CARS

AUTOMOTIVE TRENDS: 5 เทรนด์รถยนต์อัจฉริยะที่น่าสนใจในปี 2022

By: BAO February 2, 2022

ตั้งแต่ปีที่แล้ว เราเห็นการเปลี่ยนแปลงในวงการรถยนต์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น รถยนต์ไร้คนขับ รถยนต์บินได้ หรือรถยนต์พลังงานไฟฟ้า แสดงให้เห็นถึงอนาคตที่ไร้ขีดจำกัดของยานพาหนะชนิดนี้ วันนี้ UNLOCKMEN จึงอยากแนะนำเทรนด์รถยนต์ (Automotive Trends) ที่คาดว่าจะมาแรงและน่าจับตามองในปี 2022

 

ยุคของรถยนต์ไฟฟ้าเต็มตัว

เรากำลังเดินทางเข้าสู่ยุคของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) อย่างเต็มรูปแบบ ไม่ต้องใช้หมอดูก็เห็นอนาคตที่รถยนต์พลังงานไฟฟ้าจะมาแทนที่เครื่องยนต์เผาไหม้แน่นอน เพราะตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่วางขายในตลาดมีคุณภาพไม่แพ้เครื่องยนต์เผาไหม้เลย เช่น Tesla Model 3 หรือ Hyundai Kona Electric ที่ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า และยังมีสตาร์ทอัพหลายแห่งที่เริ่มหันมาผลิต EV กันมากขึ้น เช่น Aptera ของ Aptera Motors หรือ Canoo Pickup ของ Canoo รวมถึงคู่แข่งที่พร้อมจะล้ม Tesla และน่าจับตามองอย่าง Rivian, Lucid Air รวมถึงค่าย gadgets อย่าง Sony และ Apple

นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้คนหันมาใช้ EV กันมากขึ้นด้วย เช่น ราคาน้ำมันที่วันนี้สูงถึงเกือบลิตรละ 40 บาท ราคาแบตเตอรี่ที่ต่ำลง หรือ กระแสสังคมเรื่องการรักษาธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการออกนโยบายของประเทศฝั่งยุโรปที่เตรียมแบนการใช้รถยนต์เผาไหม้อย่างเต็มรูปแบบในอนาคตอันใกล้

องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency)  ทำนายว่า ถ้ารัฐบาลทั่วโลกสนับสนุนการผลิตรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอนน้อยให้สอดคล้องกับเป้าหมายเรื่องสภาพอากาศโลก ภายในปี 2030 เราจะมีรถยนต์ไฟฟ้าจำนวนกว่า 230 ล้านคันทั่วโลก นั่นหมายความว่า อีกไม่กี่ปี รถยนต์ EV อาจถึงจุดที่เอาชนะรถยนต์พลังงานสันดาปภายใน (ICE) ได้


รถยนต์ที่มาพร้อมระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ

Amazon Robo Taxi

เทรนด์รถยนต์ที่ได้รับความสนใจมานานหลายปี อย่างรถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Autonomous Car หรือ Self-driving Car) ก็ยังคงได้รับความสนใจอยู่ในตอนนี้ เห็นได้ว่าตอนนี้ผู้พัฒนารถยนต์หลายแห่งกำลังผลิตหรือพัฒนารถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติกันอยู่ เช่น BMW ที่กำลังพัฒนาระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติระดับ 3 หรือ Tesla ที่ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่โดดเด่นด้านนี้อยู่แล้ว

รถยนต์ขับเคลื่อนอัตโนมัติ จะแตกต่างจากรถยนต์ประเภทอื่น มันมาพร้อมกับเทคโนโลยีเซนเซอร์หลากหลายที่ใช้ในการตรวจจับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการควบคุมและรักษาความเร็วของรถให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย

ในวงการรถยนต์จะมีการจัดลำดับระดับการขับเคลื่อนอัตโนมัติ (Automation Level) โดยยิ่งเลเวลสูงขึ้น จะยิ่งแสดงถึงความล้ำหน้าของเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติ เช่น เลเวล 2 (Level 2) หมายถึง รถที่มีระบบเบรกและระบบเร่งอัตโนมัติ หรือ เลเวล 5 (Level 5) หมายถึง รถยนต์ที่สามารถทำภารกิจขับรถได้ทุกภารกิจโดยไม่จำเป็นต้องมีมนุษย์ แต่มนุษย์ยังต้องควบคุมระบบหลักของรถอยู่


รถยนต์ที่มาพร้อมกับการเชื่อมต่อ (Connectivity)

ตอนนี้บริษัทรถยนต์กำลังหลอมรวมอินเทอร์เน็ตกับรถยนต์ โดยใช้เทคโนโลยี AI และ Machine Learning เพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อ (Connectivity) ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อมูลจาก Perforce เผยว่าภายในปี 2030 รถยนต์จำนวนกว่า 96% จะได้รับการติดตั้งระบบการเชื่อมต่อ ซึ่งระบบนี้จะมีประโยชน์ในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น เบรกฉุกเฉิน ฟังก์ชั่นเพื่อความบันเทิง ไปจนถึง การรักษาความปลอดภัยไซเบอร์

รถยนต์ที่มีการเชื่อมต่อ หมายถึง รถยนต์ที่เชื่อมต่อกับระบบอินเทอร์เน็ต และสามารถแชร์การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตกับอุปกรณ์อื่นที่อยู่ในและนอกพาหนะได้ด้วย ซึ่งเทคโนโลยีจะช่วยให้เกิดประโยชน์หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การตรวจสอบสภาพรถทางไกล การเข้าถึงสัญญาณไวไฟ ไปจนถึงการแจ้งเตือนสถานะอุปกรณ์ภายในของรถ ซึ่งช่วยให้เกิดการขับขี่ที่ปลอดภัยมากขึ้น


การสื่อสารระหว่างรถยนต์ (Vehicle-to-Vehicle Communication)

ต่อให้เราขับรถระมัดระวังแค่ไหนก็ตาม มันก็มีโอกาสที่จะเกิดอุบัติเหตุได้เหมือนกัน เพราะเราไม่รู้ว่าคนรอบตัวเรามีพฤติกรรมการขับรถแบบไหน หากเราเจอกับเรื่องไม่คาดคิดขึ้นมา อุบัติเหตุก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา เทคโนโลยีการสื่อสารที่ชื่อว่าการสื่อสารระหว่างรถยนต์ (Vehicle-to-Vehicle Communication) จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่มากขึ้น

เทคโนโลยีนี้จะช่วยให้รถยนต์แต่ละคันสามารถตอบสนองกันเองได้ผ่านการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่จำเป็นต่อการรักษาความปลอดภัย เช่น ตำแหน่ง ความเร็ว และทิศทางที่รถกำลังมุ่งหน้าไป ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้รถแต่ละคันสามารถแจ้งเตือนคนขับรถเพื่อให้เกิดความปลอดภัยในการขับขี่ได้  อย่างตอนนี้ก็มีบริษัทรถยนต์ที่กำลังวิจัยและพัฒนาระบบนี้อยู่ เช่น Ford


เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain) ในยานพาหนะ

เราอาจได้ยินเรื่องเทคโนโลยี Blockchain ในวงการคริปโตบ่อย แต่ตอนนี้ก็มีการพูดถึงมันในวงการรถยนต์เหมือนกัน เพราะเทคโนโลยีสามารถนำมาใช้ร่วมกับรถยนต์ได้  โดยเฉพาะรถยนต์ไร้คนขับ Blockchain จะช่วยระบุข้อมูลของรถยนต์แต่ละคันไม่ว่าจะถูกเปลี่ยนสภาพไปแค่ไหน และยังสามารถเข้าถึงข้อมูลจราจรที่สำคัญต่อการขับขี่ได้อย่างแม่นยำมากขึ้น

นอกจากนี้มันยังช่วยป้องกันการโจรกรรมข้อมูลด้วย เพราะการใช้งานระบบขับเคลื่อนอัตโนมัติ จำเป็นต้องติดตั้งระบบรับส่งข้อมูลกับสิ่งที่อยู่บนท้องถนน เช่น ไฟจราจร ที่จอดรถ หรือ ระบบจ่ายเงิน ดังนั้น ข้อมูลของรถจึงเสี่ยงต่อการถูกแฮคได้ เทคโนโลยีที่มีความปลอดภัยสูงอย่าง Blockchain จะช่วยให้การทำธุรกรรมอัตโนมัติ เช่น การจ่ายค่าน้ำมัน ค่าทางด่วน ค่าประกัน หรือ ค่าซ่อมแซม มีความปลอดภัยมากขึ้น

ยิ่งเทคโนโลยีพัฒนาไปไกลเท่าไหร่ การขับขี่รถยนต์ก็ยิ่งมีความปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้นเท่านั้น ในอนาคตเราอาจไม่จำเป็นต้องจับพวงมาลัยอีกต่อไป รถยนต์จะสามารถพาเราไปยังจุดหมายได้ด้วยตัวเอง แถมยังจ่ายค่าบริการอื่น ๆ ให้เราได้ด้วย เช่น ค่าทางด่วน หรือ ค่าจอดรถ โดยหักเงินจากกระเป๋า e-wallet ของเราได้ น่าสนใจมากว่าในอนาคตรถยนต์จะพัฒนาก้าวไกลแค่ไหน

 

BAO
WRITER: BAO
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line