Entertainment

BRAM STOKER’S DRACULA: ต้นแบบความสยองขวัญ ส่งต่ออิทธิพลในวงการ HORROR สู่รุ่นหลัง

By: april March 11, 2019

เรื่องราวเร้นลับชวนขนหัวลุกสุดคลาสสิกจากทั้งวงการวรรณกรรมและภาพยนตร์ อย่าง Dracula ถูกนำมาสร้างในเวอร์ชั่นจอแก้วและจอเงินหลายต่อหลายครั้ง รวมทั้งหนังสือเองที่ได้รับการตีพิมพ์แบบนับไม่ถ้วน ด้วยเนื้อเรื่องสุดคลาสสิกที่ใคร ๆ ต่างรู้จักตำนานผีดูดเลือดแห่ง Transylvania จึงทำให้ทุกเวอร์ชั่นเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างง่ายดาย

แต่สำหรับวงการภาพยนตร์ เรื่องราวผีดูดเลือดของท่าน Count Dracula จะให้นับว่าเวอร์ชั่นไหนที่เป็นตำนานที่สุด ทุกเสียงคงชี้ไปในทิศทางเดียวกันที่ Bram Stoker’s Dracula (1992) ฝีมือการกำกับของ Francis Ford Coppola ที่ได้รับกระแสตอบรับในแง่บวกอย่างล้นหลาม ไม่ใช่แค่ยุคนั้น แต่ยังคงขึ้นชื่อมาจนถึงทุกวันนี้ มาแกะรอยความคลาสสิกของที่ทำให้เรื่องนี้กลายเป็นตำนานของฝั่ง Horror ในวงการจอเงิน รวมทั้งอิทธิพลของเรื่องนี้ที่ส่งต่อมาถึงภาพยนตร์สยองขวัญรุ่นหลัง

Dracula จากปลายปากกาของ Bram Stoker

ชื่อของ Bram Stoker ที่ปรากฎอยู่บนชื่อภาพยนตร์อย่างเป็นทางการเนี่ย เป็นชื่อของนักเขียนชาวไอริช เจ้าของผลงานนวนิยายเรื่อง Dracula เรื่องราวของแวมไพร์ในปราสาทที่เรารู้จักในชื่อ Count Dracula ตัวละครเรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจจาก Vlad Țepeș ผู้ปกครองเมือง Transylvania ที่เป็นฉากหลังในเรื่องนั่นเอง ซึ่งเนื้อเรื่องก็เป็นอย่างในภาพยนตร์ที่เราได้ดูกันนั่นแหละ

สรุปง่าย ๆ ก็คือ Francis Ford Coppola ทำภาพยนตร์สยองขวัญโดยการหยิบเอาเรื่องของท่าน Count Dracula จากต้นเนื้อเรื่องฉบับเวอร์ชั่นนิยายของ Bram Stoker มาถ่ายทอดสู่จอเงิน เนื่องจากใช้เนื้อเรื่องเดียวกันแทบทั้งหมด จึงใช้ชื่อ Bram Stoker ใส่เข้าไปในภาพยนตร์ เพื่อเป็นการเคารพต้นฉบับและช่วยให้คนดูเข้าใจได้ง่ายขึ้นว่ากำลังจะได้ดู Dracula ในเนื้อเรื่องไหน  เราอาจจะเคยได้ยิน อ่าน ดู หรือฟัง เรื่องราว Dracula ในสารพัดเนื้อเรื่องมาก่อน การใส่ชื่อเฉพาะลงไปแบบนี้ช่วยให้เข้าใจได้ทันทีนั่นเอง

Recap เรื่องย่อ

อย่างที่บอกว่าเนื้อเรื่องของทั้งหนังสือและภาพยนตร์แทบไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย จึงขอรวบตึงเล่าเป็นเรื่องย่อเพื่อทบทวนความจำของทั้งคนที่ดูแล้ว และเล่าเรื่องคร่าว ๆ ให้กับคนที่อาจจะยังไม่เคยเสพเรื่องราวต้นฉบับของ Bram มาก่อน

เรื่องราวอยู่ในสมัยวิคตอเรีย หรือช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม Jonathan Harker (Keanu Reeves) เดินทางจาก London ไปยัง Transylvania ประเทศ Romania ดินแดนลึกลับที่เขาจะได้สัมผัสบรรยากาศแสนอึมครึมที่ปกคลุมไปด้วยหมอกหนา ด้วยการว่าจ้างจาก Count Dracula (Gary Oldman) ให้มาช่วยดูแลเอกสารการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดิน ณ ปราสาทอันวังเวง

การต้อนรับของท่าน Count Dracula ทำให้เขาเชื่อสนิทใจว่าเขาเป็นแขกผู้ทรงเกียรติของขุนนางสูงศักดิ์ แต่ทว่าวันคืนผ่านไป เขากลับยังคงวนเวียนอยู่ที่นี่ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา จนรู้สึกว่ามันไม่ใช่การมาทำธุรกิจ การพักผ่อนในแดนไกล แต่มันคือการกักขังหน่วงเหนี่ยว โดยที่เขาเองไม่สามารถขัดขืนอะไรได้เลย

 Coppola ผู้ปลุกปั้น Dracula ของ Bram Stoker ลุกขึ้นมาโลดแล่น

เราได้ฟังดูภาพยนตร์ที่มี Dracula เป็นตัวหลักของเรื่องกันมามากมาย การตีความในรูปแบบต่าง ๆ ถูกงัดออกมาใช้เป็นลูกเล่น หวังดึงดูดคนดูที่เบื่อกับเส้นเรื่องเดิม ๆ ของแวมไพร์สูงศักดิ์แห่ง Romania แต่เวอร์ชั่นที่คงเสน่ห์ของมันไว้ได้มากที่สุดก็คงไม่พ้นเวอร์ชั่น Bram Stoker’s Dracula (1992) ฝีมือการกำกับของ Francis Ford Coppola ที่เรากำลังพูดถึงอยู่นั่นเอง

ทำไม Bram Stoker’s Dracula ถึงกลายเป็นที่นิยมชมชอบจากทั้งคนดูและนักวิจารณ์ คงเป็นเพราะความคลาสสิกของเนื้อเรื่อง ที่เคารพต้นฉบับจากหนังสือได้ดีมาก ๆ แม้จะมีการตีความใหม่ เพิ่มเติมเนื้อหาในเรื่องรักข้ามภพข้ามชาติลงไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้เนื้อเรื่องโดยรวมบิดเบี้ยวไปจากเดิม ตัวละครที่มีมิติ ช่วยให้เนื้อเรื่องกลมกล่อมยิ่งขึ้น แม้ว่าจะถูกวางบทไว้ว่าเป็นตัวเอกหรือตัวร้าย แต่ก็ไม่ได้เป็นคนดีสุดขั้วหรือคนชั่วสุดขีด ตัวเอกอาจทำอะไรที่ไม่คิดหน้าคิดหลัง ตัวร้ายอาจมีความโอบอ้อมอารี มันจึงดูไม่กระอักกระอ่วนถึงที่มาที่ไปหรือการกระทำของตัวละครนั่นเอง

รวมทั้งเทคนิคการถ่ายทำที่ไม่ใช้ CGI เข้ามาช่วย แม้จะอยู่ในช่วงที่มีเทคโนโลยีการถ่ายทำเข้ามาช่วยมากมายแล้วก็ตาม Coppola เลือกที่จะใช้งานคราฟต์เข้ามาสร้างความสยองขวัญแทน อย่างเทคนิคการแต่งหน้า การใช้หุ่น หรืออะไรเบสิกอย่าง Double Exposure ในซีน Green Mist พิศวงที่ลอดใต้ประตูออกมานั่นแหละ

นอกจากจะเป็นภาพยนตร์ขึ้นหิ้งของฝั่งสยองขวัญแล้ว ยังมีอีกหลากหลายเรื่องราวมันส์ ๆ ที่เราอยากจะขยายให้ฟังกันพอหอมปากหอมคอ

เป็นหนังที่ช่วยกู้วิกฤตการเงินของกองโปรดักชั่น

แม้เขาจะมีภาพยนตร์ระดับตำนานมากมายก่อนหน้านี้ อย่าง Apocalypse Now และ The Godfather แต่เมื่อปี 1982 ภาพยนตร์เรื่อง One from the Heart ไม่ได้เป็นเรื่องที่ทำเงินอย่างที่คาดไว้ จนเกิดปัญหาเรื่องการเงินขึ้นกับกองโปรดักชั่น Zoetrope Corp. จนมาถึงในปี 1992 ปัญหาเรื่องนี้ก็ยังไม่หมดไป ถือเป็นปัญหาครั้งที่สามในรอบเก้าปี

ความกดดันเกิดขึ้น ตรงที่เขาไม่ได้ต้องการเพียงภาพยนตร์ที่กระแสตอบรับดีอีกต่อไป แต่รายได้ต้องดีตามไปด้วย และภาพยนตร์เรื่องที่กลับมากู้สถานการณ์เงินตึงมือของเขาก็คือเรื่อง Bram Stoker’s Dracula นี้นี่เอง

นักแแสดงนำกลับไม่ได้ปลื้มเรื่องนี้อย่างที่คิด

การแสดงของ Gary Oldman นั้น ด้วยความเก๋าเกมมาตั้งแต่รุ่นดึก จึงไม่ต้องบรรยายอะไรมาก เขาแสดงเป็นท่าน Count Dracula ได้โคตรเฉียบ ส่วนนางเอกวัยละอ่อน Winona Ryder ในบท Mina สามารถแสดงบทนี้ประกบคู่กับ Gary Oldman ได้อย่างไม่เคอะเขิน แล้วใครกันที่ไม่ได้ปลื้มการแสดงของตัวเองเอาเสียเลย ?

คนนั้นคือ Keanu Reeves ในบททนายหนุ่ม Jonathan Harker นั่นเป็นเพราะการแสดงของเขาที่ดูเจื่อนและแข็งทื่อจนใคร ๆ ต่างสังเกตได้ ตัวเขาเองก็เช่นกัน เหตุผลที่นักแสดงเจ้าบทบาทอย่างเขากลายเป็นพ่อหนุ่มก้อนหินในเรื่องนี้ ไม่ใช่เพราะความสามารถที่ไปไม่ถึง แต่เป็นเพราะช่วงถ่ายทำนั้น เขามีงานแสดงในระยะนั้นอัดแน่นจนไม่มีเวลาพัก การแสดงเลยออกมาเป็นอย่างที่พวกเขาเห็นกันนั่นแหละ

รวมทั้งนางเอกของเรื่อง Winona Ryder ก็มีข่าววงในไม่กินเส้นกับ Gary Oldman ทั้งที่ต้องประกบคู่กันในกองถ่ายหลายต่อหลายซีน แต่เมื่อเวลาผ่านพ้นไปหลายปี ทั้งคู่ก็ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ว่าเป็นเพียงการทะเลาะกันไร้สาระตามประสาวัยรุ่น ตอนนี้พวกเขากลายเป็นเพื่อนซี้กันไปแล้วด้วยซ้ำ

สุดท้ายแล้ว ภาพยนตร์หนึ่งเรื่อง มีเรื่องราวเบื้องหลังอยู่มากมาย มากกว่าบนแผ่นฟิล์มที่ฉายขึ้นจอเงิน ทุกเรื่องราวดี ๆ มักจะถูกส่งต่อเช่นเดียวกับเรื่องนี้ ที่ยังคงมีเรื่องให้พูดจนถึงปัจจุบัน

SOURCE 1,2

april
WRITER: april
Share on Facebook Share on Twitter Share on Line