เปิดตัวในปี 2017 – Terzo Millennio ถูกพัฒนาโดย Centro Stile Lamborghini ร่วมกับ MIT (Massachusetts Institute of Technology) คงความ “ดิบ” และ “โหด” แบบที่ใครเห็นก็ต้องรู้ว่ามาจาก Sant’Agata Terzo Millennio ไม่ได้ใช้แบตเตอรี่ lithium-ion แบบที่รถ EV ใช้กันทั่วไป แต่เลือกพัฒนาเทคโนโลยี supercapacitor รุ่นใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในตลาด ชาร์จเร็ว พลังแรง และรองรับการ regenerate พลังงานได้ดีกว่าระบบแบตเตอรี่เดิมมาก จุดที่โหดกว่านั้นคือการฝัง nanotechnology ลงในเนื้อ carbon fiber ของตัวรถ ให้กลายเป็นระบบเก็บพลังงานได้โดยตรง พูดอีกอย่างคือ ตัวถังทั้งคันสามารถสร้างไฟฟ้าให้นแบตเตอรี่ได้ด้วย ระบบขับเคลื่อนคืออีกไฮไลต์ที่ไม่มีใครทำได้ในตอนนั้น มอเตอร์ไฟฟ้าถูกฝังในล้อทั้ง 4 ข้าง แบบ independent wheel motors สามารถคุมแรงบิดแต่ละล้อได้อย่างอิสระ รถทั้งคันใช้วัสดุเบาที่สุดในโลกเพื่อลดน้ำหนักและ
เมื่อการเปิดประทุนมันธรรมดาเกินไป ในปี 2005 Lamborghini เลยเปิดตัวรถต้นแบบสุดโหดชื่อว่า Concept S หน้าตาเหมือน Gallardo เปิดประทุน แต่ไม่ใช่แบบที่เราเคยเห็น เพราะมัน “แยก cockpit” ฝั่งคนขับกับฝั่งคนนั่งเหมือนรถแข่ง single-seater เริ่มจากรถ prototype โชว์ใน Geneva ตอนนั้นยังเป็นเพียงรถโชว์คาร์ที่ขับไม่ได้ (Static model) เอาไว้อวดดีไซน์เฉย ๆ แต่กระแสตอบรับมันแรงมาก จน Lamborghini ตัดสินใจทำเวอร์ชัน ที่ขับได้จริง (Functional version) ขึ้นมาอีกคันในปี 2006 ใช้พื้นฐานจาก Gallardo เครื่อง V10 5.0L 520 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ คันนี้ถูกทำขึ้นแค่คันเดียวในโลก จากแผนตอนแรกที่จะผลิต 100 คัน สำหรับลูกค้า VIP แต่สุดท้ายแผนก็ถูกพับไป เพราะต้นทุนผลิตมันสูงเกินไป และดีไซน์ซับซ้อนจนดูยังไงก็ไม่น่าจะกำไรได้ โชคดีที่มีลูกค้าคนนึง วางจองไปแล้วก่อนโปรเจกต์จะยกเลิก
Lamborghini ไม่เคยเป็นแบรนด์ที่เดินตามคนอื่น มันคือยักษ์จาก Sant’Agata ที่เกิดมาเพื่อโลดแล่นทั้งในสนาม ทั้งบนถนน แต่ครั้งหนึ่งในปี 2014 พวกเขาเลือกทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน สร้างรถ GT พลัง Hybrid ที่หรูหรา เงียบ และขับแบบ EV ล้วนได้ และมันมีชื่อที่งดงามไม่แพ้ดีไซน์ ในยุคที่ทั้ง Ferrari และ Porsche กำลังทดลองระบบ hybrid กับ LaFerrari และ 918 Spyder ทาง Lamborghini ไม่วิ่งตามแบบ performance-focused hybrid แต่กลับสร้างบางอย่างที่ใกล้เคียง Electric Grand Tourer มากกว่า Supercar สายโหด มันเป็นรถที่ออกแบบให้ขับในเมืองได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ในอีกคลิกเดียวก็เรียกพลัง V10 ได้เต็มร้อยแบบ NA ไม่มีเทอร์โบ ไม่มีไฮบริดโมเดิร์นที่ลดทอนความรู้สึกของการขับ เครื่องยนต์คือหัวใจหลัก: V10 ขนาด 5.2 ลิตรจาก Huracán
ถ้ามีใครพูดถึง “Lamborghini 4 ประตู” เมื่อสิบกว่าปีก่อน แฟนพันธุ์แท้คงขำพรืดออกมาพร้อมบอกว่า “ไม่จริงหรอก มันต้องทรงลิ่ม เครื่องกลางประตูเฉียงประตูปีกนกเท่านั้น” แต่ในปี 2008 ณ งาน Paris Motor Show กลับมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนแนวคิดของ Lamborghini ไปตลอดกาล มันมีชื่อว่า Estoque (เอส-โต-เก้) ชื่อที่ฟังดูคมกริบแบบภาษาสเปนก็สมควรอยู่ เพราะมันแปลว่า “ดาบปลายเรียวสำหรับจบชีวิตวัวกระทิงในการสู้วัว” และแน่นอน มันยังคงธีม Bullfighting tradition แบบเดียวกับ Countach, Murcielago, Aventador ที่แฟน ๆ คุ้นเคย เพียงแต่คราวนี้ Lambo ไม่ได้แค่จะฆ่า bull ตัวอื่น แต่มันจะเปลี่ยนวิธีที่โลกมองแบรนด์กระทิงดุไปโดยสิ้นเชิง Estoque คือ Lamborghini 4 ประตูแบบ front-mid engine ที่มาพร้อมความ Practical อย่างเหลือเชื่อ มีพื้นที่เก็บของจุใจ
New Cartier Santos de Cartier Titanium – pilot watch เรือนแรกของโลกที่ Louis Cartier ออกแบบให้นักบินเพื่อนสนิท Alberto Santos-Dumont ในปี 1904 ที่คงดีไซน์แนวคิดดั้งเดิมเป็นเวลากว่า 120 ปี วันนี้มันถูกพัฒนาขึ้นอีกขั้นกับวัสดุ Titanium เปิดตัวพร้อมกัน 2 เวอร์ชัน เวอร์ชันแรกคือ Santos de Cartier Titanium หน้าตาอาจดูคุ้นเคยแต่ทุกสัมผัสเปลี่ยนไปหมด Cartier ใช้วัสดุไทเทเนียมที่ขัดทรายแบบ bead-blasted จนได้พื้นผิวด้านที่ดู matte เต็มขั้น สีของตัวเรือนออกไปทาง anthracite grey เข้มๆ เม็ดมะยมประดับ black spinel แทนการเล่นสีจัดๆ ทั้งหมดนี้ทำให้นาฬิกาดูนิ่งแต่ดึงดูดสายตาด้วย texture ล้วน ๆ ไทเทเนียมทำให้เรือนนี้เบากว่า steel ถึง 43% แต่แข็งแรงกว่าในเชิงเทคนิค และนั่นทำให้
Aston Martin DB12 S มาในมาดใหม่ที่เข้มข้นขึ้นทุกมิติทั้งฟีลลิ่งและพละกำลัง สมกับเป็นเวอร์ชัน S ที่ไม่ได้มีแค่การยัดแรงม้าเพิ่ม แต่ปรับจูนใหม่ทั้งคันเพื่อทำให้ทุกวินาทีหลังพวงมาลัยรู้สึกเชื่อมโยงกับรถมากขึ้น เครื่องยนต์ V8 4.0L Twin-Turbo จาก AMG ถูกรีดพลังขึ้นอีก 20 แรงม้า เป็น 690 hp พร้อมแรงบิด 800 Nm และอัตราเร่ง 0-100 km/h ใน 3.4 วินาที แค่ตัวเลขก็แรงพอสมควร แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการจูนระบบ Launch Control และเกียร์ใหม่ให้เปลี่ยนได้เร็วขึ้นกว่าเดิม 50% แถมมี Throttle Map พิเศษของรุ่น S ที่ทำให้การกดคันเร่งตอบสนองได้แม่นยำและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ช่วงล่างและแชสซีคืออีกจุดที่เปลี่ยนแปลงแบบไม่ประนีประนอม ทั้ง Anti-Roll Bar ด้านหลังแข็งขึ้น มุมล้อ Camber / Toe / Caster จูนใหม่ และ
ใต้ฝากระโปรงของ X5 คันนี้ มีเครื่องยนต์ V12 จาก Le Mans ซ่อนอยู่ นี่คือ BMW X5 Le Mans รถ SUV ที่ถูกใช้เป็นสนามทดลองโชว์พลังงานดิบสุดของวิศวกรรม Motorsport “ถ้าเราเอาเครื่อง Le Mans ไปใส่ SUV ล่ะ มันจะเป็นยังไง?” โปรเจกต์นี้เริ่มต้นในปี 1999 – BMW เพิ่งชนะ Le Mans 24h ด้วยรถแข่ง BMW V12 LMR ที่พัฒนาโดยร่วมมือกับ Williams F1 ก่อนจะเปิดตัว X5 production รุ่นแรกที่ Frankfurt Motor Show และเพียง 6 เดือนถัดมา พวกเขาก็เปิดตัว X5 Le Mans ที่
MK vs สุกี้ตี๋น้อย – ในวันที่อาณาจักรสุกี้รุ่นใหญ่ที่เคยเป็นเบอร์หนึ่งแบบไม่มีใครกล้าท้าชน ประกาศเปิดเกมบุฟเฟต์ 299 บาททั่วประเทศ วัดใจกันแบบหม้อต่อหม้อ เสียงสั่นสะเทือนในวงการก็เริ่มขึ้นทันที ไม่ใช่เพราะราคาน่าตกใจ แต่เพราะมันคือสัญญาณการเปลี่ยนเกมที่ชัดเจนที่สุดในรอบหลายปี สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้การประกาศของ MK ก็คือการตอบโต้อย่างรวดเร็วจาก “สุกี้ตี๋น้อย” ที่ลั่นหม้อสวนทันทีด้วยโปรโมชั่นบุฟเฟต์ 199 บาท แม้จะลดราคาลงไม่เยอะมาก แต่ก็โดนใจกระตุ้นความคุ้มค่าให้กลุ่มลูกค้าตามหลัก odd price strategy เบื้องหลัง Price war ของหม้อที่เดือดดาลนี้ มีตัวเลขที่ร้อนพอๆ กันซ่อนอยู่ ฝั่ง MK ยังคงเป็นองค์กรใหญ่ที่มีรายได้รวมในปี 2567 กว่า 15,809 ล้านบาท แม้จะลดลงจากปีก่อนหน้า แต่ก็ยังทำกำไรสุทธิได้ถึง 1,441 ล้านบาท เป็นเงินที่มากพอจะลองกลยุทธ์ ทดสอบโมเดล มีเวลาให้หายใจได้อีกหลายรอบ มีธุรกิจในเครือช่วยกระจายความเสี่ยง แต่สิ่งที่สังเกตได้ชัดคือ momentum เริ่มชะลอตัว ผลกำไรในไตรมาสแรกปี 2568 ที่ 234 ล้านบาท ลดลงถึง 32%
ทุกวันนี้ชื่อสำนัก Top Secret ของ Smokey Nagata คงไม่แปลกหูสำหรับคนไทย เพราะบ้านเรามีร่างทองของทีมคุณเบียร์ ใบหยก เกือบจะครบตำนาน ไม่ว่าจะเป็น S15, GT-R รวมถึง Supra แต่วันนี้เราจะมาโฟกัสที่รถที่อาจจะบ้าที่สุดของเขา: Top Secret Supra V12 ในโลกของ 2JZ ที่ใครก็ใช้กัน มีไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าดึงหัวใจมันออก แล้วใส่ V12 ลงไปแทน Smokey วางเครื่อง 1GZ-FE V12 จาก Toyota Century ยัด Twin Turbo HKS GT2835 สองลูกเข้าไปเต็มข้อ พ่วงกับ Getrag 6-speed จับคู่คลัตช์ ORC พร้อม LSD ระบบ dry-sump และ ECU จาก HKS F-Con ช่วยควบคุมทุกอย่างแบบแม่นยำ
ในปี 1974 ชายชื่อ Count Gregorio Rossi di Montelera (ทายาทตระกูล Martini & Rossi ผู้สนับสนุน Porsche แข่ง Le Mans) ได้รับรถแข่ง Porsche 917K สีเงินเมทัลลิกคันหนึ่งจากโรงงานที่ Zuffenhausen เป็นรถที่สร้างเพื่อลงสนามแข่งเท่านั้น ไม่มีไฟเลี้ยว ไม่มีทะเบียน ไม่มีแอร์ เสียงท่อ Le Mans ดังกระหึ่มตลอดทาง แน่นอนว่ามันไม่สามารถขับบนถนนได้ แต่ Count Rossi อยากจะขับกลับบ้าน เลยตัดสินใจขับ Porsche 917K คันนั้นจากโรงงาน Zuffenhausen เยอรมนี ข้ามประเทศไปถึง Paris ด้วยถนนสาธารณะ แน่นอนว่าทุกคนที่ได้เห็นต่างต้องหันมองตามกันหมด กลายเป็นตำนานที่ทั้งผู้คนและ Porsche ต่างไม่เคยลืมโมเมนต์นั้น 50 ปีต่อมา Porsche อยากรำลึกเหตุการณ์นี้อีกครั้ง โดยเอารถแข่งระดับ 963 Le


