Stranger Things Season 2 ถือเป็นอีกหนึ่งซีรีส์ที่ทุกคนตั้งตารอมาแรมปี แถมเมื่อออกฉายแล้วก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง เพราะความสนุกจัดเต็มทวีคูณกว่าเดิมถึงสองเท่า สมชื่อ netflix การันตีอยู่แล้ว แถมนอกเหนือจากเนื้อเรื่องความมันส์ การกลับมาในคราวนี้เพิ่มดีกรีรายละเอียดไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้าหน้าผมสไตล์แฟชั่นภายในเรื่องถูกออกแบบจัดออกมาได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้กัน อาจเป็นเพราะปัจจุบันเทรนด์แฟชั่นยุค 80s ซึ่งสอดคล้องกับช่วงเวลาเหตุการณ์ในซีรี่ส์กำลังเป็นที่นิยม และถูกพูดอย่างแพร่หลาย เพื่อเป็นการเรียกน้ำย่อยอิงกระแส Stranger Things ที่กำลังร้อนแรง Sneakers of the week สัปดาห์นี้จึงได้ทำไกด์รองเท้าของตัวละครหลักภายในเรื่องสำหรับคอซีรีส์พันธุ์แท้ได้ดูไว้เป็นแบบอย่าง เผื่ออยากที่จะหาซื้อมาใส่ตาม Will Byers = adidas campus ตัวละครที่เป็นต้นเรื่องที่เข้าไปสื่อสารกับโลกคู่ขนาน จนเป็นเรื่องราวภายในซีรีส์ Stranger Things ทั้งหมด หากเราสังเกตดูจะเห็นว่าในภาคแรกจะเห็นฉากที่ Will Byers ปั่นจักรยานหลุดเข้าไปในโลกปีศาจ จะพบว่าเขาใส่รองเท้ารุ่นคลาสสิค และเป็นที่นิยมสำหรับเด็กนักเรียนยุค 80s นั่นคือ adidas campus โดย adidas campus เป็นรองเท้ารุ่นที่เกิดจากกลยุทธ์การขายในช่วงปี 80s ซึ่งในช่วงนั่น adidas รุ่น gazelle กำลังประสบปัญหาของขาดตลาด เนื่องจากขายดีเกิน
ถ้าพูดถึงรองเท้าที่เป็น Iconic รุ่นนึงของ Nike ที่ Sneakerheads ให้ความสำคัญมาก ต้องเป็น Air Force 1 รองเท้าเรือธงของ Nike ซึ่งอีกไม่นาน มันก็กำลังจะเข้าสู่ช่วงอายุ 35 ปี นับว่าอายุเยอะกว่าคนที่กำลังอ่านอยู่หลาย ๆ คนแน่นอน ในโอกาสพิเศษแบบนี้ Nike จึงจับมือกับ 5 สุดยอดนักออกแบบจากทั่วโลก Don C, Kareem “Biggs” Burke, Errolson Hugh, Travis Scott และ Virgil Abloh ในโปรเจ็คต์ฉลองครบรอบปีที่ 35 ของสุดยอดรองเท้าระดับตำนานอย่าง “Air Force 1” โดยเลือกใช้สีขาวในการออกแบบรองเท้ารุ่นพิเศษในครั้งนี้ อัล บาอิค (Al Baik) ครีเอทีฟไดเร็กเตอร์อาวุโสของ Nike Sportswear และหัวหน้าดีไซเนอร์ กล่าวเปิดตัวโปรเจ็คนี้ว่า “ไม่มีรองเท้ารุ่นไหนที่เชื่อมโยงโลกแห่งกีฬา ดนตรี
จากความสำเร็จของ “รอยัล โอ๊ค ฟรอสต์ โกลด์” (Royal Oak Frosted Gold) เวอร์ชั่นสำหรับเวิร์กกิ้งวูแมน ที่เปิดตัวได้อย่างน่าประทับใจเมื่อพฤศจิกายน 2016 ก็ถึงคราวที่ โอเดอมาร์ ปิเกต์ (Audemars Piguet) ส่งผ่านประณีตศิลป์อันแสนท้าทายให้กับเหล่าสุภาพบุรุษสุดเนี้ยบกันบ้าง กับเรือนเวลา “รอยัล โอ๊ค ฟรอสต์ โกลด์ ลิมิเต็ด อิดิชั่น” ล่าสุด บนตัวเรือนไวท์โกลด์ 18 กะรัต ขนาด 41 มิลลิเมตร จับคู่สายนาฬิกาวัสดุเดียวกับตัวเรือน โดดเด่นด้วยดีเทลระยิบระยับดุจประกายจากเพชร ผลลัพธ์ล้ำค่าด้วย “ฟลอเรนทีน เทคนิค” (Florentine technique) โดยการตีเนื้อทองด้วยสลักหัวเพชรลงบนพื้นผิวตัวเรือนและสายนาฬิกาเพื่อให้เกิดรอยประทับขนาดเล็ก เทคนิคเก่าแก่ที่นิยมใช้ในการออกแบบจิวเวลรีแบบดั้งเดิม ก่อนต่อยอดสู่ความตื่นเต้นครั้งใหม่ของเรือนเวลาระดับมาสเตอร์พีซได้อย่างลงตัว คงลุคที่เฉียบขาดด้วยพื้นหน้าปัดสีน้ำเงินในลวดลายกรองด์ ตาปิสเซอรี่ (Grande Tapisserie) พร้อมด้วยกระจกฝาหลังคริสตัลแซฟไฟร์ และเข็มบอกเวลาเคลือบสารเรืองแสง ขับเคลื่อนการทำงานด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ คาลิเบอร์ 3120 กันน้ำลึก 50 เมตร ผลิตจำกัดเพียง
ไม่รู้เหมือนกันว่าวัฒนธรรมการเฉลิมฉลองเทศกาลวันปล่อยผีอย่าง “ฮาโลวีน” เริ่มได้รับความนิยมมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ก็ต้องยอมรับในข้อหนึ่งว่าคนไทยรับเอาค่านิยมต่างชาติเข้ามาค่อนข้างเยอะ ซึ่งดูเหมือนในช่วงปีหลัง ๆ มานี้เด็กยุคใหม่จะรู้สึกอินกับเทศกาลนี้พอสมควร เพราะหากดูตามร้านอาหาร หรือสถานบันเทิงชื่อดังมากมายล้วนจัดงานเฉลิมฉลองราวกับว่ามันเป็นวันหยุดสำคัญวันหนึ่งเลยทีเดียว นอกจากความสนุก รื่นเริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในวันฮาโลวีน ไฮไลท์ที่เป็นจุดเด่นทำให้วันปล่อยผีเป็นที่ชื่นชอบในหมู่วัยรุ่นน่าจะมาจากการที่เราและผองเพื่อนสามารถแต่งตัวคอสเพลย์ประหลาด ๆ ได้อย่างที่ชีวิตปกติไม่มีโอกาส จึงทำให้เป็นอีกหนึ่งวันที่แก๊งค์เพื่อนชอบนัดรวมตัวกันเพื่อออกมาสังสรรค์ ปาร์ตี้ สมชื่อวันปล่อยผี จริง ๆ สำหรับหนุ่ม ๆ UNLOCKMEN ที่ปกติแล้วก็ไม่ได้ชื่นชอบการแต่งตัวคอสเพลย์สักเท่าไหร่ แต่ปีนี้ดันโดนกลุ่มเพื่อน ๆ นัดรวมปาร์ตี้ หรือมีเหตุอันจำเป็นจนต้องไปร่วมกิจกรรมความบันเทิงนี้อย่างไม่สมยอม ซึ่งไอ้ครั้นจะไปแบบธรรมดาแต่งตัวแบบปกติก็ดูไม่ค่อยให้ความร่วมมือ กลายเป็นแกะดำ หรือจะแต่งหน้าผีก็ไม่ใช่ทางอีก วันนี้เราจึงนำไอเดียการแต่งคอสเพลย์ในวันฮาโลวีนสำหรับผู้ชายสายขี้เกียจ แต่ outfit ออกมาโดดเด่นในงานอย่างแน่นอน Patrick Bateman Patrick Bateman คือตัวละครโรคจิตจากภาพยนตร์เรื่อง American Psycho ซึ่งหลายคนอาจจะสงสัยว่ามันเป็นผีอย่างไร โดยอันที่จริงแล้วในต่างประเทศวันฮาโลวีนไม่ได้จำกัดเฉพาะการแต่งตัวผีเพียงอย่างเดียว ดังนั้นหากเราจะแต่งคอสเพลย์สไตล์โรคจิตก็ได้เช่นกัน สิ่งที่ต้องเตรียม : เสื้อสูทแบบ Double Breasted สไตล์ 80s สี Navy
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราจะได้มีโอกาสพูดคุยกับ เจสัน เพทรี่ (Jason Petrie) นักออกแบบ ที่ทำงานสร้างสรรค์รองเท้าบาสเกตบอลร่วมกับซูเปอร์สตาร์อย่างเลอบรอน เจมส์ (LeBron James) มานานกว่าหนึ่งทศวรรษ ถึงจุดเด่นของรองเท้าบาสเกตบอลตระกูลเลอบรอนรุ่นล่าสุด ซึ่งรวมถึงการเลือกใช้นวัตกรรมเส้นใยไนกี้แบทเทิลนิต (Nike BattleKnit) ที่ช่วยเสริมให้รองเท้าบาสเกตบอลเลอบรอน 15 โดดเด่นไปอีกขั้นหนึ่ง โดยเพทรี่กับเจมส์ได้ร่วมพัฒนารองเท้าบาสเกตบอลตระกูลเลอบรอนหลายรุ่นตั้งแต่รุ่นเลอบรอน 7 (LEBRON 7) รวมไปถึงผลิตภัณฑ์ตระกูลเลอบรอนโซลเยอร์ (LEBRON Soldier series) และยังคงพัฒนาสุดยอดรองเท้าบาสเกตบอลตระกูลเลอบรอนมาถึงรุ่นที่ 15 (LEBRON 15) ที่พวกเขาก้าวข้ามขีดจำกัดไปอีกขั้น รองเท้าบาสเกตบอลตระกูลเลอบรอนออกวางจำหน่ายมาจนถึงรุ่นที่ 15 แล้ว มีกฎในการสร้างสรรค์ใดบ้างที่คุณต้องปฏิบัติตามอย่าเคร่งครัด และมีกฎข้อใดหรือไม่ที่คุณเลิกให้ความสำคัญไปแล้ว? เรามีกฎสำคัญในการสร้างสรรค์ 3 ข้อ ได้แก่ 1. “ทำให้เท้ามั่นคงเพื่อเอื้อต่อการกระโดด – Lock me down so I can fly” ซึ่งเป็นคำขอของเลอบรอนโดยตรง 2. “ลดการบาดเจ็บได้ – Protect me
สำหรับคอ High-Fashion แบรนด์ Givenchy (จีวองชี่) ถือเป็นแบรนด์ที่มีเอกลักษณ์คอนเซ็ปต์อย่างชัดเจน อีกทั้งดีไซน์ต่าง ๆ ล้วนถูกออกแบบมาอย่างโดนใจหนุ่ม ๆ ไม่ว่าจะเป็น Animal Spirit , Rottweiler , Star Print เป็นต้น ซึ่งวันนี้ทีมงาน UNLOCKMEN ก็ขอเอาข่าวคอลเลคชั่นใหม่ของ Givenchy มานำเสนอ สำหรับคอลเลคชั่นใหม่ของ Givenchy คือ Spring 2018 Pre-Collection ที่ถูกออกแบบโดยทีมสตูดิโอของแบรนด์ ซึ่งคอลเลคชั่นนี้ยึดเอาคอนเซ็ปต์ “ความบริสุทธิ์ ความสง่างาม ความสดใส” จาก 3 โทนสีหลัก ได้แก่ สีขาว สีดำ (Black) , สีน้ำเงิน (Electric Blue) และสีชมพูฟูเซีย (Fuchsia) เติมแต่งด้วยลายปรินท์ทหาร ผสานการออกแบบตัดเย็บที่ประณีต เผยให้เห็นเค้าโครงของเสื้อผ้าอย่างชัดเจน ผ่านวัสดุเนื้อผ้าที่มีความหรูหราตามแบบฉบับของ Givenchy (จีวองชี่) ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก
เมื่อเราพูดถึงรองเท้าบู้ทแน่นอนว่าชื่อแรก ๆ ที่แว้บเข้ามาในหัวก็คือ Timberland รองเท้าบู้ทสุดทนทานที่มีดีไซน์กระชากใจ สามารถใส่ใช้งาน หรือเป็นรองเท้าแฟชั่นได้อย่างไม่เคอะเขิน โดยเฉพาะรองเท้ารุ่น Yellow Boots ที่โดดเด่นจนเป็นไอคอนที่ใคร ๆ หลายคนต้องมีไว้ครอบครองในตู้รองเท้า เนื่องจากทีมงาน UNLOCKMEN เกิดความสนใจในตัวแบรนด์ จึงได้ไปทำการค้นคว้าข้อมูลประวัติของแบรนด์ Timberland มาเล่าสู่กันฟังให้ทุกท่านได้อ่านกันแบบเพลิน ๆ ย้อนกลับไปในปี 1952 นาย Nathan Swartz ได้ทำการซื้อหุ้นของบริษัทรองเท้า Abington เพื่อเริ่มต้นธุรกิจผลิตรองเท้าบู้ทซึ่งตัวเขามองเห็นศักยภาพที่ก้าวมาทำเงินได้ โดยเริ่มแรกเขาตัดสินใจซื้อหุ้นเพียงครึ่งเดียวก่อน เพื่อดูว่าธุรกิจจะสามารถเดินไปข้างหน้าได้ขนาดไหน ซึ่งธุรกิจของพวกเขาก็ดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ จนกระทั่ง 10 ปีต่อมาพวกเขาได้นำเทคโนโลยี injection-molding มาใช้กับรองเท้าบู้ทของพวกเขา เนื่องจากสภาพอากาศในเมืองที่มีหิมะตกอยู่เป็นประจำ และรองเท้าบู้ทส่วนใหญ่ก็จะไม่ค่อยกันน้ำ จึงเป็นไอเดียให้พวกเขาออกแบบรองเท้าบู้ทที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถกันน้ำได้ในขณะเดียวกันก็ยังป้องกันความเย็นได้อย่างดีเยี่ยมอีกด้วย ทำให้รองเท้าจาก Abington เป็นที่นิยมในท้องถิ่น แต่เพื่อเป็นการเปิดตลาดให้กว้างไกลยิ่งขึ้น พวกเขาจึงตัดสินใจย้ายบริษัทไปยัง New Hampshire ในปี 1969 เพื่อเพิ่มขนาดสเกลการผลิตให้ยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าเดิม และมีการเปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทเป็น Timberland ในเวลาถัดมา Timberland ต้องการจะเป็นบริษัทผลิตรองเท้าที่สามารถทำรองเท้าบู้ทออกมาในลักษณะหลากหลาย
ใครบอกความเท่ของแฟชั่นจะถูกจำกัดเอาไว้แค่ในเมืองหลวง ด้วยเทรนด์ที่คนส่วนใหญ่หันไปลุยภูเขาแบบ Hiking กันมากขึ้น adidas อาจคิดว่า ทำไมเราไม่เอาแฟชั่นไปใส่ไว้ในนั้นซะเลยล่ะ? ว่าแล้วก็จับเอา Superstar ’80s อดีต low-top basketball shoes อันโด่งดังมาตั้งแต่ปี 1983 ผ่านยุคสมัยของ RUN D.M.C. มาแปลงโฉมใหม่ โดยใส่แรงบันดาลใจจากไลฟ์สไตล์การลุยป่าเข้าไป กลายเป็นดีไซน์รองเท้าที่เท่ ดูทนทานทั้งด้านฟังก์ชั่น และโทนสี เรียกว่าวัยรุ่นนิยมอะไร adidas Superstar จะตามไปคอยสนับสนุน มองแว้บแรก เราน่าจะเห็นรองเท้า sneaker คู่นี้เป็นรองเท้าสำหรับลุยป่า ไม่ว่าจะเป็น upper โทนสีเขียวเข้ม olive-green ที่ยั่วยวนชวนให้ออกไปย่ำยี ตัดกับ toe cap และ midsold สี off-white เสริมความเข้มแข็งด้วย heel tab สีแดง ดูร้อนแรงน่าผจญภัย แต่ถ้าดูให้ดี ๆ จะเห็นว่ามันถูกออกแบบจากพื้นฐานของ Superstar ’80s TR
ย้อนไปเมื่อช่วงกลางปี 2019 ถือเป็นครั้งแรกที่โลกแห่งเครื่องบอกเวลาได้รู้จักกับ SWATCH BIG BOLD ซีรีส์นาฬิกาคอลเลคชันใหม่ล่าสุด ที่รับเอามรดกทางจิตวิญญาณในการพัฒนาเอาตัวรอดรวมถึงการปรับตัวให้เท่าทันยุคสมัย จากตำนานที่มีลมหายใจอย่าง SWATCH รุ่น OG มาต่อยอดในแนวทางของตัวเอง กับไอเดียความขบถที่ขับเน้นตัวตนออกมาอย่างเด่นชัดในวิถี Street Culture จากเรือนเวลาที่สะท้อนสไตล์ของผู้สวมใส่ที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร ในปีนี้ SWATCH ได้ต่อยอดความสำเร็จด้วยการนำพานาฬิกาตระกูล BIG BOLD ออกจากรูปแบบเดิม ๆ อีกครั้ง สู่การเดินทางครั้งใหม่ที่ผสานความจัดจ้านของ Street Fashion เข้ากับความเท่ ดุดัน จากกลิ่นอาย Racing Sport ด้วยฟังก์ชัน Chronograph หรือระบบจับเวลาที่เป็นตัวช่วยสำคัญของเหล่านักแข่งแห่งสนามประลองความเร็ว ซึ่งมีอยู่ใน SWATCH BIG BOLD CHRONO รุ่นใหม่ล่าสุด SWATCH BIG BOLD CHRONO ยังคงเอกลักษณ์จากรุ่นแรกเอาไว้กับหน้าปัดขนาดใหญ่ 47 มิลลิเมตร แต่ที่เพิ่มเติมเข้ามาคือระบบจับเวลา Chronograph ที่มาพร้อม 3 หน้าปัดย่อย แบ่งเป็นตัวนับนาที,
สำหรับอาทิตย์นี้ทีมงาน UNLOCKMEN ขอนำรองเท้าสนีกเกอร์เข้าใหม่ที่น่าจับตามอง และกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดซึ่งถ้าใครยังมีโอกาสหามาไว้ในครอบครองได้ เราแนะนำว่าต้องรีบเก็บไว้ เพราะนอกจากจะใส่แล้วหล่อ ยังสามารถทำกำไรขายต่อได้อีกด้วย Tyler, The Creator x Converse Golf le FLEUR* ไม่น่าเชื่อว่า Tyler , The Creator ผู้เป็นเจ้าของแบรนด์ Golf wang จะสละ Vans ที่เคยสร้างชื่อให้กับเขา มาร่วมงานกับทาง Converse ออกคอลเลคชั่นสุดพิเศษอย่าง Tyler, The Creator x Converse Golf le FLEUR* ซึ่งวางขายพรีเซลไปแล้วในวันที่ 18 ตุลาคมที่ผ่านมา ณ ร้าน Kasina ประเทศเกาหลีใต้ ก่อนจะวางขายอย่างเป็นทางการในวันที่ 2 พฤศจิกายน สำหรับความพิเศษของรองเท้าคู่นี้คือการนำเอาโลโก้ One Star มาต่อยอดเป็นดีไซน์ตามคาแรกเตอร์ของตัว Tyler ซึ่งเขาได้ทำให้มันดูน่ารักสดใส จนเกิดเป็นลายดอกไม้ประดับเต็มไปทั่วรองเท้าไม่ว่าจะเป็นตรง ลิ้น ส้น
เมื่อไม่นานมานี้ทีมงาน UNLOCKMEN มีโอกาสได้เดินทางไปประเทศ ญี่ปุ่น และเกาหลี ซึ่งทั้งสองประเทศนี้เรียกได้ว่ามีความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมแฟชั่นมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยที่เราก็พยายามสังเกตสไตล์การแต่งตัวของหนุ่ม ๆ ที่โน่นว่าเป็นเช่นไร เผื่อจะเอามาอัพเดทให้กับชาว UNLOCKMEN ได้จับกระแสเทรนด์โลกไปพร้อม ๆ กัน ซึ่งจากการสังเกตการณ์ของเราก็พบว่ามีอยู่ไอเทมหนึ่งกลายมาเป็นที่นิยมสำหรับผู้ชายวัยรุ่นของประเทศพวกเขาอย่างมาก เพราะไม่ว่าจะเดินไปทางก็มักจะเจอทั้งหญิง ชายสวมใส่กันอย่างแพร่หลาย นั่นคือหมวกที่เรียกว่า Beret สำหรับคนที่อาจจะ งง ๆ ว่ามันคือหมวกอะไร ถ้าเกิดเราบอกว่ามันคือหมวกทหารเบเร่ต์ แบบนี้น่าจะพอร้องอ่อ กันมากขึ้น แต่สำหรับคนที่ยังไม่คุ้นอีก เพื่อเป็นการต่อยอดวันนี้ทีมงาน UNLOCKMEN จะขอนำเรื่องหมวก Beret มาเล่าให้ฟังพร้อมแนะนำสไตล์การแต่งตัวสำหรับคนที่อยากลองอะไรใหม่ ๆ และตามเทรนด์โลกให้ทัน หากเราพูดถึงประวัติของเจ้าหมวก Beret คนส่วนใหญ่มักจะคิดว่าถูกผลิตขึ้นในช่วงศตวรรษที่ 19 ในประเทศฝรั่งเศส และสเปน โดยถูกผลิตขึ้นออกมาใช้สำหรับงานราชการแจกจ่ายให้กับทหาร และตำรวจสวมใส่ แต่อันที่จริงแล้วหมวก Beret มีต้นกำเนิดที่ยาวนานกว่านั้นมาก เพราะมันเริ่มต้นตั้งแต่ยุค Bronze Age ซึ่งอยู่ในช่วงราว ๆ 1206 -1150 ก่อนคริสตกาล ชนคนที่อาศัยอยู่ทางตอนเหนือของยุโรปมักสวมใส่หมวกลักษณะกลมเป็นเครื่องป้องกันศีรษะ ก่อนที่อิทธิพลจะแพร่ขยายไปยังชนเผ่า
วันนี้เราขอพาผู้อ่าน UNLOCKMEN มาอัพเดตอีกหนึ่งสไตล์ที่มาแรงทั้งในยุโรป อเมริกา หรือแม้แต่ในเอเชียเองก็ตามนั่นคือ Oversize สไตล์ ซึ่งโดยจริง ๆ แล้วเทรนด์นี้ผู้ให้กำเนิดคนแรก ๆ คือ Yohji Yamamoto ที่นำเสนอไอเดียการใส่เสื้อแบบ loose มาออกแบบตั้งแต่ยุค 90s ก่อนที่จะค่อยปรับเปลี่ยนลดขนาดเรื่อยมาจนเป็น slim fit แบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่เมื่อไม่นานมานี้เราก็รู้สึกว่าเทรนด์การแต่งตัวแบบ Oversize ดูเหมือนจะเริ่มกลับมาเป็นที่นิยมในวงกว้าง อาจด้วยความสบายไม่อึดอัด ทำให้เสื้อสไตล์ Oversize เข้าไปครองใจหนุ่ม ๆ อย่างรวดเร็ว สำหรับการใส่เสื้อ Oversize คนที่ไม่คุ้นชินอาจจะรู้สึกไม่ชอบคิดว่ามันเหมือนเดรสของผู้หญิง แต่เราอยากจะให้เปิดใจลองดูสักครั้ง เพราะข้อดีของมันคือจะช่วยอำพรางหุ่นปกปิดหุ่นที่แท้จริง เพราะประโยชน์ของการใส่เสื้อตัวยาว ถ้าคุณเป็นคนตัวผอมเสื้อ Oversize จะก็ทำให้เราดูตัวหนาขึ้น ไม่แห้งจนเกินไป หรือถ้าคุณเป็นคนตัวใหญ่ อาจจะไม่ต้องโคร่งมาก ๆ แต่เสื้อที่ช่วงตัวยาวจะทำให้ มันปิดก้น และช่วงขาใหญ่ ๆ ของเราได้ ซึ่งเราไม่จำเป็นต้องเป็น Hipster หรือ Street Icon ถึงขั้นใส่เสื้อตัวใหญ่มาก แค่เลือกใหญ่กว่าปกติ


