ถึงเวลาที่ชื่อ Land Cruiser จะกลับมาขยับหัวใจคนรักรถอีกครั้ง แต่คราวนี้ในร่างที่เล็กลง สนุกขึ้น และโคตรน่าหลงใหลแบบ “Baby Land Cruiser” ที่ใครเห็นก็ต้องหลุดปากว่า damn that’s cool. หลังจากปล่อยให้ข่าวลือวนอยู่บนโลกอินเทอร์เน็ตอยู่นานหลายปี ในที่สุด Toyota ก็เปิดตัว Land Cruiser FJ รุ่นใหม่อย่างเป็นทางการ เตรียมวางขายกลางปี 2026 สำหรับบางตลาดทั่วโลก รถคันนี้ถูกออกแบบมาเพื่อชุบชีวิตจิตวิญญาณของ Land Cruiser รถที่เป็นสัญลักษณ์ของความอึด ถึก ทน และพร้อมพาเราไปถึงทุกที่บนโลก ให้กลับมาโลดแล่นในโลกยุคใหม่ที่ต้องการความกะทัดรัดแต่ยังต้อง “จริง” อยู่เสมอ Toyota เลือกวาง FJ ตัวนี้ไว้บน IMV platform ตัวเดียวกับที่ใช้ใน Hilux และ Fortuner ซึ่งหมายความว่ามันไม่ได้แค่หน้าตาเท่ แต่ยังโหดในเชิงโครงสร้างจริงจัง เครื่องยนต์รหัส 2TR-FE ขนาด 2.7 ลิตร 4 สูบ ให้พลัง
ถ้า Miura คือ supercar คันแรกของโลก Lamborghini Miura Roadster คือเวอร์ชันที่กล้าบ้าบิ่นที่สุดในประวัติศาสตร์ของมัน ทั้งในแง่ดีไซน์ ความตั้งใจ และบทสรุปที่ไม่มีใครคาดคิดว่าค่ายกระทิงดุจะกล้าปล่อยให้เกิดขึ้นจริง มันเปิดตัวในปี 1968 ที่งาน Brussels Motor Show แบบไม่มีปี่มีขลุ่ย ไม่มีแคมเปญ ไม่มีตัวแทนขาย มีแค่ Bertone และ Marcello Gandini ยืนอยู่ข้างๆ เหมือนจะพูดว่า “เรารู้ว่าพวกคุณไม่พร้อมสำหรับสิ่งนี้… แต่มันเกิดขึ้นแล้ว” คันที่จอดอยู่ตรงนั้นคือ Miura เวอร์ชันเปิดประทุนเต็มตัว ไม่ใช่ Targa ไม่ใช่ถอดหลังคาชั่วคราว แต่มันคือการรื้อเส้นสายของ Miura ใหม่หมด ลดความสูงหลังคาลง 30 มิลลิเมตร รีโปรไฟล์กระจกหน้า เปลี่ยนท้ายรถใหม่ ตัดฝาเครื่องแบบ slats ออก ขยายช่องดักอากาศทั้งสองข้าง เสริมแชสซีให้รับแรงบิดมากขึ้น และตัดกระจกข้างกับหลังคาทิ้งไปอย่างไม่ลังเล ใครที่เคยเห็น Miura coupe มาแล้ว จะรู้ว่านี่มันไม่ใช่แค่รถเปิดประทุน
เปิดตัวในปี 2017 – Terzo Millennio ถูกพัฒนาโดย Centro Stile Lamborghini ร่วมกับ MIT (Massachusetts Institute of Technology) คงความ “ดิบ” และ “โหด” แบบที่ใครเห็นก็ต้องรู้ว่ามาจาก Sant’Agata Terzo Millennio ไม่ได้ใช้แบตเตอรี่ lithium-ion แบบที่รถ EV ใช้กันทั่วไป แต่เลือกพัฒนาเทคโนโลยี supercapacitor รุ่นใหม่ที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงในตลาด ชาร์จเร็ว พลังแรง และรองรับการ regenerate พลังงานได้ดีกว่าระบบแบตเตอรี่เดิมมาก จุดที่โหดกว่านั้นคือการฝัง nanotechnology ลงในเนื้อ carbon fiber ของตัวรถ ให้กลายเป็นระบบเก็บพลังงานได้โดยตรง พูดอีกอย่างคือ ตัวถังทั้งคันสามารถสร้างไฟฟ้าให้นแบตเตอรี่ได้ด้วย ระบบขับเคลื่อนคืออีกไฮไลต์ที่ไม่มีใครทำได้ในตอนนั้น มอเตอร์ไฟฟ้าถูกฝังในล้อทั้ง 4 ข้าง แบบ independent wheel motors สามารถคุมแรงบิดแต่ละล้อได้อย่างอิสระ รถทั้งคันใช้วัสดุเบาที่สุดในโลกเพื่อลดน้ำหนักและ
เมื่อการเปิดประทุนมันธรรมดาเกินไป ในปี 2005 Lamborghini เลยเปิดตัวรถต้นแบบสุดโหดชื่อว่า Concept S หน้าตาเหมือน Gallardo เปิดประทุน แต่ไม่ใช่แบบที่เราเคยเห็น เพราะมัน “แยก cockpit” ฝั่งคนขับกับฝั่งคนนั่งเหมือนรถแข่ง single-seater เริ่มจากรถ prototype โชว์ใน Geneva ตอนนั้นยังเป็นเพียงรถโชว์คาร์ที่ขับไม่ได้ (Static model) เอาไว้อวดดีไซน์เฉย ๆ แต่กระแสตอบรับมันแรงมาก จน Lamborghini ตัดสินใจทำเวอร์ชัน ที่ขับได้จริง (Functional version) ขึ้นมาอีกคันในปี 2006 ใช้พื้นฐานจาก Gallardo เครื่อง V10 5.0L 520 แรงม้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ คันนี้ถูกทำขึ้นแค่คันเดียวในโลก จากแผนตอนแรกที่จะผลิต 100 คัน สำหรับลูกค้า VIP แต่สุดท้ายแผนก็ถูกพับไป เพราะต้นทุนผลิตมันสูงเกินไป และดีไซน์ซับซ้อนจนดูยังไงก็ไม่น่าจะกำไรได้ โชคดีที่มีลูกค้าคนนึง วางจองไปแล้วก่อนโปรเจกต์จะยกเลิก
Lamborghini ไม่เคยเป็นแบรนด์ที่เดินตามคนอื่น มันคือยักษ์จาก Sant’Agata ที่เกิดมาเพื่อโลดแล่นทั้งในสนาม ทั้งบนถนน แต่ครั้งหนึ่งในปี 2014 พวกเขาเลือกทำสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน สร้างรถ GT พลัง Hybrid ที่หรูหรา เงียบ และขับแบบ EV ล้วนได้ และมันมีชื่อที่งดงามไม่แพ้ดีไซน์ ในยุคที่ทั้ง Ferrari และ Porsche กำลังทดลองระบบ hybrid กับ LaFerrari และ 918 Spyder ทาง Lamborghini ไม่วิ่งตามแบบ performance-focused hybrid แต่กลับสร้างบางอย่างที่ใกล้เคียง Electric Grand Tourer มากกว่า Supercar สายโหด มันเป็นรถที่ออกแบบให้ขับในเมืองได้ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แต่ในอีกคลิกเดียวก็เรียกพลัง V10 ได้เต็มร้อยแบบ NA ไม่มีเทอร์โบ ไม่มีไฮบริดโมเดิร์นที่ลดทอนความรู้สึกของการขับ เครื่องยนต์คือหัวใจหลัก: V10 ขนาด 5.2 ลิตรจาก Huracán
ถ้ามีใครพูดถึง “Lamborghini 4 ประตู” เมื่อสิบกว่าปีก่อน แฟนพันธุ์แท้คงขำพรืดออกมาพร้อมบอกว่า “ไม่จริงหรอก มันต้องทรงลิ่ม เครื่องกลางประตูเฉียงประตูปีกนกเท่านั้น” แต่ในปี 2008 ณ งาน Paris Motor Show กลับมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น สิ่งที่เปลี่ยนแนวคิดของ Lamborghini ไปตลอดกาล มันมีชื่อว่า Estoque (เอส-โต-เก้) ชื่อที่ฟังดูคมกริบแบบภาษาสเปนก็สมควรอยู่ เพราะมันแปลว่า “ดาบปลายเรียวสำหรับจบชีวิตวัวกระทิงในการสู้วัว” และแน่นอน มันยังคงธีม Bullfighting tradition แบบเดียวกับ Countach, Murcielago, Aventador ที่แฟน ๆ คุ้นเคย เพียงแต่คราวนี้ Lambo ไม่ได้แค่จะฆ่า bull ตัวอื่น แต่มันจะเปลี่ยนวิธีที่โลกมองแบรนด์กระทิงดุไปโดยสิ้นเชิง Estoque คือ Lamborghini 4 ประตูแบบ front-mid engine ที่มาพร้อมความ Practical อย่างเหลือเชื่อ มีพื้นที่เก็บของจุใจ
Aston Martin DB12 S มาในมาดใหม่ที่เข้มข้นขึ้นทุกมิติทั้งฟีลลิ่งและพละกำลัง สมกับเป็นเวอร์ชัน S ที่ไม่ได้มีแค่การยัดแรงม้าเพิ่ม แต่ปรับจูนใหม่ทั้งคันเพื่อทำให้ทุกวินาทีหลังพวงมาลัยรู้สึกเชื่อมโยงกับรถมากขึ้น เครื่องยนต์ V8 4.0L Twin-Turbo จาก AMG ถูกรีดพลังขึ้นอีก 20 แรงม้า เป็น 690 hp พร้อมแรงบิด 800 Nm และอัตราเร่ง 0-100 km/h ใน 3.4 วินาที แค่ตัวเลขก็แรงพอสมควร แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการจูนระบบ Launch Control และเกียร์ใหม่ให้เปลี่ยนได้เร็วขึ้นกว่าเดิม 50% แถมมี Throttle Map พิเศษของรุ่น S ที่ทำให้การกดคันเร่งตอบสนองได้แม่นยำและเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น ช่วงล่างและแชสซีคืออีกจุดที่เปลี่ยนแปลงแบบไม่ประนีประนอม ทั้ง Anti-Roll Bar ด้านหลังแข็งขึ้น มุมล้อ Camber / Toe / Caster จูนใหม่ และ
ในยุคที่ความเป็น “ตัวตน” คือคุณค่าอันดับหนึ่งของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความแตกต่างระหว่างบุคคล แฟชั่นและเทคโนโลยีจึงไม่ได้มีหน้าที่แค่ “สวมใส่หรือใช้งาน” แต่ต้องสามารถ “แสดงความเป็นตัวตน” ได้อย่างชัดเจน การร่วมมือกันระหว่าง DEEPAL S05 และ Wonder Anatomie จึงไม่ใช่เพียงแค่งาน Collaboration หากแต่เป็น “การผสานรวม” ที่ลบเส้นแบ่งระหว่าง ยานยนต์ และ แฟชั่น อย่างชัดเจน ผสานการเป็น “Function” และ “Fashion” เข้าด้วยกัน กับแนวคิด “Fashion is Everywhere” ซึ่งตีความว่าทุกสัมผัสของชีวิต ล้วนมีสิทธิ์สะท้อนตัวตนได้ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของเสื้อผ้าหรือเส้นสายของรถยนต์ DEEPAL S05 สื่อสารผ่านงานดีไซน์ที่ไม่ได้มีแค่ “รูปลักษณ์” แต่ยังสะท้อนถึง “อัตลักษณ์” ของผู้ขับขี่ ผ่านแนวคิด Iconic Design แฝงฟังก์ชันการใช้งานในแต่ละองค์ประกอบอย่างมีนัยยะ ดีไซน์แบบ Interstellar Wing ที่เชื่อมโยงกับโลกอากาศยาน ให้ความรู้สึกทะยานไปข้างหน้า เป็นตัวแทนของผู้ใช้ที่ไม่หยุดนิ่งอยู่กับที่ Panoramic Sunroof
ใต้ฝากระโปรงของ X5 คันนี้ มีเครื่องยนต์ V12 จาก Le Mans ซ่อนอยู่ นี่คือ BMW X5 Le Mans รถ SUV ที่ถูกใช้เป็นสนามทดลองโชว์พลังงานดิบสุดของวิศวกรรม Motorsport “ถ้าเราเอาเครื่อง Le Mans ไปใส่ SUV ล่ะ มันจะเป็นยังไง?” โปรเจกต์นี้เริ่มต้นในปี 1999 – BMW เพิ่งชนะ Le Mans 24h ด้วยรถแข่ง BMW V12 LMR ที่พัฒนาโดยร่วมมือกับ Williams F1 ก่อนจะเปิดตัว X5 production รุ่นแรกที่ Frankfurt Motor Show และเพียง 6 เดือนถัดมา พวกเขาก็เปิดตัว X5 Le Mans ที่
ทุกวันนี้ชื่อสำนัก Top Secret ของ Smokey Nagata คงไม่แปลกหูสำหรับคนไทย เพราะบ้านเรามีร่างทองของทีมคุณเบียร์ ใบหยก เกือบจะครบตำนาน ไม่ว่าจะเป็น S15, GT-R รวมถึง Supra แต่วันนี้เราจะมาโฟกัสที่รถที่อาจจะบ้าที่สุดของเขา: Top Secret Supra V12 ในโลกของ 2JZ ที่ใครก็ใช้กัน มีไม่กี่คนเท่านั้นที่กล้าดึงหัวใจมันออก แล้วใส่ V12 ลงไปแทน Smokey วางเครื่อง 1GZ-FE V12 จาก Toyota Century ยัด Twin Turbo HKS GT2835 สองลูกเข้าไปเต็มข้อ พ่วงกับ Getrag 6-speed จับคู่คลัตช์ ORC พร้อม LSD ระบบ dry-sump และ ECU จาก HKS F-Con ช่วยควบคุมทุกอย่างแบบแม่นยำ


