Life
UNLOCKER CLUB ‘TIME WELL SPENT’ EP.1 l ‘แจ็ค The Ghost’ วันที่กลัวความตาย-มากกว่ากลัวผี
By: GEESUCH August 27, 2025 235689
UNLOCKER CLUB ‘TIME WELL SPENT’ รายการใหม่ล่าสุดจาก UNLOCKMEN เราชวน ‘ตุ้ย-ดร.อัฐวุฒิ ปภังกร’ (Independent Watch Collector) นักสะสมนาฬิกาตัวท็อปของประเทศไทย ร่วม Spend Time ไปกับเหล่าแขกรับเชิญหลากบทบาทในวงการ และหลายหน้าที่ในชีวิตจริง รู้จักชีวิตของพวกเขาผ่านนาฬิกาที่เขาเลือกใส่ในแต่ละช่วงเวลา มันอาจจะเป็นนาฬิกาเรือนแรกที่คุณพ่อให้ในวันที่เรียนจบ หรือเรือนที่ซื้อให้ตัวเองเพราะสัญญาเอาไว้ในวันที่ทำตามความฝันสำเร็จแล้ว ทุกเรือนล้วนมี Story ของชีวิตที่เดินอยู่บนหลักวินาที นาที และชั่วโมงที่เปลี่ยนผ่านอยู่ในนั้น

ประเดิมตอนที่ 1 เราพาชาว UNLOCKER ไปคุยกับ ‘แจ็ค The Ghost’ (วัชรพล ฝึกใจดี) ในวันที่ทำอาชีพนักจัดรายการวิทยุหลอนมากว่า 30 ปี ก่อตั้ง The Ghost Studio อายุได้ 10 ปีพอดี แต่เพิ่งจะเป็นคุณพ่อมือใหม่ในวัย 48 ได้เพียงปีกว่า ๆ เท่านั้น และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดกว่าเรื่องเล่าผีในตอนนี้ ก็คือการที่ไม่รู้ว่าวันไหนตัวเองจะต้องจากไปและไม่ได้อยู่กับลูกอีกแล้ว
ในช่วงเวลาส่วนหนึ่งของชีวิตพี่แจ็ค อดีตถูกบันทึกเอาไว้ด้วย G-SHOCK GA COLLECTION นาฬิกาแบรนด์เดียวที่เขาใส่มาทั้งชีวิต แบรนด์นาฬิกาจากญี่ปุ่นที่บอกเล่าประวัติศาสตร์ของความแข็งแกร่งตั้งแต่วันแรก และพิสูจน์มาตลอดจนถึงวันนี้ ที่ไม่ต่างอะไรกับ The Ghost Radio มาร่วมใช้เวลาและฟังเรื่องเล่าที่มีผีบ้างอยู่นิดหน่อยแบบ “พี่แจ็คครับ !” ไปพร้อมกันในบรรทัดถัดไปได้เลย

Tui : วันนี้พี่แจ็คอายุเท่าไหร่แล้วครับ
Jack : ผม 48 ปีนี้ครับ
Tui : รู้มาว่าพี่แจ็คเพิ่งมีลูกขวบกว่า ๆ เมื่อปีที่แล้ว คิดว่าตัวเองมีลูกช้าไปมั้ย
Jack : บางคนอาจจะมองว่า “โห ! พี่แจ็คมีลูกตอนอายุเยอะไปแล้ว” แต่สำหรับตัวผมเอง ผมชอบคิดว่าตัวเองยังเป็นเด็กอยู่ ผมชอบเล่นของเล่น ที่บ้านของเล่นเพียบ เลยคิดว่าเราคงยังไม่แก่ไป ตัวเองยังมีเวลาอยู่กับเขาได้อยู่
Tui : ของเล่นผีรึเปล่า ?
Jack : ของเล่นแบบปกติทั่วไปเลย เป็นพวกรถเหล็กแล้วก็โมเดลต่าง ๆ ความสุขของผมคือการได้นั่งดูของเล่นในตู้ที่ซื้อมาพวกนี้ล่ะ
Tui : ชีวิตพี่แจ็คฟันฝ่าความลำบากมาเยอะมาก คิดว่าตัวเองหยุดลำบากไม่ต้องปากกัดตีนถีบ กินข้าวโดยไม่ต้องคิดตอนอายุประมาณเท่าไหร่
Jack : ทุกสิ่งทุกอย่างเริ่มขึ้นในวันที่ก่อตั้ง The Ghost Radio ปีนี้เข้า 10 ปีพอดี มันเริ่มดีขึ้นตอนที่ผมอายุประมาณ 37 ปี
Tui : ช่วงเวลาที่เหนื่อยฟันฝ่า-เวลาเหล่านั้นให้อะไรกับพี่แจ็คบ้าง
Jack : ให้บทเรียน ให้ความคิด ให้ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่ผมจะเอามาใช้ในทุกวันนี้ ผมไม่เคยคิดว่าอดีตคือเวลาที่สูญเปล่า ไม่เคยแม้แต่ครั้งเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นถ้าเราย้อนกลับไปมอง ถึงจะรู้สึกว่าวันนั้นไม่น่าทำอย่างนั้นเลย แต่อย่างน้อยเราก็จำเวลานั้นไว้ ในปัจจุบันเราก็จะไม่ไปทำสิ่งที่มันไม่ถูกต้องอีก

Tui : ยังจำนาฬิกาเรือนแรกที่ซื้อได้ไหม
Jack : จำได้ครับ ซื้อตอนที่ผมเริ่มมาทำ The Ghost Radio เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ซึ่งจริง ๆ ปกติผมเป็นคนไม่ใส่นาฬิกาเลยนะ ผมรู้สึกเฉย ๆ กับนาฬิกา ไม่ได้จะต้องไปขวนขวายในการหามาใส่ แค่ดูว่า “เรือนนั้นสวยดี” ไม่ได้อยากมีขนาดนั้น
Tui : เรือนแรกที่ซื้อคือเรือนไหน
Jack : มันคือ G-SHOCK GA-100A-9ADR BUMBLEBEE ตอนนั้นผมซื้อในกลุ่ม ราคาไม่เกิน 3,000 บาท ในช็อปมันแพง กลุ่มที่ผมซื้อเขาขายของถูกต้องตามกฎหมาย เป็นมือหนึ่งไม่ใช่มือสองนะ
Tui : พี่ไม่กลัวปลอมเหรอ ?
Jack : รีเช็คมาแล้วว่าคนที่อยู่ในกลุ่มนี้จะต้องของแท้เท่านั้น
Tui : พี่รู้มั้ยว่านาฬิกา G-SHOCK ที่ซื้อมาทำอะไรได้บ้าง
Jack : (หัวเราะ) จริง ๆ แล้วมันทำอะไรได้เยอะนะ แต่ผมยังไม่รู้เลยว่าตั้งเวลายังไง ผมรู้แค่ว่าเขาเป็นนาฬิกาพลาสติกที่มันมีลูกเล่นเยอะ ก็ซื้อมาเพราะแค่อยากใส่เพราะว่าตอนนั้นหนัง BUMBLEBEE กำลังมาด้วย
Tui : ตั้งแต่ซื้อนาฬิกาเรือนนี้มาในตอนนั้นพี่แจ็คใส่ทุกวันเลยมั้ย
Jack : ก่อนออกจากบ้านใส่ทุกวัน คิดว่า 1-2 ปีเลยนะ แต่ผมเป็นคนล้างนาฬิกาบ่อยนาฬิกาก็เลยจะดูใหม่
Tui : G-SHOCK GA-100A-9ADR BUMBLEBEE บอกตัวตนของพี่แจ็คในวัย 30 กว่า ๆ ยังไงบ้าง
Jack : ผมไม่ได้รู้สึกถึงตัวตนขนาดนั้น แต่แค่รู้สึกว่าใส่ G-SHOCK แล้วมันเท่ดี (หัวเราะ)


Tui : ในวันที่ The Ghost Radio ครบรอบ 10 ปี มันผ่านอะไรมาบ้าง
Jack : กว่ารายการจะสำเร็จใช้เวลาถึง 2 ปี
Tui : พี่คิดว่าอะไรคือจุดที่ทำให้รายการสำเร็จ
Jack : คนฟังที่เขาเห็นเราในการนั่งจัดรายการ เราจริงใจกับคนฟัง สมัยก่อนการจัดรายการวิทยุคนฟังจะไม่เห็นเราเลย แต่ทุกวันนี้พอมันมีกล้องก็ทำให้สามารถสื่อสารกับคนดูได้ชัดเจนมากว่า
Tui : เวลาที่พี่แจ็คนั่งฟังเรื่องผีเป็นคนที่ใส่ใจเรื่องที่เล่าขนาดไหน หรือจริง ๆ พี่แจ็คแค่ทำหน้าน่ากลัวคนดูก็รู้สึกกลัวขึ้นมาเลย
Jack : ไม่ครับ ที่ผมทำหน้าน่ากลัวเพราะผมเอาตัวเองเข้าไปอยู่ในเรื่องแล้วผมอินกับเรื่องทุกเรื่องที่โทรมาเล่า ผมใส่ใจกับทุกคำพูดที่เขาโทรมาเล่า ทุกวันนี้ผมสามารถจำได้ตั้งแต่ต้นเรื่องจนถึงจบเรื่อง โดยที่ผมไม่ต้องจด โดยที่ไม่ได้บอกว่าผมเก่งนะครับแต่ผมมีประสบการณ์
Tui : ผมว่าอันนี้เรียกว่าเก่งนะแต่เป็นความเก่งในฐานะคนฟังเรื่องผี
Jack : ผมจะมีประสบการณ์เรื่องพวกนี้ ผมสามารถสรุปเรื่องได้ทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นคนฟังก็จะเข้าใจว่า “อ๋อ ! อีพี่แจ็คเวลามันฟังเรื่องผีมันฟังจริงๆ” ก็เลยเป็นจุดหนึ่งที่ทำให้ The Ghost Radio ค่อนข้างที่จะมีคนฟังเยอะ
Tui : พอผ่านเวลาจาก 2 ปี ที่บอกว่าไม่ค่อยดังแล้วมาดัง พี่รับมือกับสถานการณ์ความดังยังไง
Jack : จริง ๆ The Ghost Radio ไม่ได้ดังแบบตู้มทีเดียว แต่กราฟมันค่อย ๆ ขึ้น จากคนฟังวันแรกหลัก สิบคน ปัจจุบันถ้าเป็นรายการสด เมื่อวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาอยู่ที่ประมาณ 120,000 ผมเน้นไปที่การฟังสดแล้วให้คนเข้ามาดูเราในจำนวนเยอะ ๆ มันคือคอมมูลนิตี้ที่ผมมีความสุขมาก
Tui : รายการพี่ถึงขนาดมี Watch Collector ระดับโลกมาคุยด้วย ‘แบมแบม Got7’
Jack : ใช่ ๆ น้องชอบนาฬิกามาก แบมแบมคือชาวแก๊ง The Ghoster ที่ชอบฟังเรื่องผี แล้วเขาก็เอาเรื่องที่ฟังใน The Ghost Radio ไปเล่าให้สมาชิกในวงฟัง
Tui : Jackson Wang ?
Jack : ในแก๊งเขาเลยครับ เอาเรื่อง ‘ห้องสนิม’ ไปเล่า แล้วคลิปนั้นก็ถูกแชร์ต่อเยอะมาก แล้วน้องก็ชอบพูดถึง The Ghost Radio เรามีโอกาสในช่วงที่น้องกำลังจะมีคอนเสิร์ต BamBam THE 1ST WORLD TOUR [AREA 52] ตอนปี 2023 ทางทีมงานเขาก็ลิสต์รายชื่อว่าอยากไปโปรโมทรายการไหน น้องจิ้ม The Ghost Radio รายการแรก ก็เป็นโอกาสที่ได้คุยกับน้อง

Tui : ซึมซับการเป็นนักสะสมนาฬิกามาจากแบมแบมบ้างมั้ย
Jack : ไม่ไหวหรอกครับของเขาแต่ละเรือน โอ้โห !!! ผมเป็นคนที่ไม่กล้าซื้อนาฬิกาแพง เพราะผมเป็นคนที่ไม่ค่อยระวังตัวเอง
Tui : แต่ก็ต้องบอกว่า ช่วงเวลา 10 ปีของ The Ghost Radio กับคอลเลกชั่นนาฬิกาที่สะสม 13 เรือนไม่น้อยเลยนะ สำหรับ Collector Watch แต่ผมเป็นนักสะสมนาฬิกาประเภทที่เวลาใครมาบอกนาฬิกาผมจะบอกเลยว่า “อย่าเก็บ” พี่แจ็คว่าตลกมั้ย ?
Jack : ทำไมถึงไม่ให้เก็บ ?
Tui : ผมบอกว่าถ้าเราเก็บหรือเราอินอะไรเยอะเกินไป มันจะกลายเป็นเหมือนกับความบ้า สำหรับตัวผมคนที่พยายามจะเก็บนาฬิกาในสมัยสิบปีที่ผ่านมาพร้อมกับ The Ghost Radio พยายามจะพูดว่าการเก็บนาฬิกาจะทำให้คุณเป็น Passion Investment คิดว่านาฬิกาจะมีมูลค่าสูงขึ้น จะทำให้รวยขึ้น แต่สิ่งเหล่านั้นน่ะมันเพิ่งมีมาเมื่อไม่กี่ปีเอง ซึ่งผมมองว่านาฬิกาที่ยังสามารถปั๊มขายได้ตลอด แน่นอนราคามันไม่มีวันที่จะสูงจนเอื้อมไม่ถึง ผมผมเคยเล่ากับหลายหลายคนบอกว่าเรามีนาฬิกาสัก 7 เรือนคือพอแล้ว
Tui : วันนี้พี่แจ็คเอานาฬิกามาให้ดู 13 เรือน พี่ใส่เรือนไหนบ่อยที่สุด
Jack : ก็จะเป็นเรือน G-SHOCK GA-100A-9ADR BUMBLEBEE เรือนสีดำทองแล้วก็เรือนสีฟ้า
Tui : แสดงว่าพี่แจ็คชอบ G-SHOCK GA อย่างเดียวเลยใช่มั้ย
Jack : ผมชอบ GA SERIES อย่างเดียวเลยครับ ไม่เอาอย่างอื่นเลย เพราะว่าหน้าปัดใหญ่สำหรับข้อมือผมดี
Tui : แต่เรือนที่พี่ใส่มาวันนี้เหมือนจะเป็นเรือนแพง
Jack : G-Shock Frogman GWF-A1000 ก็ไม่ได้แพงขนาดนั้น (หัวเราะ)
Tui : แต่ GA เรือนอื่นหลักพันเองนะ (หัวเราะ) อยากรู้ว่าตอนที่ซื้อนาฬิกาหลักพันกับหลักหมื่นความรู้สึกมันต่างกันมั้ย
Jack : ก็ไม่นะ เพราะว่าเวลาผมซื้อนาฬิกาผมจะซื้อเพราะความชอบ ความอยากได้ แล้วเราอยากได้เรือนนี้มาตั้งนานแล้ว เพราะว่าสมัยก่อนเราไม่มีตังค์ พอเราพอจะมีรายได้ก็เลยซื้อ อย่างน้อยของมันก็มาอยู่กับเราแล้วก็ไม่เคยคิดว่าจะขายเลยด้วย

Tui : อยากชวนคุยเรื่องความเป็นมาของแบรนด์ G-SHOCK กันหน่อย พี่แจ็ครู้มั้ย ตำนานของ G-SHOCK เป็นคนญี่ปุ่นคนหนึ่งชื่อ Kikuo Ibe อยู่ในบริษัท Casio เขาบอกว่าจะออกแบบนาฬิกาที่ถึกทน โดยเขาใช้เวลาทดลองเกือบ 10 ปี เพื่อออก G-SHOCK เรือนแรก
แล้วก็เขาก็ยังบอกว่าการที่เขาออกแบบ G-SHOCK ถือว่าเขาปฏิวัติวงการสำหรับนาฬิกาที่ใส่ถ่าน แล้วเขาพยายามจะบอกว่า G-SHOCK ทุกเรือนที่เกิดขึ้นน่ะมันคือคาแรคเตอร์สำหรับ Tool Watch ทุกอัน เขาไม่ได้พูดว่าเขาก๊อปปี้นาฬิกาแบบ Rolex แต่เขาบอกเลยว่าถ้าคุณใส่ Frog Man คุณจะสามารว่ายน้ำได้กี่เมตรกี่เมตร การคิดคอนเซ็ปต์ผมว่าญี่ปุ่นคือความคราฟท์ ต้องบอกว่า G-Shock เป็นซอฟท์พาวเวอร์ของญี่ปุ่นจริง ๆ ทุกคนในประเทศญี่ปุ่นไม่มีคนไหนเลยที่จะไม่ผ่านมือกับ G-SHOCK มาก่อน จริง ๆ แล้วแบรนด์ Casio เคยทำประวัติการในโลกไปแล้วครั้งนึงตอนปี ‘1980s Quartz Crisis’ โรงงานสวิตเซอร์แลนด์เจ๊งปิดโรงงานกันไปเลยนะครับ
อีก 10 ปีข้างหน้าผมเชื่อว่าจะไม่มีคนใส่แล้วนาฬิกา ทุกคนจะใส่ Apple Watch แล้วนาฬิกาทั้งหมดจะกลายเป็น ‘วินเทจ’ มันก็จะเป็นของที่คุณไม่ได้เอาไปใส่แต่งตัวแล้ว แต่มันคือสิ่งของที่คุณเก็บไว้แล้วมีคุณค่าต่อ ผมเชื่อว่าในอนาคตนาฬิกาจะบอกประวัติศาสตร์ การที่ G-SHOCK มีลิมิเต็ดเยอะ มันบอกประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมด

Tui : ในวันหนึ่งที่ลูกชายพี่แจ็คอายุ 10 ขวบ พี่แจ็คอยากปลูกฝังอะไรให้เขา
Jack : ผมเป็นคนที่จะไม่ชี้นำจะไม่ปลูกฝังอะไรให้เขาเลือกเอง
Tui : แล้วทุกวันนี้เขาเลือกอะไร
Jack : ตอนนี้เขาชอบรถ เวลาเดินเห็นรถปุ๊บเขาจับก่อนเลย ผมซื้อโมเดลรถมาก็แหกแพ็คให้เรียบร้อย (หัวเราะ)
Tui : แปลว่าแล้วถ้าโตขึ้นเขาชอบรถเราก็จะสนับสนุนไปทางนั้น
Jack : ก็ต้องดูว่าเขาชอบแบบไหน ถ้าซื้อของเล่นเกี่ยวกับรถผมโอเค แต่ถ้ามันข้ามไปถึงการที่ต้องใช้ความเร็วบนถนนก็ต้องมานั่งคุยกัน ผมก็เป็นห่วงเขาเลยแหละ
Tui : ทุกวันนี้พี่แจ็คอึดอัดมั้ยกับการมีแฟนคลับมาขอถ่ายรูป
Jack : ผมไม่เคยแม้แต่จะคิดสักนิดเดียวว่าการที่คนมาขอถ่ายรูปกับผมจะอึดอัด ลองไปดูรูปที่ผมถ่ายกับทุกคนได้ ผมยินดีมาก ๆ แค่รู้สึกว่าเรามาถึงตรงนี้ได้เพราะพวกเขา ทุกครั้งที่มีคนมาขอถ่ายรูปผมก็จะยินดีมาก ๆ
Tui : คนชอบแซวกันว่าวันเสาร์อาทิตย์ชาว Ghoster มาคาเฟ่ The Ghost House เพื่อขอถ่ายรูปกับพี่แจ็ค
Jack : ใช่เลย แต่ตอนนี้คาเฟ่ปิดปิดปรับรีโนเวทอยู่ ผมก็เลยทำเป็นเก้าอี้สนาม 10-20 ตัวเอาไว้ที่หน้าห้องจัดรายการ ตอนกลางคืนวันเสาร์อาทิตย์คนก็จะมานั่งดูจัดรายการเพื่อรอที่จะมาถ่ายรูปเสร็จแล้วก็กลับ
Tui : เคยรู้ช่วงอายุแฟนคลับของ The Ghost Radio มั้ย
Jack : มีทุกช่วงอายุครับตั้งแต่เด็กไปจนถึงคนแก่
Tui : เด็กที่สุดอายุเท่าไหร่
Jack : เด็กที่สุดก็เป็น Gen Alpha แม่เขาเปิด The Shock ให้ฟัง จริง ๆ สมัยก่อนแม่จะไม่ให้ลูกฟังเรื่องผีเลยนะเพราะว่ามันไร้สาระ แต่ทุกวันนี้รายการผีมันไม่ใช่แค่เรื่องผีอย่างเดียว มันสอดแทรกไปด้วยเรื่องของบาปบุญคุณโทษ เขาก็เลยสนับสนุนให้ลูกฟัง

Tui : ปัจจุบันถ้าสามารถเลือกใส่นาฬิกาได้แค่เรือนเดียวพี่จะเลือกเรือนไหน
Jack : ผมก็ยังกลับมาชอบ G-SHOCK GA-100A-9ADR BUMBLEBEE เหมือนเดิม
Tui : ไม่รู้สึกว่านาฬิกาสีเหลืองไม่เหมาะกับการแต่งตัวของพี่แจ็คหรอ
Jack : ไม่นะ เพราะว่าผมอาจจะเกิดวันจันทร์ทำให้เป็นคนชอบสีเหลืองด้วยมั้ง แล้วผมก็เป็นคนแต่งตัวไม่แมทช์เลย หยิบอะไรมาใส่ก็ใส่ฟรีสไตล์เลยครับ บางทีเมียยังด่า “แต่งตัวอะไรของลุง” เวลาไปงานก็แต่งตัวแบบนี้ ผมเคยถามทีมงานแล้วว่าพี่แต่งตัวอย่างนี้ได้มั้ย น้อง ๆ ก็บอกว่ามันเป็นคาแรคเตอร์ของพี่แจ็คไปแล้ว
Tui : เหมือนพี่แจ็คเป็นคน First Love เหมือนกันนะ พี่เลือกเรือนแรก แล้วพี่ก็ยังอยู่กับมันแม้ว่ามันอยู่กับพี่มาเป็นสิบปี แปลว่าพี่แจ็คเป็นคนที่ไม่ได้เบื่ออะไรง่ายๆ
Jack : ไม่ครับไม่ค่อยเบื่ออะไรง่ายง่าย
Tui : ทุกวันนี้จะบอกว่า The Ghost Radio ประสบความสำเร็จได้แล้ว พี่แจ็คยังอยากได้อะไรในชีวิตอีกมั้ย
Jack : ผมจะไม่มองว่า The Ghost Radio ประสบความสำเร็จ เพราะถึงแม้ว่าวันนี้คนจะฟังเยอะจริง แต่เราก็ต้องทำอย่างอื่นต่อ สิ่งที่ผมจะต้องทำต่อไปก็คือพา The Ghost Radio เข้าสู่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ หนังผีที่สร้างมาจากเรื่องเล่า ซึ่งตอนนี้ก็เปิดกล้องถ่ายทำอยู่ จะฉายปลายปีนี้ ปีหน้าก็มีอีก ตอนนี้วางไว้ปีละเรื่องครับ ต้องทำให้มันดีที่สุด
Tui : พี่แจ็คคิดว่าช่วงไหนในชีวิตที่ตัวเองสามารถจัดการเวลา 24 ชั่วโมงได้ดีที่สุด
Jack : ช่วงปัจจุบันนี้เลยครับ ที่จัดการเวลาชีวิตตัวเองได้ดีที่สุดเป็นเพราะเราเป็นเจ้าของธุรกิจเอง มันทำให้เราสามารถวางเวลาได้ว่าจะทำอะไร สมัยก่อนเราเป็นลูกจ้างเราจัดการชีวิตตัวเองไม่ได้ ถึงเวลาก็ต้องไปทำงาน หรือถ้ามันมีอะไรที่เพิ่มเติมนอกเวลางานเราก็ต้องไปทำ แต่ทุกวันนี้เราล็อกเวลาสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างได้หมดเลย
Tui : แล้วมีเวลาให้กับครอบครัวบ้างมั้ย
Jack : มีเสมอเลยครับ ผมจะไม่รับงานเต็มอาทิตย์

Tui : คิดว่าในอนาคตพี่แจ็คอยากทำอะไรอีกมั้ย
Jack : ผมเป็นคนที่คิดอย่างนี้ ผมจะทำวันนี้ให้มันดีก่อนส่วนอนาคตค่อยไปว่ากัน โฟกัสปัจจุบันให้เต็มที่ ประสบความสำเร็จหรือไม่ประสบความสำเร็จไม่รู้ จากนั้นค่อยไป Step ต่อไป
Tui : แล้วถ้าสิ่งที่โฟกัสเกิดเฟลขึ้นมา
Jack : ทุกโปรเจกต์ที่ทำผมจะทำมันเป็นก้อน สมมุติว่าภาพยนตร์ที่ผมวางแพลนไว้สามเรื่อง เรื่องแรกแป้กไม่เป็นไร เรื่องสองก็จะได้รู่ว่ามันแป้กเพราะว่าอะไร แต่ถ้าเรื่องที่สามทำแล้วยังแป้กอีกก็ควรไปหาอย่างอื่นทำได้ละ
Tui : พี่เป็นคนยึดติดไหม
Jack : ผมไม่ค่อยยึดติดกับอะไรที่มันมากมาย ผมแค่รู้สึกผูกพันกับของบางอย่าง
Tui : สมมุติว่าเสียงพี่หาย เหมือนนักร้องชื่อ ‘กิต Three Man Down’ ที่เขาอยู่ดี ๆ ก็ตาเจ็บแล้วเล่นคอนเสิร์ตไม่ได้หนึ่งเดือน พี่จะหยุดรายการหนึ่งเดือน หรือพี่จะให้คนอื่นมาเล่าแทน
Jack : ผมจะให้คนอื่นมาจัดแทน ตอนนี้มีเตรียมไว้แล้วเพราะมันต้องเตรียม
Tui : แล้วพี่กลัวมั้ยว่าพอคนนี้ทำได้ดีแล้วก็จะออกไปทำรายการของตัวเอง
Jack : ไม่กลัวครับ ทุกสิ่งทุกอย่างมันเป็นเรื่องวัฏจักร The Ghost Radio ไม่ใช่รายการผีที่จะอยู่ยั้งยืนยงตลอดไป วันนี้ได้รับความนิยมก็จริง แต่เดี๋ยวพอวันนึงอยู่ตัวแล้วกราฟมันจะค่อย ๆ ลง อะไรมันก็เกิดขึ้นได้ คนที่มาทำงานกับเราผมก็ไม่ได้หวังว่าเขาจะต้องมาอยู่กับเราทั้งชีวิต เหมือนที่ผมออกมาจากรายการ The Shock พ่อป๋องเขาก็มองดูว่ามึงเป็นยังไงเหมือนกัน วันนี้ถ้าทีมงานผมเขาจัดรายการให้ผมแล้ววันนึงเขาออกไปทำช่องของเขาเอง อย่างน้อยถ้ามันเกิดประสบความสำเร็จขึ้นมามันก็มาจากสำนัก The Ghost Radio
Tui : พี่ไม่อิจฉาเลยเหรอ
Jack : ไม่ครับ ผมจะพูดทุกครั้งว่ารายการผีที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ไม่ใช่คู่แข่ง สิ่งนั้นคือกำไรของคนฟัง คุณไม่ต้องมายึดติดกับรายการเดียว

Tui : สมมุติว่าพี่เหลือเวลาในชีวิตอีก 30 ปี ตายเสร็จอยากกลายเป็นผีอะไร
Jack : ผมอยากเป็นผีที่ทะลุแล้วก็ลอยไปไหนก็ได้
Tui : คำนิยามมันดูกว้างเกินไปถ้าเป็นผีไทยล่ะ
Jack : กระสือมันก็ทรมานอะมีแต่หัวกับไส้ ขอเป็นกระหังละกัน อย่างน้อยมันก็บินได้
Tui : เป็นผีใช้เวรใช้กรรมเสร็จชาติหน้าอยากเกิดใหม่ไปเป็นอะไร
Jack : ผมขอไม่เอาชาติหน้าได้มั้ย ผมไม่อยากเกิดแล้ว ผมกลัวชาติหน้าเกิดมาแล้วไม่ได้เจอคนที่อยู่รอบตัวผมในวันนี้ ไม่ได้เจอลูกไม่ได้เจอเมีย
Tui : หรือเกิดเป็นลูกของลูกพี่ไหม
Jack : เป็นคำตอบที่ดีนะ ไปเกิดเป็นลูกหลานของลูกชายผมก็ได้
Tui : เรื่องที่มีคนโทรมาเล่ากับพี่หลาย ๆ ครั้งมีเรื่องของความตายและการลาจาก เวลาจัดรายการพี่เคยอินถึงขนาดว่าร้องไห้ปล่อยอารมณ์ออกมาบ้างมั้ย
Jack : ผมจะเป็นคนที่อินกับกับเรื่องเล่าแทบทุกเรื่องอยู่แล้วแต่จะไม่แสดงออกขนาดนั้น แค่รู้สึกอินข้างใน เราจะไม่ปล่อยจนตัวเองเสียอาการออกมาหน้าไมค์ เพราะว่ารายการมันต้องดำเนินต่อ มันคือรายการสด ถ้าเราร้องไห้ฟูมฟายมันจะไปต่อยาก จะต้องเก็บไว้ข้างใน แต่ผมจะอินกับเรื่องการสูญเสียมาก ๆ ทุกวันนี้เองก็กลัวตายกลัวไม่ได้เห็นหน้าลูก สมัยนี้นิด ๆ หน่อยอะไรก็ตายได้
Tui : ถ้าพี่สามารถวาร์ปเวลาได้ พี่อยากจะไปดูช่วงเวลาไหนของชีวิต
Jack : ผมอยากไปดูช่วงตอนที่ลูกอายุ 20 เพราะผมอาจจะอยู่ไม่ถึงตอนนั้นก็ได้ ผมอยากเห็นตอนนั้นว่าเขาจะเป็นยังไง เขาทำอะไร เขาเรียนอะไร เขากำลังทำอะไรอยู่
Tui : พี่มีแผนวางอนาคตไว้ให้ลูกบ้างมั้ย
Jack : ผมเตรียมไว้ให้เขาหมดแล้ว โตไปเขาจะไม่ลำบากแต่ผมจะไม่บอกเขา โตไปรับรองว่า Ghoster จะไม่ลำบากเหมือนที่พ่อมันเคยลำบากมาก่อน

Tui : วันนี้ผมเตรียมนาฬิกามา 4 เรือน ซึ่งเป็นนาฬิกาที่บ่งบอกตัวตนของความรู้สึกที่ไม่เหมือนกัน ผมอยากอธิบายให้พี่แจ็คฟังคร่าว ๆ ก่อน
– เรือนซ้ายสุดจะเป็น G-Shock DW-5600 x MISTERGENTLEMAN ความพิเศษของเรือนแรกก็คือเป็น Limited Gentlemen
– เรือนที่สอง Boldr Venture Singularity เป็นแบรนด์เล็ก ๆ ของสิงคโปร์ ความพิเศษคือตัวเรือนมีสีที่ดำย่งกว่าสีดำ
– ส่วนเรือนที่สามคือ Seiko Ana Pilot 7s26-0620 คือเครื่องบินสายการบินที่ตอนนั้นทำเป็น Limited Watch
– และสุดท้ายก็คือ Rolex 16014 ยุคประมาณปี 1990s
Tui : คำถามของผมคือถ้ามีคนให้นาฬิกาพี่เฉย ๆ โดยพี่ไม่ต้องเสียตังค์พี่แจ็คจะเลือกเรือนไหนเพราะว่าอะไร
Jack : ผมก็ยังเลือก G-SHOCK เพราะว่ามันเหมาะกับข้อมือของผมเพราะผมที่ชอบใส่ G-SHOCK อยู่แล้ว มันใส่ได้ทุกงาน ไม่ต้องหรูหรา
Tui : พี่ต้องใส่ในการมือขวาด้วย เพราะอะไรครับ
Jack : ไม่มีเหตุผลอะไรเลยผมอะ (หัวเราะ)
