ไม่เพียงเท่านั้น ดาราและผู้ทรงอิทธิพลในวงการฮอลลีวู้ดในยุคนั้น อย่าง Jack Nicholson / Martin Scorsese ไปจนถึง Frank Sinatra ต่างยกย่องในความกล้าหาญของหนังเรื่องนี้

โดย Deep Throat นั้นลงทุนไปเพียง 47,500 เหรียญสหรัฐ แต่ทำรายได้กลับคืนมาระดับ 30-50 ล้านเหรียญในยุคนั้น และเก็บเกี่ยวลิขสิทธิ์ Home Video ในกาลต่อมารวมกันแล้วเป็นมูลค่าเกือบพันล้านเหรียญ จนเกิดเป็นกระแส Porno Chick ที่สามารถเทียบเคียงหนังเมนสตรีมได้อย่างกล้าหาญ แม้กระทั่งแหล่งข่าวที่เปิดโปงคดีวอเตอร์เกตอันอื้อฉาว ยังใช้รหัสลับว่า Deep Throat เพื่อแสดงให้เห็นถึงการเจาะลึกทะลุทะลวงสั่นคอหอยทำเนียบขาวได้นั่นเอง

และทั้งหมดนี้เป็นเพียงครึ่งแรกของตำนานแห่งหนังโป๊สุดฉาว ครั้งหน้า เราจะข้ามโลกไปทำความรู้จักกับ Pink Film และอุตสาหกรรมหนังที่สั่นสะเทือนโลกอินเตอร์เน็ทในปัจจุบัน…โปรดติดตาม


 

Source: 1 / 2 /

unlockmen
WRITER: unlockmen
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line