ถือว่าเป็นข่าวใหญ่สำหรับคนที่ชื่นชอบรองเท้าสนีกเกอร์ เพราะหลังจากหายหน้าหายตาไปถึง 2 ปี ล่าสุด Nike ประเทศไทยสามารถนำแบรนด์ยอดนิยมอย่าง Jordan กลับมาขายในไทยได้อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งถือว่าลบฝันร้ายของแฟน Jordan เสียที เพราะก่อนหน้านี้หากอยากจะได้รองเท้ารุ่นอะไรต้องคอยฝากเพื่อนหิ้วจากต่างประเทศหรือไปโดนราคารีเซลมหาโหดจนถอดใจพลางบอกว่าไม่ใส่แม่งก็ได้วะ ทว่าหลังจากการกลับมา Nike และ Jordan ก็เรียกเสียงฮือฮาโดยการปล่อยหมัดเด็ดรุ่นฮิตอย่าง Air Jordan 11 เป็นคู่แรกอย่างเป็นทางการ สำหรับรองเท้าคู่แรกที่จะกลับมาวางขายทางร้านสโตร์ทั่วไปในบ้านเราก็คือ Air Jordan 11 “Easter” โดยเป็นการเอารองเท้ารุ่นที่ 11 ฉบับข้อต่ำหรือ “Low-Top” ของตระกูล Air Jordan มาสร้างสรรค์อีกเช่นเคย โดยรองเท้าคู่นี้ผ่านการดีไซน์โดย Tinker Hatfield สุดยอดปรมาจารย์นักออกแบบชื่อดังของ Nike ซึ่งเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจากเครื่องตัดหญ้านับว่าแปลกใหม่อย่างมาก รองเท้าคู่นี้ยังมีสตอรี่เกร็ดเล็กน้อยที่น่าสนใจอีกคือ ความตั้งใจเดิมของ Tinker Hatfield เมื่อคุยกับ Michael Jordan หลังจากเขารีไทร์(รอบแรก 1993 – 1994) ว่าต้องการรองเท้าที่สามารถใส่หล่อ ๆ ลำลองได้ ดังนั้นรองเท้าต้นแบบจึงมีกลิ่นอายความเป็นไลฟ์สไตล์มากกว่าใช้เล่นบาสเสียอีก ทว่าอยู่ดี
ในชีวิตลูกผู้ชายอย่างเรา มันต้องมีอย่างน้อยหนึ่งอย่างที่เราคลั่งใคล้เป็นพิเศษ บางอย่างที่เราหลงใหลเป็นชีวิตจิตใจ บางอย่างที่ใครอาจไม่เข้าใจแต่เราก็ไม่หวั่นไหวในคุณค่า มันก็คงเหมือนกับความรักนะ เริ่มต้นจากความสนใจ ศึกษาเรียนรู้จนเกิดความชอบ และหลงรักในที่สุด ครั้งนี้ทีมงาน UNLOCKMEN ได้มีโอกาสมาพูดคุยกับหนึ่งใน collector ตัวจริง ชายคนนี้คือคุณ ‘เต้น – สีหบุตร ชุมสาย ณ อยุธยา’ ผู้กำกับภาพยนตร์โฆษณาชื่อดังแห่ง Triton Film เจ้าของผลงานที่หลายคนรู้จักกันดีจากแคมเปญ ‘คนหายหน้าเหมือน’ ของมูลนิธิกระจกเงา รวมถึงภาพยนตร์โฆษณาดี ๆ อีกหลายตัว นอกจากนี้คุณเต้นยังเป็นบรรณาธิการบริหารของ GTPORSCHE Magazine Thailand Edition นิตยสารสำหรับคนที่หลงใหลยอดยนตรกรรมสปอร์ตสัญชาติเยอรมันอันเป็นเอกลักษณ์อย่าง Porsche คงไม่ต้องเดาไปทางอื่นแน่นอน คุณเต้นคือหนึ่งในคนสำคัญผู้ run วงการรถ Porsche ในบ้านเราด้วย passion ซึ่งเราสัมผัสได้ทุกวินาทีที่ได้มาเยือนอาณาจักรของเขา บ้านที่เต็มไปด้วยบรรยากาศของความแรงสุดคลาสสิคสะท้อนตัวตนคน cool ที่รู้ว่าตัวเองหลงรักอะไร “คุณพ่อของผมท่านเป็นคนชอบรถ และรสนิยมการชอบรถของเขาจะค่อนข้าง eccentric คือไม่ค่อยเหมือนคนอื่น คนอื่นไม่ค่อยใช้ ที่บ้านก็จะมีรถยุโรปที่อาจไม่ได้สปอร์ตมากอย่าง Volkswagen, Saab, Volvo และ Alfa
เบื่อบ้างหรือเปล่าเวลาขับรถตามหลังรถคันใหญ่ ๆ อย่างพวกรถบรรทุก รถพ่วง ขับช้าไม่ว่า แต่โดนตู้คอนเทนเนอร์บังทัศนวิสัยซะมิด จะแซงก็ไม่ได้ แหย่หัวออกไปก็กลัวโดนโฉบไปนอนคุยกับรากมะม่วง ไม่ใช่แค่คนขับรถเท่านั้นที่มองเห็นปัญหานี้ SAMSUNG เองก็ด้วย เลยงัดไม้เด็ดออกมาแก้ปัญหาแบบง่าย ๆ แต่โคตรลงทุน UNLOCKMEN จะพาไปดูว่าเป็นเทคโนโลยีอะไร มาดูไปพร้อมกัน “The Safety Truck” มันคือ “The Safety Truck” ที่ตั้งใจทำออกมาเพื่อลดอัตราอุบัติเหตุจากการแซงบนถนนสองเลน อย่างในอาร์เจนตินาเนี่ย อุบัติเหตุทางรถยนต์สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก และการแซงกันบนถนนสองเลนก็เป็นสาเหตุหลักเช่นกัน SAMSUNG เลยอยากจะแก้ปัญหานี้ด้วยเจ้ารถคันนี้ โดยมันจะมีกล้องอยู่ด้านหน้าเชื่อมต่อกับจอทั้งสี่ที่อยู่ด้านหลังรถ หากนึกไม่ออกลองดูในคลิป มันเจ๋งตรงที่หากเราขับรถตามคันนี้ เราจะมองเห็นทั้งสองเลนด้านหน้ารถ ว่ามีรถกำลังมา รถสวน หรือสิ่งกีดขวางอย่างอื่นหรือไม่ เผื่อว่าเราต้องการจะแซง หรือแม้แต่ทัศนวิสัยในเวลากลางคืนก็สามารถมองเห็นได้ง่ายขึ้นบนจอของเจ้าคันนี้ ไม่ต้องเสี่ยงโยกหัวออกไปดูรถอีกเลนให้เสี่ยงตายเล่น ๆ อีกต่อไป เพราะมันสว่างโล่งมาก ๆ จากไฟของรถบรรทุกแล้วเราก็มองเห็นมันได้จากบนจออีกนั่นแหละ โดยจอก็ไม่ได้เป็นจอเล็กจิ๋วจอเดียวที่ต้องเพ่งตามองให้เมื่อย แต่เป็นจอใหญ่สี่จอต่อกันให้เราดูได้แบบเต็มตา หากดูคลิปจาก SAMSUNG แล้วรู้สึกว่ามันยังดูโฆษณาชวนเชื่อเกินไป ลองมาดูคลิปจากคนบนท้องถนนที่ขับตามตูดเจ้าคันนี้แล้วมารีวิวกันบ้าง https://www.youtube.com/watch?v=FVzb4LL5xoU โดยเจ้ารถคันนี้ยังไม่ได้ทำออกมาแบบสมบูรณ์นัก ยังอยู่ในขั้นตอนของการทดลองและปรับปรุง
Rock and Roll Hall of Fame เป็นพิพิธภัณฑ์ที่รวมทุกอย่างที่เป็น Rock and Roll เอาไว้ ไม่ว่าเป็นประวัติศิลปิน แผ่นเสียง ของรัก ของสะสม ของศิลปินดัง และประวัติหลาย ๆ อย่างในวงการเพลง แต่ส่วนมากจะเน้นไปที่ Rock and Roll ซะมากกว่า และสิ่งหนึ่งที่เป็นความภาคภูมิใจของศิลปินคือ การได้นำของสักชิ้นของตัวเองไปจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ และ BILLIE JOE จาก GREEN DAY เขาทำได้! หากคุณคือแฟนของ GREEN DAY คุณคงคุ้นเคยกับภาพของ BILLIE และกีต้าร์ตัวเก่งของเขา “1956 Gibson Les Paul Junior” ที่มักจะเป็นของคู่กายบนเวทีของเขายามทัวร์คอนเสิร์ต ไม่ใช่แค่นั้น แต่เจ้ากีต้าร์ตัวนี้อยู่กับเขามาตั้งแต่ตอนอัดเพลงในอัลบั้ม “American Idiot” อัลบั้มลำดับที่ 7 ของวง ถือว่าเป็นอัลบั้มที่อัดแน่นไปด้วยเพลงฮิตที่ทุกคนต้องโยกหัวตาม ไม่ว่าจะเป็น “Holiday/Boulevard Of Broken Dreams” “Wake Me Up When
ผู้ชายดิบ ๆ อย่างเราอาจนึกไม่ออกว่าชีวิตการป่ามป๊ามกับสาวจะมีอะไรมากไปกว่าการนัวเนียพอหอมปากหอมคอ จากนั้นก็แทงดิ่งพุ่งตรงสู่เป้าหมายให้ผ่อนคลายพุ่งกระฉูด แล้วก็เป็นอันจบ คิดอย่างนั้นมันก็ไม่ผิด แต่ทำซ้ำ ๆ เป็นปี ๆ คิดว่าสาวเขาจะไม่เบื่อกันเลยใช่ไหม? เพราะฉะนั้นเพื่อสร้างสีสันและพาตัวเองก้าวไปในเขตแดนใหม่ ๆ บางทีอุปกรณ์เสริมก็เป็นอีกทางเลือกที่ชวนซาบซ่านทั้งใจทั้งกาย แต่จะให้ลงทุนซื้อแล้วใช้ครั้งสองครั้ง (จะขายต่อก็ไม่ได้) แถมการซื้อขายเซ็กซ์ทอยในไทยยังเป็นเรื่องผิดกฏหมายวันนี้ UNLOCKMEN หาทางออกมาให้ เพราะเรามีเซ็กซ์ทอยโฮมเมด DIY หาง่าย ใช้ง่าย แต่สร้างความสุขล้นทะลักมาฝากกัน น้ำมันมะพร้าว สำหรับชายหนุ่มนัก(ไม่)ลงทุนที่รู้สึกว่าการซื้อน้ำมันกระตุ้นความรู้สึกมันเปลืองเกินไป หรือไม่แน่ใจว่าควักตังค์จ่ายไปแล้วจะชอบหรือไม่ ของใช้ในครัวเรือนอย่าง “น้ำมันมะพร้าว” ก็สร้างความหล่อลื่น เอ้ย รื่นรมย์ได้ไม่แพ้กัน แต่เตือนไว้ก่อนว่าห้ามใช้กับถุงยางเด็ดขาดเพราะมันจะทำให้ถุงยางเสื่อมสภาพได้ แต่ใช้เป็นน้ำมันที่ไว้สัมผัสนวดคลึงเคล้นสร้างความราบรื่นในการลูบไล้ UNLOCKMEN รับรองเลยว่าซาบซ่านกันทั้ง 2 ฝ่ายแน่นอน ป.ล.ด้วยเหตุผลเรื่องความสะอาดควรเลือกน้ำมันมะพร้าวที่ยังไม่ผ่านการเปิดใช้งานมาก่อน เพื่อป้องกันปัญหาแบคทีเรียที่จะทำให้อวัยวะสำคัญของเราเกิดปัญหาได้นะหนุ่ม ๆ ตะเกียบ มันอาจดูตลก ๆ ไปหน่อย แต่ถ้าข้ามการหลุดขำครั้งใหญ่ไปได้ เราก็อยากจะบอกว่าอุปกรณ์บนโต๊ะอาหารอย่างตะเกียบนี่แหละที่จะบำเรอร่างกายของสาว ๆ ให้ครางออกมาไม่หยุดได้แน่ ๆ (เตรียมผ้าไว้อุดปากเธอได้เลย) กระบวนท่าก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดเพราะไม่ว่าจะตะเกียบไม้ ตะเกียบพลาสติก หรือตะเกียบโลหะก็ล้วนมีสัมผัสและอุณหภูมิเฉพาะตัว ลองเอามาคีบยอดปทุมถันของสาว
‘ความหมายของชีวิต’ คือความลี้ลับอย่างหนึ่ง หลายคนใช้เวลาหลายทศวรรษในการค้นหาความหมายของมันและเข้าถึงตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง บางคนก็เข้าใจว่า ‘ชีวิต’ คือ ความสำเร็จในหน้าที่การงาน มีตัวตนในสังคม หรือได้รับการยกย่องให้เป็นยอดคน ทว่าหลายคนที่ได้รับความรู้สึกเหล่านี้มาทั้งหมดแล้วกลับมีคำถามกับตัวเองว่า “นี่หรือคือชีวิต ?” ในขณะที่เรากำลังตามล่าหาความสำเร็จรอบตัว ทุ่มเทเวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำงานเพื่อความมั่งคั่ง และพยายามเอาชนะทุกอย่างบนโลกนี้ เราอาจหลงลืมอะไรบางอย่าง นั่นก็คือการรับรู้ที่แท้จริงจากประสาทสัมผัสของเรา ความรู้สึกบริสุทธิ์ที่คอยย้ำเตือนว่าเรายังหายใจอยู่ สิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาให้เรารับรู้ถึงการมีชีวิต แต่จะให้ทิ้งเรื่องที่ต้องทำไปทั้งหมดก็คงจะไม่ใช่วิถีของคนแบบเรา แบบนี้การให้กำไรกับชีวิตคงไม่มีอะไรจะดีไปกว่าการได้พักผ่อนหลังจากการทำงานหนักในสเปซที่ทำให้เรารู้สึกมีชีวิตชีวา บ่งบอกตัวตน ตอบสนองรสนิยมและไลฟ์สไตล์ สะดวกสบาย และมีสุนทรียะในการอยู่อาศัยที่ใครหลายคนถวิลหาในการใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ สุนทรียะ (Esthetic) ในความหมายที่เข้าใจง่าย ๆ คือ ความซาบซึ้งในความงาม ความรู้สึกบริสุทธิ์ที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาหนึ่ง เป็นกระบวนการสร้างสรรค์ความรู้สึกในแง่บวกที่เกิดจากการรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสต่าง ๆ ซึ่งถ้าหากเราสามารถรับรู้สิ่งเหลานี้ได้จากการใช้ชีวิตก็จะเกิดพลังบวกในทุกลมหายใจ เช่นเดียวกับเรื่องการอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม ลองเปิดประสาทสัมผัสของคุณเพื่อหาคำตอบว่าคอนโดที่เราอยู่หรือที่กำลังสนใจนั้นสร้าง The Sensual Esthetic Living หรือ สุนทรียแห่งการอยู่อาศัยให้กับคุณได้มากขนาดไหน VISUAL & SIGHT สัมผัสแรกของคนส่วนใหญ่คือการมองเห็น ซึ่งมีผลกระทบกับสมองและความรู้สึกเป็นอย่างมาก Alain de Botton นักเขียนชื่อดังชาวอังกฤษเจ้าของผลงานหนังสือ The Architecture of Happiness ยกตัวอย่างง่าย
Converse ถูกจัดอยู่ในรองเท้าระดับตำนานที่ไม่ว่าคุณจะเป็นใครอย่างน้อยต้องมีติดตู้สักหนึ่งคู่เหมือนกับยาสามัญประจำบ้าน ซึ่งนอกเหนือจาก Chuck Taylor All Star หรือ Jack Purcell Converse ยังมีอีกหนึ่งโมเดลรองเท้าที่โดดเด่นอยู่คู่วงการสนีกเกอร์ตลอดมาไม่แพ้กันนั่นคือ One Star ถ้าหากย้อนเรื่องราวของรองเท้า One Star นั่นมีจุดเริ่มต้นในปี 1974 ที่กำเนิดจากการพัฒนารองเท้าบาสเกตบอลในรูปแบบ low-top ซึ่งเวลานั้นวัสดุที่ Converse เลือกใช้คือหนังกลับและชุดพื้นโฟม ทว่าน่าเสียดายเป็นอย่างมาก เพราะมันถูกวางขายเพียงปีเดียวเท่านั้นก่อนจะถูกยกเลิกไลน์การผลิตไป อย่างไรก็ตาม One Star ไม่เคยหายไปจากหน้าวงการรองเท้าเลย โดยมันถูกใช้เป็นตัวแทนของดนตรีกรันจ์ใน Seattle ซึ่งภาพที่ทุกคนคงน่าจะจำได้เป็นอย่างดีคือ Kurt Cobain กำลังทุ่มกีต้าร์สวมเสื้อผ้าเก่า ๆ ขาด ๆ จับคู่กับรองเท้า Converse One Star สุดคูล นอกเหนือจากนี้แล้วนักสเก็ตบอร์ดหลาย ๆ คนยังชื่นชอบที่จะนำมาใช้ เวลาเล่นสเก็ตจนเป็นที่มาของคำว่า Anti-Fashion ในปี 1993 One Star ถูกนำมาวางจำหน่ายอีกครั้ง ซึ่งคราวนี้
ซอยอารีย์เป็นที่รู้กันว่าเต็มไปด้วยคาเฟ่ ร้านอาหาร อัดแน่นกันอยู่แทบจะทุกซอย และหลายคนอาจคุ้นเคยกับ JOSH HOTEL มาบ้างแล้ว จากการเดินสำรวจซอยอารีย์บ้าง จากรูปในอินสตาแกรมบ้าง เพราะมีมุมสระน้ำยอดฮิตที่ใครมาเป็นต้องโดนสัก snap แน่นอน ใครที่เคยมา JOSH HOTEL แล้วจะไม่แปลกใจเลยว่าทำไมโรงแรมนี้ถึงฮอตฮิต Go Viral กันแบบปากต่อปาก แม้เพิ่งเปิดได้ไม่นานก็ตาม วันนี้ UNLOCKMEN จะพามาสำรวจ JOSH HOTEL ไปพร้อม ๆ กันแบบทุกซอกทุกมุม แล้วจะหลงรักในทุกดีเทลที่ตั้งใจเลือกในทุกมุม เดินเข้ามาที่ซอยอารีย์ 4 (ฝั่งเหนือ) เพียงนิดเดียวก็จะสะดุดตากับโรงแรมสีสบายตาที่เราจะเห็นคำว่า “JOSH HOTEL” ตัวใหญ่อยู่ด้านบนสุด เป็นเหมือนป้ายบอกให้รู้ว่าเรามาถึงจุดหมายปลายทางแล้ว เดินเข้ามาด้านในจะเจอล็อบบี้บรรยากาศ Cozy ได้นั่งฟังเพลงจากแผ่นเสียงเป็นเพลงที่เราคิดถึง ทุกอย่างดูเข้าตีมกันไปหมด เฟอร์นิเจอร์และของตกแต่งทุกชิ้นถูกคัดสรรและดัดแปลงให้ไปในทิศทางเดียวกัน หนึ่งในเจ้าของที่นี่เป็น Interior เลยค่อนข้างใส่ใจกับทุกดีเทลและทำออกมาได้แบบมืออาชีพ ความพิเศษของที่นี่คือ ไม่ได้เป็นเพียงแค่ที่พักเท่านั้น แต่ยังมี Facilities ดี ๆ ที่ไม่เหมือนใครให้เราได้สำรวจกันอีกด้วย อย่างในรูปคือห้อง Theater ที่อยู่ชั้นเดียวกับล็อบบี้ ไม่ได้มีเก้าอี้แบบโรงภาพยนตร์ไว้เป็นของตกแต่งเท่านั้น แต่มันใช้งานได้จริง เพราะนี่คือห้องที่เอาไว้ฉายภาพยนตร์จริง
โลกเต็มไปด้วยความหลากหลายของมนุษย์ บางคนเก่งด้านนี้ บางคนฉลาดด้านนั้น เราต่างมีความสามารถเป็นของตัวเอง หรือแม้แต่การไม่รู้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด แต่ที่โคตรไม่เข้าใจคือ “พวกกูก็ไม่รู้ แต่กูอยากอวด” หรือพูดง่าย ๆ ว่าอวดฉลาดไปทั่ว พูดเหมือนตัวเองรู้ทุกอย่าง เอาล่ะ ไม่ว่ากัน ถ้าใครอยากแชร์ความรู้ เราก็พร้อมฟัง แต่ถ้าเกิดเอะใจสงสัยว่าอีตาคนนี้มันรู้จริงไหมหรือมันแค่อวดว่ารู้มั่ว ๆ ? เราก็มี 5 หนทางดีต่อใจมาให้ลองเช็คกัน พุ่งคำถามเข้าใส่ การจะเช็คว่าใครรู้จริงไหม เราไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ มากมายแต่อย่างใด แค่คำถามง่าย ๆ โยนลงไปกลางวงก็พอ คนที่รู้ว่าตัวเองมีพื้นฐานการคิดเรื่องนั้น ๆ แน่นอยู่แล้ว เขาก็ไม่มีอะไรต้องกลัว ซ้ำยังจะตอบคุณกลับมาอย่างง่ายดาย เพราะคิดว่าคุณไม่เข้าใจ แต่พวกฉลาดปลอม ๆ แต่ชอบอวด จะติดแหง็กทันที ถ้าเจอคำถามง่าย ๆ เช่น “ทำไมคุณถึงเชื่อว่า … ล่ะครับ” หรือ “อธิบายเรื่อง … ที่คุณพูดเมื่อกี๊เพิ่มอีกหน่อยได้ไหมครับ” ถ้าตอบไม่รู้ เราก็ไม่ว่ากัน เพราะคนเรารู้อะไรไปหมดทั้งโลกไม่ได้อยู่แล้ว แต่ถ้าอึกอักแล้วทำโกรธใส่ หรือโยนกลับมาว่าคนถามนี่โง่เองที่ไม่รู้
ชั่วโมงนี้ทำอะไรก็ดูดีไปหมด สำหรับ Virgil Abloh เจ้าของแบรนด์สตรีทสุดฮิตอย่าง OFF-WHITE ที่เมื่อปีก่อนได้สร้างปรากฎการณ์คอลเลคชั่น “The Ten” กับแบรนด์ Nike จนเป็นที่ฮือฮา รวมถึงผลงานส่วนตัวที่โดดเด่นชนิดไม่ใครสู้ได้ น่าจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ไปเตะตาห้องเสื้อสุดหรูจากฝรั่งเศสอย่าง Louis Vuitton ที่ตอนนี้นับว่าสถานการณ์ยังเลื่อนลอยเนื่องจาก Kim Jones ที่ดำรงตำแหน่ง Artistic Director of Menswear มานาน 7 ปีกำลังจะโบกมือลาย้ายค่ายไปอยู่ Dior Homme ทำให้ Louis Vuitton รีบส่งเทียบเชิญเพื่อให้ Virgil Abloh มารับไม้ต่อในตำแหน่งนี้ ซึ่งจะว่าไปแล้วถือว่าเป็นเรื่องเซอร์ไพรส์อย่างมาก เพราะก่อนหน้านี้ Louis Vuitton มักจะเลือกดีไซเนอร์ที่มีประสบการณ์เคยผ่านงานกับแบรนด์ดัง ๆ รวมถึงคลุกคลีในแวดวง High-fashion เสียส่วนใหญ่ แต่อาจเพราะติดใจกับคอลเลคชั่น SUPREME x Louis Vuitton ที่ขายดิบขายดีเป็นปรากฎการณ์จึงทำให้ยอมหักดิบเลือก Virgil Abloh ที่แม้จะไม่เคยร่ำเรียนศาสตร์แฟชั่นมาโดยตรงก็ตาม ทว่าผลงานมาสเตอร์พีชกับแบรนด์เชิงสตรีทระดับโลกก่อนหน้านี้อย่าง Nike , Champion


