Supercar ที่เหมาะกับประเทศไทย Porsche 911 รหัส 964 Carrera 4 ปี 1992 ‘Patagonia 4×4’ รถต้นแบบคันแรกและคันเดียวจากแผนการผลิตจำกัดเพียง 10 คันทั่วโลก งานสร้างระดับ Custom จากเยอรมนีคันนี้ถูกยกเครื่องและวิศวกรรมใหม่ทั้งหมด ติดตั้งระบบคานแข็งแบบ Portal Axle เพื่อเพิ่มระยะต่ำสุดถึงพื้น (Ground Clearance) ร่วมกับชิ้นส่วนช่วงล่างยกชุดจาก 964 Turbo และโช้กอัพ Bilstein สเปกพิเศษ เสริมความมั่นใจในการตะลุยทุกสภาพผิวด้วยล้อสไตล์ Fuchs ขนาด 17 นิ้ว แบบ Bead-lock ดีไซน์เฉพาะรุ่นจาก Sportwagen Classics รัดด้วยยางสายลุยพันธุ์แท้อย่าง BFGoodrich Trail-Terrain T/A ด้านขุมพลังยังคงความคลาสสิกตามแบบฉบับ Porsche Air-cooled ด้วยเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบนอน ขนาด 3.6 ลิตร NA ที่ผ่านการ
หลังจากประกาศยุติสายการผลิตรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายในไปเกือบปี Jaguar ก็ได้เวลาเปิดตัว Type 01 ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า 100% ตัวเปลี่ยนเกมประจำค่ายที่พร้อมยกระดับแบรนด์ขึ้นไปฉีกกับคู่แข่งระดับ Ultra-Luxury อย่าง Bentley และ Porsche การกลับมาครั้งนี้พกสเปกระดับอสูรกายมาแบบจัดเต็ม ใต้บอดี้อันแหวกแนวคือสถาปัตยกรรมไฟฟ้าใหม่ล่าสุด Jaguar Electric Architecture (JEA) ที่จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้า 3 ตัว (Tri-Motor AWD) ปลดปล่อยพละกำลังสูงสุดถึง 1,015 แรงม้า พร้อมแรงบิดมหาศาล 1,007 ปอนด์-ฟุต (1,365 นิวตันเมตร) ตัวรถใช้แบตเตอรี่ NMC ความจุ 118 kWh บนระบบแรงดันสูง 850V ให้ระยะทางวิ่งไกลสูงสุดถึง 400 ไมล์หรือประมาณ 644 กิโลเมตรต่อการชาร์จเต็มตามมาตรฐาน EPA ที่สำคัญยังรองรับ DC Fast Charge สูงสุด 350 kW สามารถอัดไฟจาก 10-80% ได้ภายในเวลาเพียง
ถ้า BMW iX3 ดูเป็นรถครอบครัวเรียบร้อยและเน้นใช้งานจริงจังเกินไปสำหรับคุณ ค่ายใบพัดสีฟ้าก็จัดคำตอบใหม่สายซิ่งที่ยอมแลกพื้นที่บรรจุสัมภาระเพื่อทรงท้ายลาดสุดเย้ายวนกับ BMW iX4 สปอร์ตเอสยูวีคูเป้ (SAC) พลังไฟฟ้า 100% ตัวล่าสุดจากตระกูล Neue Klasse ที่มาพร้อมทรวดทรงเพรียวลมและสมรรถนะระดับปีศาจชนิดที่ไม่เกรงใจใคร ไฮไลต์หลักไม่ได้มีแค่ทรวดทรงสุดดุดัน แต่เรื่องระยะทางการวิ่งคือสิ่งที่ทำให้สายเดินทางต้องร้องว้าว โดยรุ่นท็อปสายอึดอย่าง iX4 50 xDrive พกแบตเตอรี่ลูกโตขนาด 108.7 kWh วิ่งได้ไกลสุดถึง 514 ไมล์ (ราว 827 กิโลเมตร) ต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ขณะที่รุ่นเริ่มต้นอย่าง iX4 40 xDrive มาพร้อมแบตเตอรี่ 82.6 kWh รีดกำลังได้ 369 แรงม้า กด 0-100 กม./ชม. ใน 5.6 วินาที วิ่งไกลราว 637 กิโลเมตร แต่ถ้าคุณคือสายฮาร์ดคอร์ที่ต้องการความดิบ ย่อมต้องโดนใจ iX4 M60 xDrive
หากลองหลับตานึกภาพรถ EV บนท้องถนนทุกวันนี้… สังเกตไหมว่าเทรนด์การออกแบบส่วนใหญ่มักจะพุ่งเป้าไปที่เส้นสายโค้งมนลู่ลม จนบางทีเวลารถขับสวนมาแทบจะแยกไม่ออกว่าเป็นรุ่นอะไร ความจำเจเหล่านี้ทำให้เสน่ห์ของความแตกต่างค่อย ๆ จางหายไป แต่การปรากฏตัวของ iCAUR (ไอคาร์) แบรนด์ยานยนต์พลังงานใหม่จากเครือ Chery Group ได้เข้ามาฉีกกระแสความจำเจนั้นทิ้งไป ภายใต้ปรัชญา “Classic Never Fades” ที่ไม่ใช่เพียงแค่การพยายามออกแบบรถให้ดูแปลกตาเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ แต่เป็นการการหยิบเอา DNA ของความคลาสสิกระดับ Iconic โดยเฉพาะเสน่ห์ของรถเอสยูวีทรงกล่อง (Boxy SUV) สุดดุดัน มาตีความใหม่ ผสานเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย สิ่งนี้จึงไม่ใช่แค่ความแตกต่าง แต่มันคือจุดเริ่มต้น “การกลับมาของความคลาสสิกแห่งอนาคต” ที่จะทำให้คนรักรถและงานออกแบบต้องหยุดมอง บทพิสูจน์ที่ชัดเจนที่สุดของวิสัยทัศน์จาก iCAUR คือการเผยโฉม iCAUR V27 REEV ยานยนต์ที่หยิบเอาสุนทรียศาสตร์ของรูปทรง Boxy Design ความคลาสสิกสุด Iconic ระดับตำนานในหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์ มาตีความใหม่ได้อย่างเฉียบคม นี่คือการตอกย้ำแนวคิด “Classic Never Fades” ให้กลายเป็นรูปธรรมที่จับต้องได้ บนเส้นทางแห่งอนาคตที่ไม่ได้ละทิ้งจิตวิญญาณดั้งเดิม เมื่อเจาะลึกถึงดีเทลงานออกแบบ
ก่อนจะได้รับการยกย่องให้เป็น “ไอคอนแห่งสมรรถนะ” จุดเริ่มต้นของ BMW M3 ในปี 1986 ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจที่จะสร้างรถสปอร์ตหรูเพื่อกวาดยอดขาย แต่กำเนิดขึ้นจาก “ความตั้งใจที่จะเอาชนะกฎเกณฑ์ของการแข่งขัน” ล้วน ๆ ย้อนกลับไปในยุค 80s กฎเหล็ก Group A ของรายการแข่งขันทัวร์ริงคาร์ (DTM) ระบุไว้ชัดเจนว่า หากจะส่งรถลงแข่ง ค่ายรถจะต้องผลิตเวอร์ชันที่วิ่งบนถนนหลวงได้อย่างถูกกฎหมายให้ครบ 5,000 คันภายในเวลา 12 เดือน ทีมวิศวกรสุดระห่ำแห่ง BMW Motorsport จึงงัดเอาเทคโนโลยีจากสนามแข่งมาปั้นโปรเจกต์ที่สุดขั้ว จับฝาสูบ DNA ซูเปอร์คาร์ M1 มาประกบเครื่องยนต์ 4 สูบ 2.3 ลิตร NA รีดพลัง 200 แรงม้า ลงสู่แชสซีน้ำหนักเบาเพียง 1,200 กิโลกรัม ยัดเบรกและช่วงล่างสเปกแข่ง พร้อมเกียร์ธรรมดาแบบ Dog-leg และที่บ้าบิ่นที่สุดคือพวกเขารื้อบอดี้ของ 3 Series รุ่นปกติมาออกแบบแอโรไดนามิกใหม่ทั้งหมด จนเหลือแค่ชิ้นส่วน “ประตูและหลังคา”
หากคุณคิดว่า Koenigsegg CC850 คือที่สุดแห่งความบ้าคลั่งแล้ว เตรียมตัวทำความรู้จักกับอสูรกายลำใหม่ล่าสุดที่จะทำให้สมองคุณรวนยิ่งกว่าเดิม นี่คือ Koenigsegg CCGT1 ไฮเปอร์คาร์ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อคารวะตำนานรถแข่งแกรนด์ทัวริงอย่าง CCGT รถแข่งตัวแรงแห่งยุค GT1 ที่โชคร้ายไม่เคยได้ลงสนามจริงแม้แต่ครั้งเดียวเนื่องจากการเปลี่ยนกฎของ FIA แต่วันนี้จิตวิญญาณแห่งสนามแข่งได้ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นอีกครั้งในร่างของรถถนนที่ทรงพลังกว่ารถบ้านทั่วไปถึงสิบเท่า แถมยังพกความดุเดือดระดับ 1,600 แรงม้ามาให้เหยียบกันมิดไมล์ แม้พื้นฐานของ CCGT1 จะถูกต่อยอดมาจากรุ่น CC850 แต่บอดี้พาร์ทแทบทุกชิ้นถูกออกแบบใหม่หมดจดด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์ จะมีก็แค่ประตูและหลังคาแบบถอดได้เท่านั้นที่ใช้ร่วมกัน ไฮไลต์เด่นที่สะกดทุกสายตาคือวัสดุตัวถังแบบใหม่ที่เรียกว่า Ghost Fibre หรือคาร์บอนไฟเบอร์สีขาวที่เคยสร้างชื่อในรุ่น Trevita เมื่อปี 2009 ซึ่งไม่เพียงแค่มอบความสวยงามดุดัน แต่ยังช่วยลดน้ำหนัก เพิ่มความแข็งแกร่ง และซับเสียงรบกวนได้เป็นอย่างดี รูปลักษณ์ภายนอกถูกอัปเกรดอากาศพลศาสตร์ขั้นสุดด้วยสปลิตเตอร์หน้าขนาดใหญ่ ช่องดักอากาศบนหลังคาสำหรับระบายความร้อน และปีกหลังขนาดยักษ์ที่ปรับองศาได้ถึง 30 องศา ทำงานร่วมกับระบบ Active Aero ใต้ท้องรถ สร้างแรงกด Downforce ได้มหาศาลถึง 800 กิโลกรัมที่ความเร็ว 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เมื่อเปิดฝาครอบเครื่องยนต์ คุณจะพบกับขุมพลังสุดจัดจ้าน เครื่องยนต์ V8
เมื่อศิลปะแห่งการเดินทางระดับไฮเอนด์จากฝรั่งเศสมาบรรจบกับความสมบูรณ์แบบของยนตรกรรมคลาสสิก นี่คือโปรเจกต์ “Ultra-luxe” ที่ทำให้ผู้ชายสายสปอร์ตคาร์ต้องหยุดมอง เพราะนี่คือการคอลแลปส์ครั้งสำคัญระหว่าง Singer สำนักเรสโตมอดระดับโลก และแบรนด์ลักชูรีอันดับต้นๆ อย่าง Louis Vuitton ที่ร่วมกันรังสรรค์สุดยอดรถยนต์แบบ One-off ถึงสองคัน ได้แก่ Porsche 911 Reimagined by Singer – Classic และ Classic Turbo Cabriolet งานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของแฟชั่นฉาบฉวย แต่สเปกและดีเทลของตัวรถนั้นถูกจัดเต็มในทุกอณู จุดเริ่มต้นของความยิ่งใหญ่นี้ไม่ได้เริ่มจากการวาดแบบโครงรถ แต่เริ่มจาก “นาฬิกา” ทาง Louis Vuitton โดยแผนก La Fabrique du Temps ได้สร้างสรรค์นาฬิกาหน้าปัดแบบกลไกที่สามารถถอดออกได้ ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากนาฬิการุ่น Tambour อันโด่งดังของแบรนด์ ก่อนที่ความหลงใหลในรายละเอียดจะบานปลายกลายเป็นการต่อยอดคัสตอมรถทั้งคันแบบหมดจด ทั้งงานหนังชั้นครูและกลไกเรือนไมล์ที่ถูกออกแบบใหม่ทั้งหมด สำหรับคันแรก Porsche 911 Reimagined by Singer – Classic มาในบอดี้พาร์ทคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบา โดดเด่นด้วยโทนสี
TLR บริษัทคัสตอมรถจากเนเธอร์แลนด์ สร้าง Land Rover Defender ขับเคลื่อนด้วยแบตเตอรี่ได้สำเร็จ มองเผินๆ นี่อาจจะดูเหมือนโปรเจกต์ Restomod ทั่วไป แต่บอกเลยว่าภายใต้เรือนร่างสุดคลาสสิกนี้ มีความลับซ่อนอยู่มากกว่าที่คุณคิด ปกติแล้วลูกค้าร้อยละ 75 ของ The Landrovers มักจะเลือกเส้นทางสายคลาสสิกด้วยการวางเครื่องยนต์ V8 จาก Corvette ไม่ว่าจะเป็นรหัส LS3 พละกำลัง 450 แรงม้า หรือ LT4 ระดับ 650 แรงม้า จับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ แต่สำหรับลูกค้ากระเป๋าหนักพอและต้องการความต่างขั้นสุด มีทางเลือกที่สุดตารางกว่า นั่นคือ The Landrovers Panterra โปรเจกต์ Electromod เวอร์ชันขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้า 100% The Landrovers Panterra ใช้เวลาปลุกปั้นโปรเจกต์นี้มาถึง 7 ปีเต็ม เพื่อออกแบบชิ้นส่วนแทบทุกชิ้นภายใต้เรือนร่างเดิมของ Defender ใหม่ทั้งหมด มีการทำจุดยึดใหม่สำหรับระบบช่วงล่างอิสระเต็มรูปแบบ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรองรับมอเตอร์ไฟฟ้าแบบฝังในล้อ (In-wheel
ถ้าพูดถึงแบรนด์ Mitsubishi Motors เราเชื่อว่าภาพแรกในหัวของผู้ชายหลายคนคือความแข็งแกร่ง เชื่อถือได้ และพร้อมรับมือกับทุกสภาพถนนได้อย่างมั่นใจ แต่เมื่อวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันเปลี่ยนไป “รถยนต์” ไม่ได้เป็นเพียงยานพาหนะที่พาเราจากจุด A ไปจุด B อีกต่อไป แต่คือพื้นที่ใช้ชีวิตสำหรับครอบครัว, เป็นพาร์ทเนอร์ในการทำงาน และเป็นได้แม้กระทั่งเพื่อนร่วมทางที่ทำให้ทุกวันง่ายขึ้น ทำให้ Mitsubishi Motors Thailand เลือกใช้ช่วงเวลาสำคัญอย่างการเฉลิมฉลองครบรอบ 65 ปี ในการเปิดตัวทิศทางแบรนด์ใหม่ภายใต้แนวคิด “Enjoy The Ride” กับการขยับบทบาทจาก Car Maker สู่การเป็น Life Enhancer แบรนด์ที่ช่วยยกระดับชีวิตและเป็นเพื่อนคู่ใจให้ผู้ขับขี่ทุกเจนเนอเรชันได้จอยไปกับทุกเส้นทางของตัวเอง พร้อมสะท้อนวิสัยทัศน์นี้ให้สัมผัสได้จริงผ่านอีเวนต์สุดพิเศษที่เชื่อมความแข็งแกร่งระดับตำนานเข้ากับไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ได้อย่างลงตัว และวันนี้ UNLOCKMEN ขออาสาพาทัวร์ทุกจุดไฮไลต์ในงาน Mitsubishi Motors Thailand “Enjoy The Ride” จอยได้ทุกเส้นทาง ณ centralwOrld ที่บอกเลยว่าประทับใจวัยรุ่นและสาวกมิตซูแบบสุด ๆ เริ่มต้นกันที่โซน Central Court ที่ถูกแปลงโฉมให้เป็น The Heritage Destination
หากจะทำความเข้าใจถึงต้นกำเนิดของ BMW M3 เราจำเป็นต้องสลัดภาพจำของรถสปอร์ตซีดานในยุคปัจจุบันออกไปเสียก่อน เนื่องจากโมเดลระดับตำนานคันนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทำการตลาด หัวใจสำคัญของมันคือการเป็นรถแข่งพันธุ์แท้ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อลงห้ำหั่นในสนามแข่งทัวริ่งคาร์กลุ่ม Group A หรือรายการ DTM (German Touring Car Championship) ในยุคนั้นโดยเฉพาะ ภายใต้กฎข้อบังคับอันเข้มงวดของ Group A รถแข่งที่จะได้รับการรับรอง ค่ายผู้ผลิตจำเป็นต้องมียอดจำหน่ายรถยนต์รุ่นดังกล่าวในเวอร์ชันใช้งานบนท้องถนนทั่วไปได้อย่างน้อย 5,000 คัน ภายในระยะเวลา 12 เดือน ทีมวิศวกรจากแผนก BMW Motorsport จึงได้ออกแบบและพัฒนาทั้งเวอร์ชันรถแข่งและเวอร์ชันถนนไปพร้อม ๆ กัน และนี่ก็คือจุดกำเนิดของ BMW M3 E30 รายละเอียดทางวิศวกรรมสะท้อนถึงเจตนารมณ์แห่งโลกมอเตอร์สปอร์ตอย่างชัดเจน ระบบกันสะเทือน และระบบเบรก ABS ที่ทำงานร่วมกับจานเบรกคู่หน้าแบบมีครีบระบายความร้อน ล้วนถูกคำนวณมาเพื่อรองรับความต้องการในสนามแข่ง แม้กระทั่งรูปแบบการเปลี่ยนเกียร์ที่เป็นระบบเกียร์แบบ Dogleg โดยมีตำแหน่งเกียร์หนึ่งอยู่ทางด้านซ้ายล่าง ก็เป็นสิ่งยืนยันถึงความมุ่งมั่นที่ต้องการให้ผู้ขับขี่สามารถสับเปลี่ยนเกียร์สำคัญในการทำความเร็วได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนี้ ทีมวิศวกรยังให้ความสำคัญกับการลดน้ำหนักตามหลักอากาศพลศาสตร์ ชิ้นส่วนรอบคันอย่างกันชนหน้า-หลัง สเกิร์ตข้าง ฝากระโปรงท้าย และสปอยเลอร์ ถูกแทนที่ด้วยวัสดุพลาสติกน้ำหนักเบา ควบคู่ไปกับการปรับองศาของเสา C-pillar ให้มีความลาดเอียงน้อยลงและมีฐานที่กว้างขึ้นกว่ารุ่นมาตรฐาน


